พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่158 ต้องเผชิญสถานการณ์ใดกัน...เจ้าจึงจะแต่งงานกับเมิ่งหนานอี้?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่158 ต้องเผชิญสถานการณ์ใดกัน...เจ้าจึงจะแต่งงานกับเมิ่งหนานอี้?
บทที่158 ต้องเผชิญสถานการณ์ใดกัน…เจ้าจึงจะแต่งงานกับเมิ่งหนานอี้?
แต่ดูเหมือนซ่งเฉิงจี้จะคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว เขาจึงยื่นมือออกไปรับเศษกระเบื้องที่เมิ่งซีโจวขว้างใส่ไว้ได้อย่างแม่นยำ จากนั้นจึงยกสองมือขึ้น ทำท่ายอมจำนนอย่างผู้บริสุทธิ์ไร้ความผิด รอยยิ้มบนใบหน้ากลับฉีกกว้างขึ้นอีกหลายส่วน
“กล่าวเช่นนี้นับว่าปรักปรำข้าแล้วนะ ท่านรองเจ้ากรมพระคลังเมิ่ง! ข้าได้แสดงตัวชัดเจน…สั่งให้ลั่วกู่ส่งจดหมายบอกกล่าวเจ้าล่วงหน้าไปแล้ว”
เสียงพูดยังไม่ทันสิ้นสุดดี ก็พลันมีเสียงหนึ่งเปล่งดังขึ้นด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“ขอองค์รัชทายาทโปรดอภัย กระหม่อมพลั้งเผลอไปชั่วขณะ… หลงลืมเรื่องนี้เสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เป็นเสียงของลั่วกู่นั่นเอง
ซ่งเฉิงจี้ผายมือออกเล็กน้อย ก่อนจะพยักเพยิดปลายคางไปทางเมิ่งซีโจวด้วยท่าทางบริสุทธิ์ใจยิ่ง
เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเมิ่งซีโจวนั้น ในที่สุดก็ผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง นางถลึงตาใส่ซ่งเฉิงจี้ครั้งหนึ่ง แล้วจึงทรุดนั่งกลับลงไปบนแผ่นกระเบื้องดังเดิม
“องค์รัชทายาทลองตรัสบอกสิเพคะ คนปกติดแบบใดกันที่มาเยี่ยมเยียนผู้อื่นในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ ทั้งยังทำตัวลับๆล่อๆราวกับหัวขโมย ปีนป่ายกำแพงไต่บันไดลักลอบเข้ามา…ไม่สิ ปีนหลังคาเรือนผู้อื่นเข้ามาเช่นนี้?”
ซ่งเฉิงจี้เดินถือกระเบื้องแผ่นนั้นนำกลับไปฝังไว้ตรงที่เมิ่งซีโจวดึงมันออกมา ท่วงท่าชำนิชำนาญคล่องแคล่วราวกับเป็นช่างมุงหลังคามืออาชีพผู้หนึ่งเลยทีเดียว
เขาก้มหน้าก้มตาซ่อมแซมหลังคาไปพลาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายไปพลางว่า
“เพราะลั่วกู่บอกข้าว่า ช่วงนี้เจ้ามักนอนไม่ค่อยหลับ บ่อยครั้งที่ปีนขึ้นมานั่งเหม่ออยู่บนหลังคาเช่นนี้คนเดียว ข้าจึงคิดว่า ตอนเด็กๆพวกเราสองคนก็มักบังเอิญพบเจอกันบนหลังคาอยู่บ่อยๆ หรือมิใช่เล่า? ค่ำคืนนี้แสงจันทราช่างงดงามนัก มิสู้…พวกเรามาย้อนรำลึกวัยเยาว์กันสักหน่อยดีหรือไม่?”
เขาซ่อมกระเบื้องแผ่นนั้นจนเสร็จเรียบร้อย แล้วจึงปัดสองมือเบาๆ จากนั้นก็ทรุดนั่งลงข้างกายเมิ่งซีโจว พลางทอดถอนใจแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความเอ็นดู
“เจ้ายังคงชอบปีนขึ้นมานั่งบนหลังคาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ”
เมิ่งซีโจวตอบกลับในทันที
“พระองค์เองก็ยังทรงชอบซ่อมหลังคาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเช่นกันเพคะ”
บรรยากาศพลันเงียบงันไปชั่วขณะ กระทั่งสายลมยามราตรียังคล้ายกำลังกลั้นลมหายใจไปด้วย
จู่ๆซ่งเฉิงจี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นทุ้มต่ำน่าฟังยิ่งนัก ยามเปล่งดังขึ้นท่ามกลางราตรีเงียบสงัดเช่นนี้ ก็ยิ่งได้ยินกระจ่างชัด และยิ่ง…รบกวนหัวใจคนฟังอย่างบอกไม่ถูก
เขาเอียงศรีษะเล็กน้อย ดวงตาสะท้อนประกายดวงดาราคู่นั้น จับจ้องไปยังเสี้ยวหน้าด้านข้างของเมิ่งซีโจวอย่างตั้งใจ ยามนี้เสี้ยวหน้าของนางถูกแสงจันทร์สาดส่องจนดูเลือนรางอยู่หลายส่วน
“เช่นนั้น…ข้าพอจะกล่าวได้หรือไม่ว่า อย่างน้อยบนหลังคาแห่งนี้ พวกเราสองคนก็ยังคงเป็นเช่นวันวาน?”
เมิ่งซีโจวกลับเงียบลง
นางอยากจะบอกว่า ซ่งเฉิงจี้ มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ยังเป็นเช่นกาลก่อน
แสงจันทราดุจสายน้ำที่ค่อยๆไหลรินเงียบงันอยู่ตรงหว่างคิ้วของซ่งเฉิงจี้ ดวงตาลุ่มลึกคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของนางในยามนี้อย่างแจ่มชัด
ดวงตาคู่นั้นจดจ้องเกินไป ใสกระจ่างเกินไป จนเมิ่งซีโจวถึงกับเกิดความปรารถนารุนแรงอย่างหนึ่งขึ้นภายในใจ
ความปรารถนานั้นปะปนไปด้วยความคับแค้นใจรุนแรงจากทั้งชาติภพก่อนและในชาติภพนี้ ทั้งยังมีความโกรธ ความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้ แล้วความปรารถนาเร้นลับเสี้ยวหนึ่ง ก็ผลักดันให้นางเอ่ยปากออกมาในที่สุด
“ซ่งเฉิงจี้”
น้อยครั้งนักที่นางจะเรียกชื่อเขาตรงๆเช่นนี้ ราวกับได้โยนขนบธรรมเนียม ฐานะสูงต่ำ และมารยาททั้งปวงทิ้งไปจนหมดสิ้น
“เจ้า…รู้จริงรึว่าข้าเป็นใคร?”
คำถามที่โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหันและตรงไปตรงมาเช่นนี้ ทำให้ซ่งเฉิงจี้ถึงกับชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัด
รอยยิ้มในดวงตาของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความฉงนลึกล้ำยิ่งขึ้น พร้อมกับความห่วงใยที่ปกปิดไม่มิด
เขายื่นมือออกมาโบกเบาๆตรงหน้านาง คล้ายต้องกาจะปลอบประโลม
“ซีโจว หลายวันนี้เจ้าถูกโรคนอนหลับรุมเร้า จนสติเลอะเลือนไปแล้วกระมัง?”
ทว่าในเสี้ยวขณะที่ฝ่ามือของเขาเคลื่อนผ่านตรงหน้า เมิ่งซีโจวก็ยกมือขึ้นอย่างฉับพลัน คว้าข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น!
“มองข้า!”
เสียงของนางแหบพร่า เจือด้วยอาการสั่นไหวที่ราวกับกำลังจะแตกสลาย ดวงตาคู่นั้นผสานกับดวงตาของซ่งเฉิงจี้แนบแน่น ประหนึ่งว่าจะมิยอมปล่อยให้เขาคลาดสายตาได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว
“ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นใดกัน เจ้า…เจ้าจึงจะเลือกแต่งงานกับเมิ่งหนานอี้?”
“ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ใด ข้าก็ไม่มีทางแต่งกับนาง”
สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นมาทันที น้ำเสียงแม้ไม่ดังนัก หากแต่หนักแน่นเด็ดขาดประหนึ่งตอกตะปูลงบนแผ่นเหล็ก
“ข้าหาใช่คนพวกนั้นไม่”
คนพวกนั้น—
เมิ่งซีโจวขานชื่อคนพวกนั้นในใจทีละคน
จ้าวหัง กวนจื่ออี้ ฉู่เซียว…
ซ่งเฉิงจี้ไม่เหมือนพวกเขาจริงๆ เขากับนางรู้จักกันมานานหลายปี ต่างก็รู้ตื้นลึกหนาบางของกันและกัน ทั้งนิสัยใจคอของอีกฝ่ายก็สูงส่งน่านับถือ
แต่เขากลับเป็นเพียงคนเดียวที่เคยแต่งงานกับเมิ่งหนานอี้จริงๆ
เมิ่งซีโจวไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้ตนเป็นอะไรไป เหตุใดจึงดื้อรั้นยึดติดกับเรื่องนี้มากมายนัก
นางเพียงอยากให้เขา…มอบคำอธิบายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในชาติภพก่อนต่อนางเท่านั้น
คำตอบหนักแน่นเด็ดขาดของเขา ราวกับไออุ่นสายหนึ่งได้ไหลบ่าซึมเข้าสู่จิตใจของเมิ่งซีโจว ทำให้นางอดที่จะคิดขึ้นมามิได้ว่า บางที…ชาติภพก่อนอาจมีความเข้าใจผิดบางประการอยู่จริงๆ
ระหว่างที่ครุ่นคิด เมิ่งซีโจวมักเผลอลูบคลึงปลายนิ้วตนเองจนเป็นนิสัย ทว่าครั้งนี้ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้ถึงผิวกายอุ่นๆ นางจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ยามนี้ตนกำลังจับข้อมือของซ่งเฉิงจี้อยู่ ทั้งยังลูบไล้ไปมาตามใจตนอยู่นานแล้ว!
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก็สบเข้ากับสายตาของซ่งเฉิงจี้พอดี
แววตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม อ่อนโยนเสียจนแทบทำให้หัวใจของนางสั่นไหว
เมิ่งซีโจวรีบปล่อยมือของเขาอย่างรวดเร็ว แล้วหันกายกลับไปอีกฝั่ง แสร้งทำตัวสงบนิ่ง แล้วเอ่ยต่อด้วยท่วงท่าเป็นธรรมชาติ
“ใช่แล้ว พวกเขาจำข้าไม่ได้สักคน แต่กลับยังคิดจะแต่งข้าเป็นภรรยาให้ได้ ช่างน่าขันสิ้นดี…”
ซ่งเฉิงจี้ยิ้มบาง น้ำเสียงปลอบประโลมอย่างเข้าอกเข้าใจ
“ข้าไม่มีวันจำเจ้าผิดเป็นผู้อื่นแน่ แต่หากเจ้าไม่เชื่อใจกัน มิสู้…เจ้าแต่งกับข้าตอนนี้เลยเล่า?”