พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่152 บ่าวรับใช้ชายผู้นี้คือใคร?
บทที่152 บ่าวรับใช้ชายผู้นี้คือใคร?
เมิ่งชินรุ่ยโกรธจนแทบหนวดกระดิก ดวงตาแทบถลน ครั้นในยามนั้นเอง หางตาของเขาก็เหลืบมองไปทางด้านหลังของเมิ่งหนานอี้ ที่นั่นมีบุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ผึ่งผายผู้หนึ่งยืนอยู่ และกำลังก้มหน้าหลุบตาต่ำ ท่าทางคล้ายว่านอนสอนง่าย
เดิมทีเมิ่งชินรุ่ยมิได้ใส่ใจ เพียงคิดว่าเป็นบ่าวรับใช้ที่มาคอยปรนนิบัติระหว่างรับประทานอาหารเท่านั้น
แต่เมื่อเขาเพ่งมองให้ชัด ครั้นเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้นถนัดตา รูม่านตาทั้งสองของเขาก็พลันหดวูบลงทันใด!
ช่างเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาเสียจริง! แม้จะสวมใส่เพียงชุดบ่าวสีเทาเข้มธรรมดาๆ แต่ก็ยังมิอาจกลบกลิ่นอายสูงส่งทั่วร่าง ซึ่งบ่งบอกว่ามิใช่คนธรรมดาสามัญได้ นี่น่ะหรือบ่าวไพร่? เห็นชัดว่าสง่างามเสียยิ่งกว่าคุณชายสูงศักดิ์ที่ขับขานอยู่ในบทละครเสียอีก!
เพลิงโทสะสายหนึ่งพลันแล่นปราดขึ้นกลางอก เมิ่งชินรุ่ยวางตะเกียบกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดัง “ปัง!” และเสียงนั้นก็ทำให้ทุกคนถึงกับสะดุ้งโหยง จนต้องหยุดชะงักไปตามๆกัน ก่อนจะหันมามองเขาเป็นตาเดียวด้วยความตกตะลึง
“เมิ่งซีโจว!” เมิ่งชินรุ่ยตวาดเสียงกร้าว ชี้นิ้วไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังนาง “บุรุษผู้นั้นเป็นใครกัน? เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เมิ่งหนานอี้สะดุ้งโหยงตกใจกับโทสะที่ปะทุขึ้นอย่างกะทันหันของผู้เป็นบิดา จนถึงกับเผลอห่อไหล่ทั้งสองเข้าหากัน
นางมองตามนิ้วของเมิ่งชินรุ่ยไป ครั้นเห็นว่าเขาชี้ไปทางฉู่เซียว นางจึงค่อยเบะปากแล้วเอ่ยอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก “ท่านพ่อ เขาเป็นเพียงบ่าวรับใช้ที่ข้าเพิ่งซื้อมาใหม่เจ้าค่ะ” จากนั้น ยังเอ่ยอธิบายต่ออย่างลื่นปากว่า “วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า บ่าวไพร่ในจวนคล้ายจะไม่พอ ข้าจึงให้เขาจวนมาคอยปรนนิบัติรับใช้เจ้าค่ะ”
“บ่าวไพร่รึ?” เมิ่งชินรุ่ยโมโหจนแทบอยากจะหัวเราะออกมา!
เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง ถ้วยชามบนโต๊ะถึงกับกระทบกันเสียงดังกรุ๊งกริ๊งไม่หยุด
“เหลวไหล! เจ้าเป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท! จะเที่ยวคลุกคลีอยู่กับ… กับบุรุษหนุ่มรูปโฉมสะดุดตา ที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่งทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
เดิมทีเขาคิดจะด่าว่า ‘บุรุษชั้นต่ำที่ไถ่ตัวกลับมาจากสถานเริงรมย์’ เสียด้วยซ้ำ ทว่าติดที่ฐานะและกาลเทศะ จึงจำต้องกลืนถ้อยคำเหล่านั้นกลับลงคอไปอย่างยากเย็น แล้วเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่
“ให้อยู่ติดตามใกล้ชิดเจ้าเช่นนี้ มันสมควรแล้วรึ? เจ้ายังรู้จักระเบียบแบบแผน และเกียรติยศของบุตรีสายหลักแห่งจวนโหวอยู่บ้างหรือไม่? นับวันยิ่งทำตัวเหลวไหลมิเป็นผู้เป็นคนเข้าไปทุกที!”
เมิ่งหนานอี้ถูกบิดาตวาดใส่อย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้ นางถึงกับหน้าซีดเผือดด้วยความตระหนกตกใจ ได้แต่ส่งสายตามองไปทางฮูหยินเมิ่งอย่างคับข้องน้อยอกน้อยใจ
ฮูหยินเมิ่งรีบเอ่ยปากปกป้องบุตรีประหนึ่งแม่สัตว์ปกป้องลูกทันที “ท่านพี่ โปรดระงับโทสะก่อนเถิด! มันผู้นั้นเป็นเพียงบ่าวชายที่ลงสัญญาตายไว้คนหนึ่งเท่านั้น ชีวิตและชะตากรรมทั้งหมดของเขา ล้วนอยู่ในกำมือของพวกเรา ยังจะสามารถก่อคลื่นลมสร้างปัญหาอันใดได้เล่า? ไฉนท่านพี่ต้องโมโหถึงเพียงนี้เพราะบ่าวไพร่ผู้หนึ่งด้วยเล่า?”
ทว่า ถ้อยวาจาเหล่านั้นไม่เพียงมิอาจดับโทสะของเมิ่งชินรุ่ยได้ แต่กลับยิ่งเหมือนสาดน้ำมันลงบนกองเพลิง!
เมื่อเห็นว่าพวกนางยังคงไม่เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เขาก็ยิ่งเดือดดาลจนควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ยกนิ้วชี้ไปทางใบหน้างดงามเกินควรของฉู่เซียว เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อยเพราะความโกรธเกรี้ยว
“เจ้าดูหน้าตาของมันผู้นั้นสิ! นี่ดูเหมือนบ่าวไพร่ที่ควรติดตามนางรึ? นี่มันตัวหายนะชัดๆ! เจ้าคิดว่าองค์รัชทายาทตาบอดหรืออย่างไร? พระองค์จะทรงยอมให้ว่าที่พระชายาของตน มี… มีบุรุษเช่นนี้คอยติดตามอยู่ข้างกายนางทุกวี่ทุกวันได้รึ?!”
“ซีโจว… ดูท่าเจ้าคงจะนึกรังเกียจชีวิตยืนยาวเกินไปของตนแล้วกระมัง จึงได้หาเรื่องใส่ตัวเช่นนี้! หรือคิดว่าจวนโหวของพวกเรามีวันสุขสงบมากเกินพอแล้วกระมัง? ความผิดฐานลักลอบคบชู้นั้น น้ำหน้าอย่างเจ้าจะรับไหวรึ? แล้วคนทั้งจวนโหวแห่งนี้จะรับผิดชอบไหวกระมัง?!”
แต่แล้วเสียงใสเย็นไพเราะเสียงหนึ่งก็เปล่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน น้ำเสียงนี้ฟังดูสบายอารมณ์ประหนึ่งว่าเรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องกับตนไม่ และผู้ที่เอ่ยก็คือ ‘เมิ่งหนานอี้’ ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเมิ่งหนานอี้ตัวจริงนั่นเอง
นางวางตะเกียบในมือลง พยักหน้าเป็นจริงเป็นจัง สีหน้าท่าทางดูจริงใจราวกับว่า ‘ที่พูดเพราะข้าคิดแทนพี่หญิงมาแล้วเจ้าค่ะ’
“ท่านพ่อกล่าวได้ถูกต้องนัก พี่หญิงมีฐานะสูงส่ง เป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท ฐานะสูงศักดิ์เพียงใดกัน? ทุกวาจาทุกกิริยาล้วนแทนหน้าตาของราชวงศ์ ย่อมมิควรแปดเปื้อนข่าวครหาเช่นนี้ เพราะอาจทำให้ผู้คนจ้องจับผิดได้ และจะทำให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองเสียเปล่า เพียงแต่…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ นางก็เปลี่ยนหัวข้อทันที แล้วหันไปมองเมิ่งชินรุ่ย
“แต่ตัวลูกนั้นกลับต่างจากพี่หญิง ชื่อเสียงอันใดนั่น หาได้สำคัญเท่าใดกับลูกนัก เช่นนั้นมิสู้… ย้ายบ่าวชายผู้นี้ไปคอยรับใช้ที่เรือนของลูกดีหรือไม่เจ้าคะ? ประการแรก จะได้รักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของพี่หญิงไว้ดังเดิมได้ ประการที่สอง…”
ดวงตาของนางสั่นไหวระริก กวาดมองไปทางฉู่เซียวปราดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างมีนัยลึกซึ้ง
“ที่เรือนของลูกเอง ก็ขาดคนมีฝีมืออยู่พอดีเจ้าค่ะ”
ฉู่เซียวซึ่งเอาแต่ยืนก้มหน้าต่ำมาโดยตลอด ทำประหนึ่งว่าเรื่องทั้งหลายล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตน ครั้นได้ยินคำว่า ‘ย้ายบ่าวผู้นี้ไปอยู่ที่เรือนของข้า’ ร่างทั้งร่างของเขาก็พลันแข็งเกร็งขึ้นทันใด!
เป็นดังคาด เรื่องที่ควรมาก็ต้องมาถึงจนได้!
เขาสบตากับ ‘เมิ่งหนานอี้’ จากระยะไกล หัวใจปั่นป่วนยากจะสงบลงดังเดิมได้
เหตุใดกัน… เหตุใดต้องบีบให้เขาต้องเลือกข้างเช่นนี้ด้วย…
“เจ้าอย่าได้คิดเพ้อฝัน!”
เมิ่งหนานอี้ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง ขนลุกตั้งชูไปทั่วทั้งร่างในชั่วพริบตา!
ความคับแค้นและความหวาดหวั่นทั้งหมดของนาง พลันถูกข้อเสนอที่เอ่ยออกจากปากของเมิ่งซีโจวอย่างแผ่วเบา จุดให้ลุกโชนขึ้นอีกครา!
สิ่งที่นางทนไม่ได้ที่สุดก็คือ การที่ผู้อื่นคิดหมายปองของของนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นนางสารเลวเมิ่งซีโจวนั่น!
ยามนี้ แม้แต่โทสะบนใบหน้าของเมิ่งชินรุ่ย ที่ดูน่าหวาดหวั่นประหนึ่งพร้อมจะเข่นฆ่าผู้คนได้ นางก็มิมีแก่ใจจะสนใจเสียด้วยซ้ำ นางผุดลุกขึ้นยืนทันใด พร้อมโน้มกายไปข้างหน้า ดวงตาจ้องเขม็งไปทางเมิ่งซีโจว ตวาดเสียงแหลมบาดหูดังจนแทบทะลุหลังคา
“เขาเป็นบ่าวของข้า! เป็นของข้า! ของข้าเท่านั้น!! เจ้าอย่าได้คิดจะแย่งชิงเขาไปจากข้าเด็ดขาด! แม้แต่เส้นผมสักเส้นก็อย่าได้หวัง!”
“บังอาจ!”
เมิ่งชินรุ่ยพลันโมโหเดือดดาลสุดขีดจริงๆแล้ว!
เส้นเอ็นบนหน้าผากปูดโปนขึ้นทันใด ดวงตาทั้สองแดงก่ำ ชี้นิ้วใส่ ‘เมิ่งซีโจว’ แล้วตวาดเสียงดังลั่น
“เมิ่งซีโจว! ในสายตาของเจ้ายังมีบิดาเช่นข้าอยู่หรือไม่? เจ้าคิดจะพลิกฟ้าก่อกบฏในจวนโหวแห่งนี้แล้วกระมัง?!”
บรรยากาศภายในโถงบุปผายามนี้พลันแข็งค้างฉับพลัน
ภาพลวงตาของบรรยากาศอบอุ่นแห่งครอบครัวพลันพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว!