พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่150 นายหญิงเฒ่าตระกูลเมิ่ง ท่านย่าของเมิ่งซีโจว
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่150 นายหญิงเฒ่าตระกูลเมิ่ง ท่านย่าของเมิ่งซีโจว
บทที่150 นายหญิงเฒ่าตระกูลเมิ่ง ท่านย่าของเมิ่งซีโจว
ค่ำคืนส่งท้ายปีเก่า โคมไฟกระดาษมงคลสีแสงเริ่มส่องสว่างไสวไปทั่วทั้งเมืองหลวง เสียงประทัดดังระงมไปทุกทิศทาง คลื่นเสียงหัวเราะพูดคุยดังครึกครื้นสนุกสนานแทบกลบม่านฟ้า
เวลานี้ บรรดาเจ้านายในจวนจงหย่งโหว ต่างก็มานั่งรายล้อมรอบโต๊ะกลมไม้สลักขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีอาหารเลิศรสจัดใส่จานหยกวางเรียงรายมากมาย กลิ่นหอมตลบอบอวลคละคลุ้ง มองผิวเผินดูคล้ายภาพงานเลี้ยงรวมญาติอันแสนอบอุ่นกลมเกลียวโดยแท้
ณ ที่นั่งประธานด้านบนสุด มีหญิงชราผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น นางก็คือคนที่เมิ่งซีโจวมิได้พบพานมานานยิ่งนัก — ท่านย่าของนาง นายหญิงเฒ่าแห่งตระกูลเมิ่ง
นับตั้งแต่เมิ่งชินรุ่ยรับสืบทอดบรรดาศักดิ์มา หญิงชราผู้เคยเฉียบแหลมและมากความสามารถผู้นี้ก็เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน มิค่อยออกมาพบหน้าผู้ใดนัก
เพราะในใจของนายหญิงเฒ่าผู้นี้ ยังคงไม่พอใจอย่างยิ่งที่บุตรชายผู้แสนจะธรรมดาไร้ความโดดเด่นนี้ เป็นผู้ที่ได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ไป
ท่านจงหย่งโหวคนก่อนก็ใช่ว่าจะไร้ทายาทสืบทอดเสียที่ไหนกัน ตรงกันข้าม กลับมีบุตรหลายภายใต้ปกครองอยู่ไม่น้อย แต่ผู้มีความสามารถกลับมัวเมาในความสำราญไม่ทำงานทำการ ส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ บ้างก็ตายจาก บ้างก็พิการ ครั้นวนเวียนดำเนินชีวิตไปจนสุดท้าย กลับกลายเป็นเมิ่งชินรุ่ยผู้มีคุณสมบัติพื้นๆกลางๆคนนี้ ที่ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก้อนโตไปในท้ายที่สุด
แต่เมิ่งชินรุ่ยหาได้คิดเช่นนั้นไม่ เขาเพียงรู้สึกว่า นี่คือตัวอย่างในการประสบความสำเร็จของผู้ที่ใช้ความขยันหมั่นเพียรกลบจุดด้อย ทั้งยังเป็นหลักฐานชัดแจ้งว่า สวรรค์ย่อมตอบแทนผู้มีความเพียรพยายาม
แน่นอนว่านายหญิงเฒ่าย่อมไม่เผยสีหน้าดีๆให้บุตรชายที่ทั้งโง่ ทั้งดื้อรั้น ทั้งไม่ยอมฟังคำตักเตือนของนางแม้เพียงครึ่งคำ ส่วนเมิ่งชินรุ่ยเล่า? ผู้ใดชักสีหน้าใส่เขา เขาก็ยิ่งตอบแทนกลับเป็นเท่าทวี
ความผูกพันฉันแม่ลูกของทั้งสองคนนั้น คล้ายจะดีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเมิ่งซีโจวกับฮูหยินเมิ่งอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งสองยังไม่ถึงขั้นชักดาบเข้าห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กระนั้น ต่างคนต่างก็อยากให้อีกฝ่ายอยู่ห่างจากตนให้มากที่สุด จะได้มิต้องเห็นหน้ากันให้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
นี่นับเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าประจำปีอีกคราหนึ่ง นายหญิงเฒ่ายับนับว่าไว้หน้าให้จวนโหวแห่งนี้อยู่บ้าง ยังฝืนให้เกียรติออกมาปรากฏตัวอย่างเสียมิได้
เมิ่งชินรุ่ยพยายามฝืนเค้นเอารอยยิ้มออกมา จนเผยให้เห็นร่องรอยเหี่ยวย่นกองเต็มใบหน้า ก่อนจะเป็นฝ่ายยกจอกสุราหยกเขียวในมือขึ้นก่อน คารวะไปทางนายหญิงเฒ่าซึ่งนั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธาน
“ลูกขออวยพรให้ท่านแม่เหมือนเช่นทุกปี ขอให้ท่านแม่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ยิ้มแย้มเบิกบานเช่นนี้ไปตลอด”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศครึกครื้นซึ่งเดิมทีฉาบไว้เพียงผิวเผินในห้องโถงบุปผานี้ พลันชะงักแข็งค้างไปหลายส่วน
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของนายหญิงเฒ่า พลันหม่นทะมึนลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าของนางประหนึ่งถูกฉาบไว้ด้วยน้ำแข็ง
ยิ้มแย้มเบิกบานเช่นนี้ตลอดไปรึ? สุขภาพร่างกายแข็งแรงอย่างนั้นรึ?
หึ!
มีผู้ใดมิรู้บ้างว่า ปีนี้นางต้องผ่านวันคืนมาอย่างยากลำบากเพียงใด สามวันเจ็บป่วยเล็กน้อย ห้าวันล้มป่วยหนัก ต้องนอนซมอยู่บนเตียงมิได้ลุก หม้อยามิเคยว่างเว้น หลายครั้งหลายคราแทบจะยื้อชีวิตเอาไว้ไม่ได้!
กว่านางจะช่วงชิงชีวิตเฒ่าชรานี้กลับคืนมาจากมือพญายมได้นั้น หาใช่เรื่องง่ายดายเลยสักนิด แต่เจ้าลูกเต่าผู้นี้กลับกล้าดีนัก อ้าปากมาก็อวยพรให้นางต้องประสบกับความยากลำบากอีกปีเสียแล้วรึ?
ยังจะให้ยิ้มแย้มเบิกบานไปตลอดงั้นรึ? การที่นางยังสามารถรอดชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ ก็นับว่าพระโพธิสัตว์คุ้มครองแล้ว ยังจะให้หัวเราะออกมาได้อย่างไรกัน?!
นายหญิงเฒ่าหรี่ตาลงเล็กน้อย “ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ… ที่ต้องมีความกตัญญูเต็มเปี่ยมถึงเพียงนี้”
นางถึงขั้นคร้านจะเอ่ยคำมงคลตามมารยาทตอบกลับเสียด้วยซ้ำ อายุมากแล้ว ยังจะมีเรี่ยวแรงมาเล่นกลอ้อมค้อมวกวน กล่าววาจากระทบกระเทียบเสียดสี ชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหวกับเจ้าลูกโง่ผู้นี้ได้อย่างไร นางไม่มีแรงกายแรงใจหลงเหลืออีกแล้ว
นางทำราวกับมองไม่เห็นจอกสุราในมือของเมิ่งชินรุ่ย ที่ยังถือค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ นางหันไปประกาศกับบรรดาลูกหลานและอนุของเมิ่งชินรุ่ย ที่นั่งอยู่เต็มโต๊ะด้วยสีหน้าที่เปี่ยมความเมตตาอารี
“อาหารปีนี้ดูแล้วประณีตกว่าปีก่อนเสียอีก อย่าเอาแต่นั่งนิ่งกันอยู่เลย ลงมือกินกันได้แล้ว! คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องมัวถือพิธีรีตองให้มากความหรอก!”
ภาพมารดาผู้เมตตากับบุตรกตัญญู ที่เมิ่งชินรุ่ยและนายหญิงเฒ่าร่วมกันแสดงมาตลอดในวันวาน บัดนี้กลับกลายเป็นเรื่องน่าขันไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อทุกคนเห็นว่านายหญิงเฒ่าเอ่ยปากแล้ว อีกทั้งยังเห็นเมิ่งชินรุ่ยถูกทิ้งให้เป็นอากาศธาตุเช่นนั้น ต่างก็พร้อมใจกันก้มหน้าก้มตา แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาแสร้งทำเป็นตั้งอกตั้งใจคีบอาหารเข้าปากทันที
มือข้างที่ถือจอกสุราของเมิ่งชินรุ่ยยังคงค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว จากเขียวเป็นซีดขาว ช่างหลากสีสันตระการตาเสียยิ่งกว่าอาหารบนโต๊ะอีก!
ทว่าเขากลับระเบิดโทสะออกมามิได้แม้เพียงครึ่งคำ ท้ายที่สุด จึงทำได้เพียงยกสุราจอกนั้นที่คาราวะผู้เป็นมารดามิสำเร็จ กรอกลงคอตนเองรวดเดียวจนหมด!
น้ำสุรารสเผ็ดร้อนบาดลำคอจนเขาถึงกับสำลักแสบไปทั้งคอ เขานั่งกระแทกกายกลับลงบนเก้าอี้ด้วยความอัดอั้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงด้วยความโมโห
เมิ่งซีโจวมองภาพทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา และแอบหัวเราะหยันไร้สุ้มเสียงอยู่ภายในใจ
ช่างสมกับคำกล่าวว่า คนชั่วย่อมมีคนชั่วคอยขัดเกลาเสียจริงๆ
ครั้นแล้ว มุมปากของนางก็ยกโค้งขึ้น สายตาเบนไปทางฮูหยินเมิ่งที่นั่งเยื้องอยู่ตรงข้าม
ฝั่งนั้นขัดเกลาเสร็จแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราวของนางบ้าง
เมิ่งซีโจวหยิบตะเกียบกลางขึ้นมา คีบขิงคำหนึ่งวางให้ฮูหยินเมิ่ง พลางกะพริบตามองอย่างซุกซน
“อากาศหนาวเย็น ช่วงนี้ท่านแม่ตรากตรำทั้งกายใจเพื่อจัดเตรียมงานฉลองเทศกาลปีใหม่ ทั้งยังต้องลมจนมีอาการไอเล็กน้อย ท่านแม่รีบกินขิงให้อุ่นกายสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
ตะเกียบงาช้างในมือของฮูหยินเมิ่งยังค้างอยู่เหนือถ้วยน้ำส้มสายชู เดิมทีนางกำลังจะคีบเนื้อเย็นแก้วใสซึ่งเป็นของโปรดขึ้นมาสักชิ้น
ขิงในถ้วยพวกนั้นช่างบาดตาบาดใจนัก ทั้งยังส่งกลิ่นฉุนเผ็ดร้อนเข้มข้นลอยกรุ่นพุ่งตรงเข้าสู่โพรงจมูกของนาง ทำให้รู้สึกระคายเคืองลำคอจนคันยุบยิบ แทบอยากจะจามออกมาต่อหน้าทุกคนเสียให้ได้!
หลายวันมานี้ นางยุ่งจนเท้าทั้งสองแทบไม่แตะพื้น แต่ละวันได้นอนเพียงหนึ่งถึงสองชั่วยามเท่านั้น กว่าจะฝ่าฟันจนมาถึงค่ำคืนนี้ และมีโอกาสได้นั่งลงพักหายใจกินข้าวร้อนๆสักคำได้ แต่นังตัวดีเมิ่งซีโจวผู้นี้ก็กลับตามรังควานนางมิต่างจากวิญญาณอาฆาต!