พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่153 ที่มาของรอยแผลฉกรรจ์คือเช่นนี้เอง
บทที่153 ที่มาของรอยแผลฉกรรจ์คือเช่นนี้เอง
“ท่านพ่อโปรดระงับโทสะ เป็นลูกที่ล่วงเกินพี่หญิงแล้ว สิ่งของของนาง… ลูกมิควรเพ้อฝันคิดครอบครองอย่างแท้จริง”
เมิ่งซีโจวเอียงใบหน้าเล็กน้อย คล้ายตั้งใจจะปิดบังหยาดน้ำตา น้ำเสียงที่เอ่ยฟังดูจริงใจยิ่งนัก
“คิดดูแล้ว ขอเพียงพี่หญิงกับบ่าวผู้นี้ต่างบริสุทธิ์ใจ มิได้มีความคิดด่างพร้อยต่อกัน รู้จักรักษาขอบเขตและฐานะของตน เชื่อว่าองค์รัชทยาทที่ทรงปราดเปรื่องปรีชา ย่อมต้องไม่ระแวงสงสัยโดยไร้สาเหตุเป็นแน่”
เพลิงโทสะของเมิ่งชินรุ่ยประหนึ่งถูกสาดด้วยน้ำมันร้อนๆลงไปอีกหนึ่งขัน แทนที่จะสงบลง กลับยิ่งลุกโหมรุนแรงมากขึ้น! เขาตบโต๊ะเสียงดังอย่างแรงอีกครา
“ช่างโง่เขลานัก! ต่อให้องค์รัชทายาทไม่ทรงกังขา แล้วหูตาของขุนนางทั้งราชสำนัก กับราษรทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนเล่า จะไม่มีหรืออย่างไร?! นางเป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทยาทผู้สูงศักดิ์ กลับพาบุรุษรูปงามชวนให้ผู้คนเหลียวมองนี้ ออกไปเดินอวดโฉมกลางตลาดทั้งวันทั้งคืน! ผู้ใดเห็นเข้าจะให้คิดเช่นใดกัน? นี่เรียกว่าเปิดช่องให้ผู้อื่นล้วงจุดอ่อน! เป็นการตบหน้าราชวงศ์ทั้งราชสำนัก! ทั้งยังเป็นการขุดรากถอนโคนจวนจงหย่งโหวของเราด้วย!”
เมิ่งซีโจวที่กำลังจะทำทีเสแสร้งเปิดปากปลอบประโลมผู้เป็นบิดาอีกครา เพื่อหมายเติมฟืนเข้าไปในกองไฟให้ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม ทว่าเมิ่งหนานอี้ซึ่งนั่งนิ่งใบหน้ามืดครึ้มมาโดยตลอด กลับลุกพรวดขึ้นทันใด!
นางก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็ไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่เซียว ยื่นมือออกไปหาเขา พลางเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ส่งกริชมาให้ข้า”
ฉู่เซียวไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาปลดกริชแหลมคมจากข้างเอวออกมา ใช้สองมือประคองไว้แน่นิ่ง ก่อนจะค่อยๆวางมันลงบนฝ่ามือที่เมิ่งหนานอี้ยื่นส่งมาตรงหน้า
เมิ่งหนานอี้รับกริชมาแล้ว ก็รีบถอดฝักเก่าๆของมันออก ก่อนจะโยนทิ้งไปด้านข้าง
ชั่วพริบตาต่อมา ประกายเย็นวาบก็พลันแล่นผ่านสายตา!
เมิ่งหนานอี้กำกริชไว้ในมือแน่น ก่อนจะตวัดลงไปบนใบหน้าหล่อเหลาไร้ผู้ใดเปรียบของฉู่เซียวอย่างแรง!
“ซี้ด…”
มิรู้ว่าผู้ใดในงานเลี้ยงสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าไปเฮือกหนึ่ง!
ทว่าฉู่เซียวมิเพียงไม่หลบเลี่ยง ตรงกันข้าม เขากลับค้อมกายลงอย่างสัตว์เชื่องตัวหนึ่ง ยื่นส่งใบหน้าของตนเข้าไปใกล้มือเมิ่งหนานอี้ด้วยตัวเอง เพื่อจะให้นางลงมือต่อไปได้สะดวกยิ่งขึ้น
ท่วงท่าสงบนิ่งของเขานั้น ประหนึ่งเปี่ยมไปด้วยศรัทธาแน่วแน่ พร้อมจะถวายตนเป็นเครื่องสังเวย
“ฉึ่ก—”
เสียงคมมีดกรีดผ่านเนื้อหนังเปล่งดังขึ้นอีกครา ชวนให้หนังศีรษะด้านชาไปทั้งซีก!
ปลายกริชคมกริบเริ่มลากเลื้อย ตัดผ่านตั้งแต่หางคิ้วของฉู่เซียว แล้วค่อยๆลากไล่ต่ำลงไปจนกระทั่งถึงปลายคาง!
เพียงไม่กี่อึดใจ บนใบหน้าที่เคยทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนลุ่มหลง ก็ปรากฏร่องรอยบาดแผลน่าสยดสยองขึ้นสายหนึ่ง โลหิตไหลอาบเต็มใบหน้านั้น สาบเสื้อสีเทาของเขาพลันถูกสีแดงคล้ำบาดตา ค่อยๆแผ่ซ่านออกเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว!
ร่างของฉู่เซียวสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดสาหัส แต่เขากลับกัดฟันแน่น ฝืนกลืนทุกเสียงร้องเอาไว้ภายใน แม้แต่เสียงครางต่ำสักคำก็ยังไม่ยอมให้หลุดออกมา!
ทั่วทั้งโถงบุปผาพลันเงียบงันดุจแดนมรณะ ทุกคนล้วนตะลึงงันกับความเหี้ยมเกรียมที่เมิ่งหนานอี้เผยแสดงออกมาอย่างกะทันหัน
รูม่านตาของเมิ่งซีโจวพลันหดวูบ ตำแหน่งที่เมิ่งหนานอี้กรีดลงไปนั้น ตรงกับรอยแผลฉกรรจ์บนใบหน้าของฉู่เซียวในชาติภพก่อนทุกประการ!
ที่แท้รอยแผลเป็นนั้น หาใช่บาดแผลที่เขาได้มาจากการเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเมิ่งหนานอี้ไม่ หากแต่เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้นี่เอง เป็นเมิ่งหนานอี้ที่ลงมือสลักมันไว้ด้วยตนเอง!
หลังจากเมิ่งหนานอี้กรีดทำลายใบหน้าฉู่เซียวจนเสร็จสิ้นแล้ว นางก็โยนกริชในมือลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี
ส่วนฉู่เซียวนั้น ในชั่วขณะที่นางทิ้งกริชลงไป ร่างของเขาก็ทรุดลงกับพื้นเสียงดัง “ตุ้บ” สองเข่ากระแทกกับพื้นหนักหน่วง!
เมิ่งหนานอี้จึงค่อยๆหมุนกายเดินกลับไปที่โต๊ะ ย่อกายคารวะเมิ่งชินรุ่ยที่ยังไม่คลายความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อ บัดนี้โฉมหน้าของเขาได้ถูกทำลายสิ้นแล้ว ลูกสามารถรั้งเขาไว้ข้างกายเพื่อให้คอยปรนนิบัติได้หรือยังเจ้าคะ?”
ฉู่เซียวที่คุกเข่าอยู่บนพื้นได้ยินดังนั้น ศีรษะก็ยิ่งก้มต่ำลงกว่าเดิม แทบจะฝังจมเข้าไปในอกเสื้อที่เปื้อนโลหิตเลยทีเดียว
เมิ่งชินรุ่ยจ้องมองภาพตรงหน้า เห็นความเด็ดขาดจนแทบเป็นเย็นชาไร้หัวใจของบุตรีผู้นี้ ที่มีอำนาจควบคุมเป็นตายเหนือบ่าวรูปงามนั่น ความตื่นตะลึงในดวงตาของเขาจึงค่อยๆเลือนหาย เหลือไว้เพียงความรู้สึกชื่นชมแทน!
เขาใช้ครึ่งค่อนชีวิตด้วยความโอบอ้อมอารี สุขุมรอบคอบ ระมัดระวังตัวทุกฝีก้าว คิดไม่ถึงเลยว่า ตนจะให้กำเนิดบุตรีที่เด็ดขาดเฉียบคมถึงเพียงนี้ได้!
ความเหี้ยมเกรียมเช่นนี้ หาใช่สิ่งจำเป็นที่สุดในวังหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยการช่วงชิงอำนาจและการบดขยี้กันด้วยเล่ห์กลหรอกรึ? หากมีบุตรีเช่นนางแต่งเข้าสู่ตำหนักบูรพาแล้ว เขายังจะต้องหวาดกลัวอีกหรือ ว่าจวนจงหย่งโหวจะมิอาจอาศัยแรงลมส่งตัวทะยานขึ้นสูงอีกขั้นได้?
ความฮึกเหิมทะเยอทะยานสายหนึ่งพลันปั่นป่วนอยู่กลางอกของเมิ่งชินรุ่ย! เขากระแทกจอกสุราในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง บังเกิดเสียงทึบหนักดัง “ตึง” สีหน้าโกรธเกรี้ยวพลันสลายหายไปจนสิ้น เอ่ยคำว่า “ดี” ออกมาถึงสามครั้งติดต่อกัน ก่อนจะหันไปจ้องมองเมิ่งหนานอี้ด้วยดวงตาลุกวาว
“บ่าวผู้นี้ภักดีต่อเจ้าอย่างสุดหัวใจ เช่นนั้นก็ให้เขาอยู่ข้างกายเจ้าเถิด บิดาผู้นี้วางใจได้แล้ว!”
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”
เมิ่งหนานอี้นั่งกลับลงไปบนเก้าอี้ดังเดิม แล้วจึงออกคำสั่งกับฉู่เซียวที่ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างเกียจคร้าน
“ไสหัวไปเสีย! กลิ่นคาวเลือดช่างรุนแรงนัก”
ฉู่เซียวไม่ปริปากสักคำ เพียงล่าถอยออกไปอย่างเงียบงันตามคำสั่ง
สายตาของเมิ่งซีโจวละจากแผ่นหลังของฉู่เซียว นางยื่นตะเกียบออกไปคีบปลากะพงนึ่ง ที่เมิ่งหนานอี้เพิ่งเอ่ยชมว่าอร่อยขึ้นมาชิ้นหนึ่ง
ดูท่าแล้ว…คืนนี้นอกจากจะต้องเตรียมเกี๊ยวให้ฉู่เซียว คงจะต้องเพิ่มยาสมานแผลเข้าไปอีกสักหน่อย
เมิ่งซีโจวคาดไม่ถึงเลยว่า สาเหตุที่ฉู่เซียวจะผูกใจรักเมิ่งหนานอี้ก็เพราะเรื่องนี้
เดิมทีฉู่เซียวก็ถูกชนชั้นสูงหมายตาเพราะใบหน้านี้อยู่แล้ว มิรู้ด้วยเหตุใดจึงถูกส่งต่อเวียนมืออยู่หลายทอด ก่อนจะตกไปอยู่ในมือของเจียงจี้เยว่ คาดว่าเขาคงต้องทนรับความทรมานเพราะใบหน้านี้มาไม่น้อย กระทั่งในใจอาจปรารถนาอยากทำลายโฉมตนมานานแล้วกระมัง?
บัดนี้นางในดวงใจช่วยทำให้ความปรารถนานั้นเป็นจริง เกรงว่าไม่เพียงไม่เสียใจ ตรงกันข้าม เขายังอาจซาบซึ้งบุญคุณนางเสียด้วยซ้ำ!