พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่155 ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ บุรุษใหม่ๆ!
บทที่155 ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ บุรุษใหม่ๆ! (2)
ครั้งนี้กวนจื่ออี้หาได้มีท่าทีเหลาะแหละไม่เอาไหนเหมือนเคยไม่ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววจริงจังขึ้นหลายส่วน เขาลดเสียงลงขณะเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าโง่จ้าวหังนั่นยังตามตอแยเจ้าอยู่ใช่หรือไม่? เขามิใช่คู่ครองที่ดีเลย! เจ้าหมอนั่นสมองเละเป็นโจ๊กไปหมดแล้ว หากเจ้าไม่อยากแต่งกับองค์รัชทายาทจริงๆล่ะก็…”
เขาชะงักงันไปครู่หนึ่ง แววตาร้อนแรงจับจ้องมองเมิ่งซีโจวแน่นิ่ง
“ก็ลองพิจารณาข้าผู้นี้ดูก็ได้!”
เมิ่งซีโจว “…”
นางสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วสายตาคมกริบทั้งคู่ก็จ้องมองกวนจื่ออี้ตรงๆ พร้อมเอ่ยถามขึ้นโดยมิให้เขาได้ทันตั้งตัว
“คุณชายกวนความจำดีถึงเพียงนี้ คิดว่าคงจะยังจำได้กระมังว่าเมื่อเช้าข้าพูดอะไรกับท่านไว้?”
กวนจื่ออี้ถูกคำถามนี้จี้เข้ากะทันหันจนถึงกับต้องชะงักงัน มิเข้าใจต้นสายปลายเหตุ ทว่าก็ยังพยายามนึกทบทวนความทรงจำ ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่สู้มั่นใจนัก
“อืม… เจ้าบอกว่า… ปีใหม่ย่อมต้องมีบรรยากาศใหม่ๆ ออกมาเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์… ดูเหมือนจะประมาณนี้กระมัง?”
เขายกมือเกาศีรษะ แววตาเปิดเผยตรงไปตรงมาคู่นั้นแฝงความฉงนงุนงงเล็กน้อย ดูไม่คล้ายกำลังหยั่งเชิงแต่อย่างใด
เมิ่งซีโจวเข้าใจแจ่มแจ้งอยู่ในใจ
ดูท่าเจ้าหมอนี่จะเข้าใจว่าเมิ่งหนานอี้ที่เขาพบเมื่อเช้าเป็นนางจริงๆ อีกทั้งเมิ่งหนานอี้คงเพียงพูดตอบส่งๆไปเช่นนั้นเอง
“คุณชายกวนช่างความจำดีเลิศจริงๆ” เมิ่งซีโจวเอ่ยชมหนึ่งประโยค จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่ตอนนี้ ปีใหม่ข้าจำต้องมีบรรยากาศใหม่ คนรักก็ไม่ควรซ้ำหน้า ข้าไม่แต่งกับผู้ใดทั้งนั้น จะอยู่ครองโสดลำพังผู้เดียวดังเช่นคุณชายกวน ทำตัวเร่ร่อนเสเพลไปทั่วหล้า ไร้พันธะผูกมัด เสรีสำราญใจ นี่มิใช่เรื่องน่ายินดีหรอกรึ?”
วาจานี้ดุจอสนีบาตฟาดลงกลางพื้นราบ!
แม้แต่คนประหลาดอย่างกวนจื่ออี้ ผู้ถือเอาการฟังถ้อยคำเชือดเฉือนของเมิ่งซีโจวเป็นความสำราญ ยังถูกคำประกาศกร้าวสะเทือนฟ้าสะท้านดิน แหกครรลองธรรมเนียมจนผู้คนมิอาจรับได้ประโยคนั้น ทำเอาจนต้องตกตะลึงตาค้าง!
เขาอ้าปากหวอ ดวงตาดอกท้อเปี่ยมเสน่ห์เบิกกว้างกลมโต ราวกับเพิ่งเคยรู้จักคนตรงหน้าเป็นครั้งแรก ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังมิอาจดึงสติกลับมาได้
สิ่งที่เมิ่งซีโจวต้องการก็คือ ชั่วขณะที่เขาแข็งทื่อเป็นหินนี่เอง!
ฉวยจังหวะที่กวนจื่ออี้ราวกับถูกอสนีบาตฟาดใส่จนสติหลุดลอย นางรีบหมุนกายแล้วสาวเท้าเผ่นหนีไปในทันที เพียงไม่กี่วูบไสวก็พลันหายเข้าไปในกระแสผู้คนที่จอแจ ทิ้งให้กวนจื่ออี้ยืนงุนงงเดียวดายอยู่ท่ามกลางสายลม
หลังหลุดพ้นจากการพัวพันนี้มาได้ ในที่สุดเมิ่งซีโจวก็เดินทางไปถึงตำหนักองค์หญิงใหญ่ได้อย่างราบรื่น นางรับจดหมายฉบับบางทว่าหนักอึ้งดุจภูผาพันชั่งนั้นมา แล้วเร่งกลับจวนโหวโดยไม่หยุดพัก
การยกทัพออกศึก เวลาล้วนคับขัน จดหมายขององค์หญิงใหญ่มีเพียงไม่กี่สิบตัวอักษร ลายมือดูรีบร้อนเล็กน้อย หากแต่ทุกเส้นหมึกกลับเปี่ยมกำลังจนแทบทะลุกระดาษ แฝงกลิ่นอายลมทรายจากชายแดนมาอย่างชัดเจนด้วย
ในจดหมายกล่าวว่า องค์หญิงใหญ่เดินทางถึงที่หมายโดยปลอดภัยแล้ว สถานการณ์ศึกยังพอมีทางพลิกกลับได้
หัวใจที่คล้ายแขวนค้างอยู่ของเมิ่งซีโจว จึงค่อยๆผ่อนคลายลงได้บ้าง
นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกพู่กันขึ้นจุ่มลงไปในแท่นฝนหมึก แล้วเขียนข้อความลงไปบนกระดาษตอบกลับหนึ่งบรรทัด
โปรดระวังบุรุษนามสวีจี้ชาง คนผู้นี้มีจิตใจคล้ายอสรพิษ ไร้ความซื่อตรง เจ้าเล่ห์มากเหลี่ยม ร้ายลึกเกินหยั่งรู้
นางยังจำได้ว่า ในชาติภพก่อนนั้น สวีจี้ชางผู้นี้ แม้ท้ายที่สุดจะถูกองค์หญิงใหญ่ใช้วิธีเด็ดขาดข่มอำนาจฟาดกดหัวลงไป จนกลายเป็นเพียงตัวตลกเต้นแร้งเต้นกา หากแต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเขาพลาดท่าประมาทเองเท่านั้น
เพื่อโค่นองค์หญิงใหญ่ลง และให้ตนเองได้ปีนขึ้นตำแหน่งแทน คนผู้นี้เคยลอบทำเรื่องเล็กเรื่องน้อยในสนามรบไว้ไม่น้อย กระทั่งเกือบก่อให้เกิดความพ่ายแพ้ย่อยยับ โชคดีที่องค์หญิงใหญ่ไหวตัวทัน จึงไม่ปล่อยให้กลายเป็นมหันตภัย
สถานการณ์ในสมรภูมิเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วพริบตา หากปล่อยให้เจ้าคนทะเยอทะยานใหญ่โต แต่โง่เขลาจนไม่รู้ตัวผู้นี้ ฉวยโอกาสทำสำเร็จได้แม้เพียงครั้งเดียว ผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมมิอาจคาดเดาได้จริงๆ
ด้วยความเฉียบไวขององค์หญิงใหญ่ บางทีอาจสังเกตเห็นความผิดปกตินี้บ้างแล้ว แต่หากนางชี้แจงให้กระจ่างอีกสักหน่อยว่าเป็นคนผู้นี้ องค์หญิงใหญ่ย่อมจะต้องเพิ่มความระแวดระวังขึ้นอีกเป็นเท่าทวี
เมื่อผนึกจดหมายตอบกลับสั้นๆเรียบร้อยแล้ว เมิ่งซีโจวจึงพบว่าในซองจดหมายยังมีแผ่นกระดาษสีขาวเรียบอีกแผ่นหนึ่งสอดอยู่ เป็นจดหมายจากเจียงจี้เยว่
ลายมือของนางยังคงตวัดดุดันดุจมังกรเหินอสรพิษร่ายรำ ทว่ากลับซ่อนนัยแห่งความแข็งแกร่งเด็ดขาดเอาไว้
“ถึงสหายรักซีโจว เห็นอักษรประหนึ่งพบหน้า ทิวทัศน์แดนใต้ช่างแตกต่างจากเมืองหลวงยิ่งนัก! ภูเขาบรรพตช่างเขียวขจี สายวารีก็กลายเป็นสีมรกต แม้แต่สายลมยังอบอวลด้วยกลิ่นหอมหวานละมุนของมวลบุปผาและผลไม้ น่าเสียดายที่ศึกสงครามกำลังคับขัน ข้าจึงทำได้เพียงเดินวนอยู่แถวค่ายทหารเท่านั้น นับว่าทำให้ขุนเขาสายน้ำอันงดงามนี้ต้องเสียเปล่าโดยแท้!”
“อ่อ ใช่แล้ว! หลายวันก่อนตอนเก็บกวาดสนามรบ ข้าเก็บเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อาการร่อแร่ใกล้ตายได้ ตรวจดูแล้วพบว่าเป็นเชลยทาสสัญชาติศัตรู เห็นแล้วน่าสงสารอยู่ไม่น้อย ข้าจึงช่วยเขาเอาไว้ เด็กนี่เมื่อจับล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาดแล้ว หน้าตายังนับว่าหล่อเหลาเอาการ เจ้าอยากได้หรือไม่? หากอยากได้ ข้าจะพาเขากลับไปให้เป็นองครักษ์ของเจ้า หรือว่า…อืม? จะเก็บไว้ให้เจ้าใช้แก้เหงาคงไม่เลวกระมัง?”
เมิ่งซีโจวอ่านจดหมายนั้นแล้ว นางมิรู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
นิสัยชอบเก็บคนกลับมาของเจียงจี้เยว่นั้น ดูท่าคงจะแก้ไม่หายแล้วกระมัง?
ฉู่เซียวก็เป็นคนที่นางเก็บมาเช่นกัน นางช่างสามารถเก็บบุรุษรูปงามที่มีชะตาชีวิตน่าเวทนา ทั้งยังพ่วงปัญหายุ่งยากเต็มตัวเช่นนี้กลับมาได้เสมอจริง ๆ
เมิ่งซีโจวหยิบพู่กันขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดใจ แล้วจุ่มลงในหมึกเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเขียนอักษรเพิ่มลงไปในช่องว่างท้ายจดหมายของเจียงจวี้เยว่ราวสองบรรทัด
“ข้าไม่ต้องการ! ต่อไปในภายภาคหน้า หากพบเจอบุรุษที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้ เจ้าอย่าได้เก็บกลับมาอีกเด็ดขาด ช่างอันตรายยิ่งนัก!!”