พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่151 เรื่องราวบนโต๊ะอาหาร
บทที่151 เรื่องราวบนโต๊ะอาหาร
ฮูหยินเมิ่งฝืนข่มอาการคลื่นเหียนปั่นป่วนภายในท้องเอาไว้ ขณะกำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม กล่าวถ้อยวาจาตามมารยาททำนองว่า ‘ข้ารับน้ำใจไว้แล้ว เพียงแต่กระเพาะและม้ามพร่องเย็น มิควรกินขิงมากนัก’ อะไรทำนองนั้น ทว่าทางฝ่ายนายหญิงเฒ่ากลับเอ่ยแทรกขัดตัดบทขึ้นเสียก่อน
“อืม” นายหญิงเฒ่าค่อยๆจิบชาคำหนึ่งอย่างเอื่อยเฉื่อย
“ช่วงนี้หลานสาวของข้าหนานอี้นับว่ารู้ความขึ้นไม่น้อยทีเดียว รู้จักห่วงใยสุขภาพร่างกายของมารดาแล้ว ขิงนี่นับเป็นของดีจริงๆ มีสรรพคุณช่วยอุ่นปอด ระงับไอ สะใภ้รอง เจ้าก็อย่าได้ปฏิเสธน้ำใจของลูกเลยนะ”
ถ้อยวาจาเบาหวิวเพียงไม่กี่ประโยคของนายหญิงเฒ่า กลับสามารถหยุดวาจาของฮูหยินเมิ่งไว้ได้จนอยู่หมัด นางจำต้องกลืนวาจาเหล่านั้นกลับลงคอไป!
นางเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งซีโจว แต่แววตาทั้งคู่ของอีกฝ่ายไหนเลยจะมีความห่วงใยอยู่แม้เพียงเศษเสี้ยว กลับเผยแสดงการยั่วโมโหและเย้ยหยันออกมาอย่างชัดแจ้ง คล้ายกำลังรอชมเรื่องสนุกอยู่!
ฮูหยินเมิ่งแทบอยากจะใช้ตะเกียบในมือแทงเข้าไปที่ดวงตาคู่นั้นเสีย ให้สาสมกับความแค้นที่กัดกินจนนางคันยุบยิบไปทั้งตัว!
ทว่าต่อหน้าสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้ ทั้งยังมีวาจาของนายหญิงเฒ่ากดทับอยู่ นางจึงมิอาจเผยแสดงความไม่พอใจออกมาได้แม้เพียงนิด ทำได้แค่กัดฟันกรอดแล้วเอ่ยว่า
“ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
กล่าวจบ ก็จำใจต้องคีบขิงแผ่นหนึ่งขึ้นมาใส่ปากด้วยความอัดอัดเหลือแสน
ฮูหยินเมิ่งไม่กล้าเคี้ยวแรงนัก น้ำขิงที่กระจายออกมานั้นทั้งฉุนทั้งแสบคอยิ่ง ทว่าหากไม่เคี้ยวย่อมกลืนลงไปไม่ได้ เจ็บยาวมิสู้เจ็บสั้น นางจึงรีบเคี้ยวเสียให้จบๆ แล้วฝืนกลืนลงคอไปในคราเดียว
รสเผ็ดร้อนลากยาวตั้งแต่ปลายลิ้นลามไปถึงลำคอ และไปจบที่กระเพาะ
เมิ่งซีโจวจ้องมองนางด้วยสีหน้าคาดหวัง ราวกับพ่อครัวที่กำลังรอฟังคำติชมจากแขกผู้มาลิ้มลองอาหาร
“ท่านแม่ รสชาติเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? ถูกปากท่านแม่ดีหรือไม่?”
ฮูหยินเมิ่งวางสีหน้าแน่นิ่ง ใช้ช้อนตักข้าวกลบกลิ่นขิงที่เหลืออยู่ในชามอีกไม่กี่แผ่น หลังจากฝังมันลงไปใต้เมล็ดข้าวแล้ว จึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งซีโจว คำพูดคล้ายถูกรีดเค้นออกจากไรฟันทีละคำ
“แน่นอน เจ้าช่าง… มีน้ำใจนัก!”
เมิ่งซีโจวพลันแย้มยิ้มสดใสเจิดจ้า ราวกับได้รับคำชมยิ่งใหญ่จากฟากฟ้า
“ท่านแม่ชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ! การได้แบ่งเบาภาระคลายกังวลให้ท่านแม่เช่นนี้ นับเป็นหน้าที่ที่ลูกพึงทำเจ้าค่ะ”
“อืม เช่นนี้จึงจะนับว่ากตัญญูอย่างแท้จริง”
นายหญิงเฒ่าพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ สายตาคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ กวาดมองผ่านเมิ่งชินรุ่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยเสริมอย่างมีความหมายแฝง
“ดีกว่าพวกที่เก่งแต่ใช้วาจา เอาแต่ทำให้ผู้เป็นมารดาต้องโมโหเป็นไหนๆ”
สีหน้าของฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งชินรุ่ยพลันเปลี่ยนเป็นดำคล้ำดุจก้นหม้อขึ้นพร้อมกัน ดำชนิที่แทบจะหยดน้ำหมึกออกมาก็ว่าได้ แต่นั่นกลับทำให้ทั้งสองดูคล้ายสามีภรรยากันขึ้นมาสักสองส่วน
เมิ่งซีโจวไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย ที่ท่านย่าเอ่ยปากช่วยนางเช่นนี้
ความขุ่นเคืองใจที่ท่านย่าผู้นี้มีต่อฮูหยินเมิ่งนั้น ได้สั่งสมมาช้านานแล้ว
ตลอดชีวิตของนายหญิงเฒ่า นางได้ให้กำเนิดบุตรชายถึงสามคน และผู้ที่นางรักทะนุถนอมมากที่สุดก็คือเมิ่งชินเฉิง บุตรชายลำดับที่สี่นั่นเอง
เมิ่งชินเฉิงเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่น สอบได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เปี่ยมด้วยความสามารถทั้งด้านปัญญาและวรรณศิลป์ ครั้งหนึ่งบทความของเขาเคยเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของนายหญิงเฒ่านัก
ส่วนสัญญาหมั้นหมายระหว่างฮูหยินเมิ่งกับจวนโหว เดิมทีเป็นสัญญาที่ตระกูลจี้ซึ่งเป็นตระกูลแซ่เดิมของฮูหยินเมิ่ง เป็นฝ่ายกำหนดขึ้นเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านผู้เฒ่าโหวเคยช่วยชีวิตตนไว้ โดยคู่หมายก็คือผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งจวนโหวในภายภาคหน้า
ในสายตาของผู้คน ณ เวลานั้น การแต่งงานครั้งนี้ควรจะต้องเป็นของเมิ่งชินเฉิงอย่างแน่นอน ประหนึ่งตอกตะปูลงกระดาน ไม่มีทางพลิกผันไปได้แน่
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือว่าเมิ่งชินเฉิงเองก็แอบมีใจให้ฮูหยินเมิ่งมานานแล้ว ทั้งยังปักใจเชื่อว่านางคือคู่ครองที่เหมาะสมที่สุดในชีวิตนี้
แต่ใครจะคาดคิดเล่า สุดท้ายกลับเป็นเมิ่งชินรุ่ย บุตรชายผู้ไร้ความโดดเด่นที่สุดคนนั้น ที่จู่ๆก็ชิงตัดหน้าไปเสียอย่างนั้น!
แน่นอน นายหญิงเฒ่ามั่นใจอย่างมากว่า ด้วยนิสัยของชินเฉิงบุตรชาย การที่เขาจะเปลี่ยนไปลุ่มหลงมัวเมาในการพนัน และเที่ยวเตร่จนพลาดตำแหน่งโหวไปนั้น นางปักใจเชื่อว่า ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะฮูหยินเมิ่งที่เปลี่ยนใจไปเข้าข้างผู้อื่น ไร้สัตย์ไร้ธรรม ทอดทิ้งชินเฉิงเอ๋อร์ของนาง! นางจึงระบายความคับแค้นทั้งหมดลงใส่ศีรษะของฮูหยินเมิ่ง
เมิ่งซีโจวแสร้งตีหน้าเศร้า เมื่อเห็นฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งชินรุ่ยโมโหจนแทบกลืนอาหารไม่ลง แต่ภายในใจกลับเบิกบานเป็นที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆลิ้มรสอาหารส่งท้ายปีตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์
แต่เมิ่งหนานอี้ที่นั่งอยู่ข้างฮูหยินเมิ่งนั้น กลับจ้องมองด้วยเพลิงโทสะท่วมอก!
นางจะทนให้นังหญิงแพศยาเมิ่งซีโจว แย่งความโดดเด่นไปได้อย่างไรเล่า? ทั้งยังได้รับคำชื่นชมจากท่านย่าอีก!
เมิ่งหนานอี้จึงรีบหยิบตะเกียบของตนขึ้นมา สายตาว่องไว มือก็เคลื่อนไหวรวดเร็ว คีบเนื้อส่วนท้องอวบอิ่มนุ่มละมุนที่สุดของปลากะพงนึ่งขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ก่อนจะวางลงในถ้วยของฮูหยินเมิ่ง ประหนึ่งกำลังมอบของล้ำค่าให้ผู้เป็นมารดา
“ท่านแม่ ลองชิมนี่สิเจ้าคะ! เนื้อส่วนท้องนุ่มสดที่สุดของปลา เข้าปากก็แทบละลายทันที ทั้งยังมีสรรพคุณบำรุงร่างกายและผิวพรรณได้ดีที่สุดด้วย ช่วงนี้ท่านแม่ตรากตรำเตรียมงานเหน็ดเหนื่อยนัก ต้องบำรุงให้มากนะเจ้าคะ!”
“ดี” หัวใจของฮูหยินเมิ่งพลันถูกเนื้อปลาชิ้นเดียวจากตะเกียบของบุตรีสุดที่รัก ปลอบประโลมจนละลายอ่อนยวบเป็นแอ่งน้ำ
นี่สิ จึงจะนับเป็นบุตรีของนาง!
บนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งพลันปรากฏรอยยิ้มจริงใจครั้งแรกของค่ำคืนนี้ นางคีบเนื้อปลาชิ้นนั้นเข้าปาก แล้วเอ่ยชมไม่ขาดปาก
“ยังคงเป็นเจ้าที่รู้ใจแม่ที่สุดสินะ”
สายตาของคนทั้งโต๊ะจึงเคลื่อนจากเมิ่งซีโจว แล้วไปรวมอยู่ที่เมิ่งหนานอี้ในชั่วพริบตา
เมิ่งชินรุ่ยจ้องมองภาพตรงหน้าแล้ว ภายในอกยิ่งอัดอั้นขุ่นเคืองมากกว่าเดิม
สองพี่น้องคู่นี้ผลัดกันคีบอาหารเอาอกเอาใจฮูหยินเมิ่ง แล้ววางเขาผู้เป็นประมุขจวนไว้ที่ใดกัน?
เขากระแอมไอออกมาสองสามครา เป็นเชิงบอกใบ้ให้บรรดาผู้น้อยบนโต๊ะ รีบลงมือคีบอาหารและแสดงความห่วงใยแก่เขาบ้าง ทว่ารออยู่ครึ่งค่อนก้านธูปก็แล้ว กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยแม้สักนิด!
เขาคิดไม่ถึงว่า จะมิมีผู้ใดนึกถึงเขาผู้เป็นบิดาแม้แต่คนเดียว!