พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่146 ส่งนางไปวังหลวง!
บัลลังก์สืบทอดต่อกันเนิ่นนานจวบจนถึงบัดนี้ มีฮ่องเต้มาแล้วสามสิบสองพระองค์ หากจะกล่าวถึงคุณความชอบและความผิดพลาดนั้นยังยากจะตัดสิน แต่สำหรับเรื่องเรื่องฉาวแล้ว ต้องนับว่าฮ่องเต้พระองค์นี้มีให้ได้แอบจดบันทึกมากที่สุดอย่างมิต้องสงสัย!
หากได้เป็นขุนนางของพระองค์แล้ว ย่อมต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว ทำตัวหวาดหวั่นพรั่นพรึงดุจย่ำบนผืนน้ำแข็งแผ่นบาง เพื่อคอยประคองชีวิตน้อยๆของตนเอาไว้ให้ได้
แต่หากได้เป็นสนมของพระองค์เล่า…
หลายปีมานี้ ใช่ว่าจะมิเคยมีตระกูลที่ไม่เชื่อในชะตาร้าย ทั้งยังทะเยอทะยานหมายสูง พยายามส่งบุตรีที่ตนบ่มเพาะมาอย่างดีเข้าวังหลวง ด้วยหวังว่านางจะช่วงชิงพระกรุณา จนสามาถนำพาตระกูลให้รุ่งโรจน์เป็นที่เชิดหน้าชูตาได้
แล้วผลเป็นเช่นไรเล่า?
คุณหนูสูงศักดิ์เหล่านั้น ล้วนงามเพริศพริ้ง กิริยาอ่อนหวานชวนให้ทะนุถนอม ทั้งยังเปี่ยมด้วยสติปัญญาและความสามารถ แต่หามีผู้ใดเป็นข้อยกเว้นเลยสักคน ตอนถูกเกี้ยวหามเข้าวัง ล้วนส่งเข้ามาอย่างเอิกเกริกสง่างาม ครั้นถูกหามออกไป กลับเงียบกริบไร้สุ้มเสียง… ทั้งยังถูกหามออกมาในสภาพร่างกายแข็งทื่อ!
การที่ยังเหลือร่างศพครบถ้วนให้ได้ฝังนั้น นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของฮ่องเต้แล้ว!
พระกรุณาในวันนี้ หาใช่เรื่องว่าจะสามารถช่วงชิงมาได้หรือไม่อีกแล้ว หากแต่เป็นเรื่องว่า… แม้แต่ชีวิตจะช่วงชิงกลับมาได้หรือไม่ต่างหากเล่า!
เพียงก้าวเท้าเข้าสู่ประตูวัง ต่อให้เจ้าเมิ่งซีโจวจะมีความสามารถสูงส่งถึงขั้นสะเทือนฟ้าดิน ต่อหน้าโอรสสวรรค์ผู้มีจิตใจกลับกลอกยากคาดเดาผู้นั้น ภายในวังหลวงลึกเร้นที่กลืนกินผู้คนโดยไม่คายกระดูก นางย่อมทำได้เพียงหดศีรษะซุกตัวดั่งนกกระทาตัวหนึ่งเท่านั้น ซ้ำยังมิรู้ว่าวันพรุ่งจะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่!
เมื่อความคิดนี้ก่อตัวขึ้นแล้ว ก็ได้หยั่งรากงอกงามลงภายในใจของฮูหยินเมิ่งอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าตัวนางย่อมรู้กระจ่างแก่ใจดี การจะส่งเมิ่งซีโจวเข้าวังนั้น กลับหาใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย
นั่นเพราะฐานะว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทของ ‘เมิ่งซีโจว’ นั้น ได้ถูกกำหนดไว้แน่นอนประหนึ่งตอกตะปูลงบนกระดานแล้ว นางนับเป็นสตรีที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมารดาแห่งแผ่นดินในวันหน้า
ส่วน ‘เมิ่งหนานอี้’ ซึ่งเป็นน้องสาวฝาแฝดของนาง กลับจะถูกส่งเข้าวังไปปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้อย่างนั้นหรือ?
นี่มิเท่ากับว่า บิดาและบุตรชาย คนหนึ่งเป็นโอรสสวรรค์ ส่วนอีกคนเป็นองค์รัชทายาท กลับร่วมรับสองพี่น้องฝาแฝดจากครรภ์มารดาเดียวกันไว้ข้างกายหรอกรึ? หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ย่อมต้องกลายเป็นเรื่องน่าขบขันที่สุดในใต้หล้า เป็นเรื่องอัปยศเหลวไหลที่ท้าทายหลักจารีต ความสัมพันธ์ และระเบียบศีลธรรมทั้งมวลของแคว้นนี้โดยแท้!
ทว่า มุมปากของฮูหยินเมิ่งกลับค่อยๆโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาสุดขีด
กเกณฑ์อย่างนั้นรึ? ผิดจารีตความเป็นมนุษย์นี่นะ?
ต่อหน้าอำนาจแห่งจักรพรรดิอันเป็นเอกเด็ดขาด เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น!
ขอเพียง… ฮ่องเต้ซึ่งประทับเหนือผู้คนทั้งปวงผู้นั้น ทรงต้องพระทัยในตัวเมิ่งซีโจวแล้ว หากโอรสทรงสำราญและยืนกรานจะรับนางเข้าวัง แล้วผู้ใดยังจะกล้าเอ่ยคำว่า “ไม่” ออกมาแม้เพียงครึ่งคำเล่า?
ผู้ใดกันจะกล้าขวาง? แล้วหน้าไหนจะสามารถขวางได้เล่า?!
สิ่งที่ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรต้องการ นั่นแลคือหลักฟ้าดิน!
เดิมที ฮูหยินเมิ่งเฝ้าระดมความคิดเฟ้นหาหนทางจนหัวแทบแตก ว่าจะสร้างโอกาสให้เมิ่งซีโจวและฮ่องเต้ ‘บังเอิญพบกัน’ ได้อย่างไร
กำแพงวังสูงตระหง่านราวปราการสวรรค์ กั้นขวางภายในและภายนอกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง หากไร้ราชโองการเรียกตัว บุตรีขุนนางธรรมดาผู้หนึ่ง หากคิดจะเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์โอรสสวรรค์ ย่อมมิต่างอันใดจากคนเขลาเพ้อฝันกลางวันแสกๆ
เพียงก้าวแรกนี้ ก็ยากประหนึ่งปีนขึ้นสวรรค์แล้ว
แต่คิดไม่ถึงจริงๆ คาดไม่ถึงว่า… เมิ่งซีโจวกลับรนหาที่ตายด้วยตนเองแท้ๆ เป็นผู้ยื่นความปีติยินดีใหญ่หลวงนี้มาให้ตนถึงมือ! นางถึงกับไปขอโอกาสจากองค์รัชทายาท ให้ตนได้เป็นขุนนางหญิง! ทั้งยังจะไปปรากฏกายในท้องพระโรงอีกด้วย!
นี่ช่างมิต่างอันใดจาก…
กำลังง่วงนอนอยู่พอดี แต่กลับมีคนส่งหมอนมาให้ถึงที่!
นางเป็นผู้หยิบยื่นดาบที่อีกฝ่ายเฝ้าฝันอยากได้ทั้งยามหลับยามตื่น ส่งมอบมาให้ถึงมือด้วยตนเอง!
ขอเพียงเมิ่งซีโจวย่างเท้าเข้าสู่ท้องพระโรง ด้วยรูปโฉมของนาง ด้วยสติปัญญาและความสามารถของนาง กระทั่งกลิ่นอายแปลกแยกที่ไม่เหมือนสตรีใด ขอเพียงทั้งคู่ได้พบเจอกันสักครา และหากนางไปสะดุดตาฮ่องเต้ผู้มีนิสัยพิลึกพิลั่นพระองค์นั้นเข้า… นาง-ฮูหยินเมิ่งผู้นี้ย่อมสามารถจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาได้แล้ว!
แผนการชั่วร้ายดำเนินขึ้นเป็นทอดๆ ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในห้วงความคิดของฮูหยินเมิ่ง
หลายวันมานี้ นางเฝ้าวางหมากซ้อนหมากติดต่อกันไม่หยุด บัดนี้นับได้ว่าทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว เหลือเพียงรอให้สายลมบูรพาพัดมาเท่านั้น
นางค่อยๆยื่นส่งองุ่นเม็ดใสกระจ่างประหนึ่งผลึกแก้วที่อยู่ตรงปลายนิ้วเข้าปาก น้ำหวานฉ่ำพลันแตกซ่านที่ปลายลิ้น ความหวานนั้นได้แผ่ซ่านลงไปจนถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจ
เมิ่งซีโจวเอ๋ยเมิ่งซีโจว เห็นทีโชคดีของเจ้า…ถึงคราวต้องสิ้นสุดที่ตรงนี้แล้ว
เมิ่งซีโจวคล้ายสัมผัสมิได้ถึงจิตสังหารที่ซุกซ่อนอยู่ในดวงตาของของฮูหยินเมิ่ง นางยังคงเอ่ยเรียก “ท่านแม่” อยู่เช่นนั้นตามลำพังอีกพักใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวอำลาด้วยความพอใจ
เมื่อก้าวพ้นประตูเรือนโยวหลานออกมาแล้ว รอยยิ้มหวานเลี่ยนตามแบบฉบับของ ‘เมิ่งหนานอี้’ บนใบหน้า ก็พลันเลือนหายไปในชั่วพริบตา และถูกแทนที่ด้วยไอเย็นเยียบลึกล้ำดุจน้ำค้างแข็ง
เมื่อนับวันเวลา กลิ่นอายแห่งเทศกาลขึ้นปีใหม่ก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกบ้านทุกเรือนเริ่มแขวนโคมประดับสีสัน เตรียมต้อนรับศักราชใหม่
ทว่าภายใต้บรรยากาศครึกครื้นเปี่ยมด้วยความมงคลนั้น ไอสังหารสายหนึ่งกลับคล้ายอสรพิษร้ายที่จำศีลอยู่ในเงามืด กำลังค่อยๆคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน
กำหนดวันที่เมิ่งซีโจวจะเข้ารับตำแหน่งนั้น อยู่หลังเทศกาลปีใหม่ไปนี่เอง
เส้นทางขุนนางที่ดูประหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอันสว่างไสว แท้จริงแล้วกลับเป็น…ปากทางสู่ปรโลก ที่ฮูหยินเมิ่งบรรจงคัดเลือกไว้ให้นางด้วยตนเอง
เพียงแต่ว่า จะยังไม่ปล่อยให้นางได้ตายเร็วนัก อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าจดหมายของอาจารย์เสวียนชิงจะส่งมาถึงเสียก่อน
……..
ในวันส่งท้ายปีเก่า คนทั้งจวนตั้งแต่บนจรดล่างต่างพากันวุ่นวาย ทว่าเมิ่งซีโจวที่เพิ่งตื่นนอนในยามเช้า กลับได้ต้อนรับแขกผู้หนึ่งที่มาเยืออย่างเหนือความคาดหมาย
ฉู่เซียว…
คิดไม่ถึงว่าเขาจะหายหน้าไปคราวเดียวถึงครึ่งเดือนเต็ม เมิ่งซีโจวอดประหลาดใจมิได้
ฉู่เซียวยังคงสวมใส่อาภรณ์สีดำทั่วทั้งร่าง บนกายยังมีกลิ่นคาวโลหิตเจือปนอยู่จางๆ มิรู้ว่าไปกระทำสิ่งใดมากันแน่
เมิ่งซีโจวยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นมิต่างจากครั้งแรกที่นางได้พบเขาที่โรงเตี๊ยมเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ได้พบกันเสียนานนะคุณชายฉู่ วันนี้ท่าน…ก็จะมาเอาชีวิตของข้าอีกกระมัง?”