พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่149 หวนคืนอำนาจ ข้าไม่จำเป็นต้องกลัวผู้ใด!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่149 หวนคืนอำนาจ ข้าไม่จำเป็นต้องกลัวผู้ใด!
บทที่149 หวนคืนอำนาจ ข้าไม่จำเป็นต้องกลัวผู้ใด!
นางสามารถเสแสร้งทำเป็นใจกว้างได้ เสแสร้งทำเป็นไม่ถือสาเรื่องบาดหมางเก่าๆได้ แต่เมิ่งหนานอี้หาใช่คนเช่นนั้นไม่ นางรู้จักนิสัยและตัวตนของเมิ่งหนานอี้เป็นอย่างดี ฉะนั้น หากฉู่เซียวหลงเชื่อนางไปเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายเข้าจริงๆละก็…
ภาพเหตุการณ์ต่อจากนั้น คงต้องเป็นอะไรที่น่าดูน่าชมมากเป็นแน่!
แววสนุกสนานวาบผ่านเบื้องลึกในดวงตาของเมิ่งซีโจว แต่เพียงชั่วพริบตาก็สลายหายไป ครั้นเห็นฉู่เซียวพยักหน้าอย่างจริงจัง นางจึงยิ้มออกมาอีกคราแล้วเอ่ยว่า
“วันนี้เป็นวันเทศกาลสิ้นปีเชียวนะ รอให้พลบค่ำ ข้าจะห่อเกี๊ยวให้เจ้าสักหน่อย เจ้าจงนำกลับไปกินเถิด”
หัวใจของฉู่เซียวพลันอ่อนยวบ กลายเป็นแอ่งกระแสน้ำอุ่นโอบชโลมไปทั่วทั้งหัวใจ
นางรู้ว่าเขาอยู่ตัวคนเดียว ไร้ที่ให้ไป ไร้คนให้หา ทว่ากลับมิได้เปิดโปงความอัตคัดขัดสนของเขา เพียงใช้วิธีเช่นนี้ มอบกลิ่นอายแห่งการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในคืนส่งท้ายปีให้แก่เขา มอบรสชาติของคำว่า ‘ครอบครัว’ ให้เขาอย่างเงียบงัน
ความอ่อนโยนที่แนบเนียนไม่เอิกเกริกนี้ กลับทำให้ใจเขาจิตใจสั่นไหวเสียยิ่งกว่าคำสาบานรักอันเร่าร้อนใดๆอีก
บรรยากาศอบอุ่นอ่อนโยนละมุนเช่นนี้ ทำให้ฉู่เซียวอดนึกถึงคราก่อนที่พบกันไม่ได้ ครั้งนั้น นางได้เคยกล่าวไว้ว่า
“ข้าคิดว่า…ยามที่เราพบกันครั้งหน้า ท่านจะมาสู่ขอข้าเสียอีก…”
วาจาประโยคนั้น ประหนึ่งเมล็ดพันธุ์เม็ดหนึ่ง ที่หยั่งรากลงไปในก้นบึ้งหัวใจของเขาอย่างเงียบเชียบมานานแล้ว
ครานี้ แรงผลักดันบางอย่างพลันบีบกำหัวใจของเขาไว้รุนแรง ทำให้เขาแทบมิทันได้ไตร่ตรอง ก็โพล่งถามออกไปว่า
“วาจาที่ท่านได้เคยเอ่ยไว้คราวก่อน…ยังคงเป็นเช่นนั้นหรือไม่?”
ถามจบ เขาก็กลั้นลมหายใจ ดวงตาจับจ้องมองเมิ่งซีโจวแน่นิ่งไม่กะพริบ เฝ้ารอคอยคำตอบจากปากของนาง
เมิ่งซีโจวชะงักงันไปเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นงุนงงไปชั่วขณะ ซึ่งยากนักที่จะเกิดขึ้น
คราวก่อน? คำพูดอันใด?
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็พลันนึกขึ้นได้ เขาคงจะหมายถึงเรื่อง ‘มาสู่ขอ’ ที่นางเคยเอ่ยไว้เมื่อครั้งแสดงเกินบทบาทไปครานั้นเป็นแน่
นางพลันรู้สึกขึ้นทันทีว่า บุรุษผู้นี้ช่างเหลวไหลและปัญญาอ่อนยิ่งนัก!
ทั้งที่บัดนี้ จิตใจของเขายังคงลังเลไม่อาจตัดสินใจได้ ว่าระหว่างนางกับเมิ่งหนานอี้สองพี่น้อง ตนจะเลือกผู้ใด ทั้งที่ความคิดจิตใจของเขายังคงยุ่งเหยิงไม่กระจ่างอยู่แท้ๆ แต่ดูเขาทำสิ? กลับยังมีหน้าฝันใฝ่ใคร่รักในตัวนาง!
“คุณชายฉู่…” สีหน้าของเมิ่งซีโจวแปรเปลี่ยนไป น้ำเสียงก็เย็นเยียบลงทันใดเช่นกัน“ก่อนท่านจะเอ่ยถามเช่นนี้ ท่านควร… ต้องแยกแยะให้ออกเสียก่อนว่า ระหว่างข้ากับพี่หญิงนั้น ผู้ใดเป็นผู้ใดกันแน่”
ถ้อยวาจาเย็นชานั้น ประหนึ่งกระชากหัวใจของฉู่เซียวที่เพิ่งถูกไออุ่นโอบล้อมไว้ แล้วจับโยนลงสู่หุบเหวน้ำแข็งลึกหมื่นจั้งอย่างแรง!
เขาไม่กล้าสบตาเมิ่งซีโจวอีกเลยตั้งแต่หลุดปากถามออกไป แม้กระทั่งคำว่า ‘ข้าขอตัวก่อน’ เขาก็ยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ ก็รีบเผ่นหนีไปอย่างลนลานราวผู้พ่ายศึกเสียแล้ว
เมิ่งซีโจวไม่แม้แต่จะปรายตามองแผ่นหลังของเขาที่วิ่งหนีจากไปอย่างเสียขวัญ กระแสเย็นเยียบที่ฉาบอยู่บนใบหน้าก็พลันหายวับไปในชั่วพริบตา กลับคืนสู่ความสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นใดๆดังเดิม
นางค่อยๆจัดแขนเสื้อที่เมื่อครู่ถูกฉู่เซียวกำจนยับเล็กน้อยอย่างไม่รีบร้อน คิดดูแล้ว ยามนี้มารดาของนางคงจะกำลังวุ่นวายจนหัวหมุนอยู่กับการเตรียมงานเทศกาลปีใหม่อยู่กระมัง?
ในฐานะบุตรีที่มารดารักและเอ็นดูที่สุด นางย่อมต้องไปช่วยมารดาแบ่งเบาความทุกข์ร้อนใจอยู่แล้ว
ฉู่เซียวมิได้ออกจากจวนจงหย่งโหวไปจริงๆ หากแต่มุ่งหน้าไปยังเรือนหลานจื่อ ซึ่งเป็นที่พำนักของเมิ่งหนานอี้
เมิ่งหนานอี้กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ที่เบื้องหน้ามีกระจกทองแดงสุกสว่าง ยามนี้สาวกำลังปรนนิบัติแต่งหน้าทำผมให้กับนางอยู่
ครั้นเงาร่างของฉู่เซียวที่ปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงได้สะท้อนอยู่ในกระจก นางก็ถึงกับตกใจจนมือไม้สั่น แทบจะทำปิ่นทองในมือร่วงหล่นลงพื้นไป
“ฉู่เซียวรึ?!” นางหันกายกลับมา ยกมือขึ้นตบอกตนเองอย่างเสียขวัญ น้ำเสียงแฝงแววตัดพ้ออยู่หลายส่วน “ครึ่งเดือนมานี้เจ้าไปเน่าตายอยู่ที่ใดกัน? แม้แต่ข่าวคราวสักนิดก็มิเคยส่งมา!”
ฉู่เซียวยืนนิ่งใบหน้าอึมครึมอยู่ในเงามืด มิได้ตอบคำถามของนาง
ทว่าเมิ่งหนานอี้กลับหาได้ถือสาอาการเงียบงันนี้ของเขาไม่ เพราะน้อยครั้งนักที่เขาจะเป็นเช่นนี้
ฮูหยินเมิ่งมาดาของนางกลับมากุมอำนาจอีกคราแล้ว เงาทะมึนที่เคยปกคลุมอยู่เหนือศีรษะของนางพลันสลายสิ้น วันคืนอันแสนสุขสบายได้หวนคืนสู่ตนแล้ว ยามนี้ นางจึงเป็นคุณหนูสายตรงผู้สูงส่งเหนือใครๆ ที่ไร้ทุกข์ไร้กังวลแห่งจวนโหวดังเดิมแล้ว!
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ มารดาแอบบอกเล่าแผนการให้นางฟังเมื่อคืนนี้ — นังแพศยาเมิ่งซีโจวผู้นั้น อีกไม่นานก็จะต้องได้รับเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่แล้ว!
เพียงนึกถึงจุดจบอันน่าสังเวชที่เมิ่งซีโจวกำลังจะต้องเผชิญ เมิ่งหนานอี้ก็ตื่นเต้นเสียจนแทบหลุดหัวเราะออกมา กระทั่งยามมองฉู่เซียวที่หายหน้าไปหลายวันมานี้ ก็ยังรู้สึกว่าเขาดูเข้าตาขึ้นไม่น้อย
นางถึงขั้นรู้สึกว่า เมื่อมีมารดาอยู่ข้างกายเช่นนี้แล้ว เรื่องที่ฉู่เซียวจะไปสังหารเมิ่งซีโจวหรือไม่นั้น ก็หาได้สำคัญอีกต่อไปไม่
“เอาเถิดๆ อย่างไรเจ้าก็กลับมาได้เวลาพอดี!” เมิ่งหนานอี้หมุนกายกลับไปประจันหน้ากับคันฉ่องอีกครา เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเบิกบาน “อาศัยช่วงวันสิ้นปีที่จะมีทั้งผู้คนและเรื่องวุ่นวายมากมายนี้ ข้าจะถือโอกาสรับตัวเจ้าเข้าจวนอย่างเปิดเผยเสียเลย ต่อไปเจ้าก็จะได้อยู่ข้างกายข้าโดยไร้คำครหาแล้ว”
นางกล่าวพลางดึงปิ่นออกอย่างส่งๆ แล้วจึงโยนให้กับสาวใช้
“ข้าไม่เอาปิ่นนี่ ช่างจืดชืดนัก ไปนำปิ่นทับทิมแดงอันนั้นมาเปลี่ยนเสีย!”
ยามนี้มารดากลับมากุมอำนาจในจวนอีกครา นางคิดจะนำบ่าวรับใช้สักกี่คนเข้าจวน เพียงเอ่ยปากสั่งการคำเดียว ทุกอย่างล้วนต้องถูกจัดการเสร็จสรรพ?
เมิ่งหนานอี้ชื่นชมภาพตนที่ปรากฏอยู่ในคันฉ่อง ที่งดงามเจิดจรัสไปทั่วทั้งเรือนร่าง โดยมิทันได้สังเกตเห็นว่า ฉู่เซียวที่ยืนอยู่ในเงามืดเบื้องหลังนางนั้น ยามนี้สีหน้าได้แปรเปลี่ยนไป เริ่มปรากฏร่องรอยของความลำบากใจให้เห็นชัดเจน
หากเขาจำต้องติดตามอยู่ข้างกายนางเช่นนี้ทุกวี่ทุกวันจริงๆ… แล้วเขาจะไปชี้แจงกับสตรีอีกผู้หนึ่งได้อย่างไรเล่า?