พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่156 ชู้รักของฮูหยินเมิ่ง?
บทที่156 ชู้รักของฮูหยินเมิ่ง?
ยามนี้ราตรีล่วงลับดึกมากแล้ว
เมิ่งซีโจวนอนไม่หลับอีกตามเคย จึงได้ไปเสาะหาบันไดแข็งแรงมาตัวหนึ่ง แล้วปีนป่ายขึ้นไปบนหลังคา วันนี้เมื่อตอนกลางวันท้องฟ้าอากาศแจ่มใสระก ตกดึกหมู่ดวงดาราจึงพร่างพราวเต็มฟากฟ้าไปหมด
เพื่อตระเตรียมที่ทางไว้ให้บรรดาสาวใช้ของนางที่กำลังจะกลับเข้ามา เมิ่งซีโจวจึงได้จัดการส่งพวกบ่าวไพร่ที่ฮูหยินเมิ่งจัดหามาให้ทั้งหมด ออกจากเรือนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เวลานี้ภายในเรือนจึงเหลือเพียงแค่นางคนเดียวเท่านั้น บรรยากาศยามนี้จึงช่างเงียบสงบยิ่งนัก
วันนี้คือวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้าย เทศกาลปีใหม่ของราชวงศ์นี้ เหล่าขุนนางจะได้หยุดเพียงสามวัน ฉะนั้น พรุ่งนี้นางก็ต้องเข้าราชสำนักไปรับตำแหน่งขุนนางแล้ว แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งที่แขวนชื่อไว้เท่านั้น แต่ก็มีคนส่งชุดขุนนางมาให้นางตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว
ไอเย็นเยียบที่ปะปนมากับสายลมเอื่อยยามราตรีได้พัดผ่านใบหน้าของนาง ภายในใจของเมิ่งซีโจวเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย
เรื่องนี้…ปรากฏว่าสำเร็จขึ้นมาจริงๆแล้วรึ?
ในราชสำนัก มีคนแก่คร่ำครึยึดถือขนบเก่าอยู่เป็นส่วนใหญ่ สำหรับพวกเขาแล้ว การที่สตรีเข้ารับราชการนับเป็นเรื่องน่าตื่นตระหนกจนแทบรับไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น คนเหล่านี้ยังล้วนกุมอำนาจแท้จริงไว้ในมือ ปกติการต่อสู้ระหว่างพรรคพวกจะแพ้ชนะสลับกันไปมาก็ช่างเถิด แต่เรื่องที่กระทบถึงรากฐานกระเบียบของราชสำนักเช่นนี้ พวกเขาย่อมต้องวางอคติเดิมลง แล้วหันมาจับมือกันคัดค้านอย่างแน่นอน
แม้แต่เรื่องที่ฝ่าบาททรงรับปากด้วยพระองค์เอง ว่าจะให้องค์หญิงใหญ่ยกทัพออกศึก ซึ่งนับเป็นเรื่องชอบธรรมสมเหตุสมผลทุกประการ แต่ก็ยังเกือบถูกคนกลุ่มนี้ร่วมมือกัน ยกข้ออ้างสวยหรูงดงามขึ้นมาขวางไว้จนเกือบสำเร็จ
เพราะเหตุนี้เอง นางจึงต้องเลือกหนทางอ้อม โยนข้อเสนอให้นางได้เข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก เดิมทีนั่นเป็นเพียงหมากที่นางใช้เบี่ยงเบนสายตา เพื่อหวังช่วยองค์หญิงใหญ่เท่านั้น
แต่ข้อเสนอนี้กลับผ่านไปอย่างราบรื่นได้อย่างไรกัน?
เรื่องทั้งหมดล้วนดูประหลาดผิดวิสัยเสียจนทำให้นางถึงกับขนลุกขนชัน เมิ่งซีโจวสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งแผนการร้ายชัดเจน
ส่วนฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งหนานอี้นั้น ช่วงนี้สองแม่ลูกต่างต่างสงบปากสงบกิริยามากเกินไปนัก เงียบเสียจนทำให้นางนึกสังหรณ์ใจรางเลือนว่า พวกนางทั้งสองน่าจะกำลังอดทนอดกลั้น หมายบ่มเพาะแผนการใหญ่บางประการอยู่
บางที…อาจมีพายุใหญ่อีกระลอก ที่รุนแรงมากพอจะทำให้นางแหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดีก็เป็นได้!
สายลมราตรียามเหมันต์ฤดูช่างหนาวเหน็บเสียดกระดูกยิ่งนัก พัดผ่านคราใดทำให้ผู้คนล้วนตื่นตัวเสียยิ่งกว่าอะไร
ความเชื่อหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นกับเมิ่งซีโจวอย่างไร้สาเหตุ การที่นางเข้ารับราชการเป็นขุนนางได้สำเร็จนั้น บางทีอาจมีฮูหยินเมิ่งคอยผลักคลื่นหนุนลมอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้
ตระกูลเดิมของฮูหยินเมิ่งเป็นถึงขุนนางผู้มีคุณูปการในการสถาปนาแผ่นดินนี้ เป็นวงศ์ตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เส้นสายอันมหาศาลและทรัพยากรที่ประเมินค่ามิได้ ที่ตระกูลของนางสั่งสมอยู่เบื้องหลังนั้น นับว่ามากพอที่จะงัดขยับมุมหนึ่งของราชสำนักได้เลยทีเดียว!
ยามนี้ฮูหยินเมิ่งต่อกรกับนางอยู่ ดูผิวเผินราวถูกนางจำกัดไว้ทุกทาง ถอยแล้วถอยอีกในทุกย่างก้าว ทว่าความจริงพละกำลังที่ฮูหยินเมิ่งงัดออกมาใช้นั้น ยังไม่ถึงสามส่วนเลยด้วยซ้ำไป
นางยังมิกล้าลงมือเต็มกำลัง เพราะมีสิ่งที่ยังพะวักพะวงอยู่ และสิ่งนั้นก็คือชะตาหงส์ในกายของเมิ่งซีโจวนั่นเอง!
นางยังปล่อยให้เมิ่งซีโจวตายไม่ได้ จำต้องให้อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่เพื่อรับความทุกข์ทรมาน ให้ชีวิตของเมิ่งซีโจวค่อยๆไถลลงสู่หุบเหวลึก มีสภาพอเนจอนาถจนถึงขีดสุด สุดท้าย จึงต้องยอมยกชะตาหงส์ถวายให้เมิ่งหนานอี้ด้วยสองมือตน ท่ามกลางความสิ้นหวังและไร้หนทางดิ้นรน!
หากเป็นฮูหยินเมิ่งที่ช่วยผลักดันอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้จริง ช่วยให้นาง-เมิ่งซีโจวได้ก้าวเข้าสู่ราชสำนัก… เช่นนั้นแล้ว เป้าหมายของนางคือสิ่งใดกันแน่?
ในราชสำนักนั้นล้วนมีแต่คลื่นลมโหมซัด การช่วงชิงทั้งในที่แจ้งและที่ลับล้วนดุเดือด อีกทั้งยามนี้ฝ่าบาทก็หาได้มีสติแจ่มชัดไม่ สถานที่แห่งนั้นจึงนับว่าอันตรายยิ่งจริงๆ เพียงพลาดพลั้งไปก้าวเดียว ศีรษะก็อาจหลุดจากบ่าได้ทันที
แต่นั่นกลับดูมิค่อยสอดคล้องกับแผนการของฮูหยินเมิ่งนัก
หนทางเบื้องหน้าคล้ายถูกหมอกชั้นหนึ่งปกคลุมเอาไว้ ไม่ว่าเมิ่งซีโจวจะพยายามแหวกม่านนั้นเพียงใด ก็ไม่อาจมองทะลุไปได้
ในเมื่อมองไม่ออกว่าหมากของคู่ต่อสู้จะเดินไปในทิศทางใด และมิอาจคาดเดาได้ว่าฝ่ายนั้นฝังคมสังหารไว้ตรงไหน…
เช่นนั้นก็เป็นฝ่ายจู่โจมเสียเถิด!
การจู่โจม…ก็คือการตั้งรับที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง!
ในดวงตาของเมิ่งซีโจวมีประกายเย็นเยียบวาบผ่าน ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ลงมือทีหลังมีแต่จะตกเป็นฝ่ายเคราะห์ร้าย
คนอย่างฮูหยินเมิ่งนั้นจิตใจดำทมิฬ ล้ำลึกดุจมหาสมุทร สารพัดวิธีเหี้ยมโหดอำมหิตล้วนมีให้เลือกใช้อย่างไร้ช่องโหว่ให้ผู้ใดจับผิดได้
ทว่า นางฉลาดเฉลียวมาทั้งชีวิต แต่กลับต้องมาโง่งมจนน่าขันเพียงเพราะคำว่า ‘รัก’ คำเดียว!
บุรุษผู้นั้น ชู้รักที่นางมองว่าเป็น ‘สามีผู้ล่วงลับ’ ไปนานแล้วต่างหาก ก็คือจุดตายที่แท้จริงของอสรพิษพิษร้ายตัวนี้ต่างหาก!
เพราะชู้รักผู้นั้น นางจึงลำเอียงเข้าข้างเมิ่งหนานอี้ได้ถึงเพียงนี้ เพื่อบุตรีผู้นี้แล้ว ต่อให้สองมือต้องแปดเปื้อนโลหิต ต้องวางแผนชั่วช้าและทำทุกวิถีทาง นางก็มิเคยนึกเสียใจ กระทั่งยังคิดเพ้อฝันจะฝืนลิขิตสวรรค์ ช่วงชิงชะตาชีวิตของนาง-เมิ่งซีโจวไป!
บัดนี้ ใต้หล้าทั้งหมดล้วนคิดว่าชู้รักผู้นั้นตายไปแล้ว
มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่า…แท้จริง เขายังมีชีวิตอยู่!
เพราะในชาติภพก่อน ฮูหยินเมิ่งได้พบเขากับอีกครา ทั้งยังพาเขากลับเข้าจวนมาอีกด้วย
ในชาติภพก่อนที่เมิ่งซีโจวกลับเข้าจวนมาได้แล้ว ฮูหยินเมิ่งได้ใช้วิธีเดียวกันกับที่ใช้จัดการอนุหลิว ไปใช้กับเมิ่งชินรุ่ยด้วยเช่นกัน ทำให้เขากลายเป็นคนเลอะเลือนขาดสติมากขึ้นทุกที สุดท้าย จึงจำต้องถ่ายทอดบรรดาศักดิ์ให้แก่เมิ่งจิ่งหงบุตรชายคนโตแต่เนิ่นๆ
หลังจากนั้นมา ฮูหยินเมิ่งก็ยิ่งลงมือโหดเหี้ยมมากขึ้น จนเมิ่งชินรุ่ยถึงกับกลายเป็นคนพิการที่มิอาจดูแลตนเองได้อย่างสิ้นเชิง ส่วนอนุหลิวก็ถูกฮูหยินเมิ่งส่งให้ไปคอยปรนนิบัติดูแลเขา
จากนั้น ฮูหยินเมิ่งจึงได้รับชู้รักผู้นั้นเข้ามาอยู่ในจวนด้วยกันอย่างเปิดเผย โดยให้เขามาในฐานะผู้คุ้มกันของนาง ซึ่งมิต่างอันใดจากความสัมพันธ์ระหว่างเมิ่งหนานอี้กับฉู่เซียวในเวลานี้
เมื่อมองจากจุดนี้ เมิ่งหนานอี้กับฮูหยินเมิ่งช่างสมกับเป็นแม่ลูกกันจริงๆ อุปนิสัยของพวกนางทั้งคู่ราวกับถอดออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันมิมีผิด!