พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่159 แล้วหลังจากนั้นเล่า?
บทที่159 แล้วหลังจากนั้นเล่า?
แม้ซ่งเฉิงจี้จะไม่เคยปิดบังความในใจที่มีต่อนาง ทว่านี่กลับเป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยมันออกมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้
เมิ่งซีโจวเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่แสนจริงจังของเขา อาการขวยเขินที่ควรจะเกิดขึ้นดั่งที่คาดหมาย กลับมิได้ปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความสงบนิ่งประหนึ่งบ่อน้ำเย็นบรรพกาล ที่ผ่านกาลเวลามาชั่วกัปชั่วกัลป์เท่านั้น
นับตั้งแต่ได้หวนกลับมาเกิดใหม่ นางเฝ้าครุ่นคิดอยู่ทุกขณะว่า ก้าวต่อไปควรต้องเดินเช่นไร เกรงว่าเพียงพลั้งเผลอก้าวพลาดไปก้าวเดียว ก็อาจต้องกลับไปอยู่ในวงล้อมคับขันเหมือนเมื่อชาติภพก่อน และยากจะมีเรี่ยวแรงต่อด้านได้อีกครั้ง
ทว่าขณะเดียวกัน นางกลับคอยผลักดันตนเองให้ไปจนถึงขีดสุดอยู่เสมอ
ยามที่อยู่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ ทั้งหมู่บ้านล้วนเต็มไปด้วยหมาป่าพญาเสือโคร่ง รอบด้านรอบทิศพบเจอแต่ศัตรู นางกระทำการใดก็มิเคยคำนึงถึงสิ่งที่ต้องแลก ใช้เลือดในกายทั้งหมดเข้าสู้ ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเข้าเดิมพัน
ในกระดานสุดท้าย นางอาศัยยาถอนพิษไร้หลักฐานบีบคอชาวบ้านพวกนั้นไว้ในกำมือ ทว่าแท้จริงแล้ว ขอเพียงมีชาวบ้านสักคนยอมสู้กลับอย่างไม่คิดชีวิต นางย่อมไร้หนทางรอดได้
ครั้นกลับเข้าจวนแล้ว เพื่อต้องการบีบให้ฮูหยินเมิ่งยอมคายความจริงเรื่องฐานะของตนออกมา ถึงขั้นไม่เสียดายที่จะทำลายชื่อเสียงตนเอง ยอมบดขยี้ทำลายโอกาสที่ชื่อของ ‘เมิ่งซีโจว’ จะได้เป็นพระชายาขององค์รัชทายาทจนสิ้นซาก เพื่อให้พวกนางทั้งสองยอมปล่อยมือแต่โดยดี
นางแทบมิต่างอันใดจากนักพนันผู้บ้าคลั่ง ยอมนำทุกสิ่งที่ตนมีมาใช้เดิมพัน เพียงเพื่อต้องการช่วงชิงชัยชนะ
นางมักจะบอกกับตนเองอยู่เสมอว่า เมื่อเดินอยู่ริมผาสูง นางย่อมไม่มีสิทธิ์ผ่อนคลาย หรือประมาทเลยแม้เพียงชั่วครู่
ทว่าซ่งเฉิงจี้ที่นั่งอยู่ข้างกายนางในยามนี้ กลับตรงข้ามกับนางอย่างสิ้นเชิง
ก่อนที่ราชวงศ์ต้าซ่งจะตกมาถึงพระหัตถ์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แผ่นดินก็เต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ยามเมื่อฝ่าบาทเพิ่งรับราชกิจบ้านเมือง จึงยังทรงมีความกระตือรือร้นคิดปกครองให้รุ่งเรืองอยู่บ้าง แต่ไม่นานนัก ก็กลายเป็นผู้สะบัดมือปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามยถากรรม
ฝ่าบาทในปีนั้น นับเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ เลือดร้อนและเปี่ยมไปด้วยปณิธานอันแรงกล้า ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับราชสำนักที่ผุพัง เหล่าขุนนางไร้ความสามารถ ต่างเอาแต่ปกป้องพวกพ้องกันเอง ต้องเผชิญกับราชวงศ์ต้าซ่งที่ยากจนข้นแค้น ที่ดำรงอยู่ได้เพียงด้วยลมหายใจรวยริน บางทีพระองค์อาจทรงพยายามอย่างสุดกำลังแล้ว เพียงแต่ท้ายที่สุดกลับพบว่า มิว่าจะพยายามเช่นไร กลับเป็นเพียงแมลงเม่าที่คิดเขย่าต้นไม้ใหญ่ ทั้งเหนื่อยเปล่าทั้งไร้ผล
เหตุนั้น พระองค์จึงทรงยอมแพ้
และช่างเป็นการยอมแพ้ที่รวดเร็วเหลือเกิน…
รวดเร็วเสียจนซ่งเฉิงจี้ต้องเริ่มว่าราชการตั้งแต่อายุยังน้อย ภายหลังแม้แต่ีกาทั้งหลายก็ถูกส่งตรงมาให้เขา ซึ่งอยู่ในวัยเพียงสิบห้าสิบหกปีตรวจตราและวินิจฉัย ประหนึ่งว่าฝ่าบาททรงยกแรงกดดันของบ้านเมืองทั้งแผ่นดิน มากดทับลงบนบ่าของเด็กหนุ่มผู้นี้คนเดียว
ยามนั้น ซ่งเฉิงจี้มักปรากฏกายที่จวนองค์หญิงใหญ่ พร้อมกับขอบตาดำคล้ำทั้งสองข้างอยู่เสมอ บางคราพูดคุยสนทนากันอยู่ดีๆ ก็เผลอฟุบหลับคาโต๊ะหินไปเสียอย่างนั้น
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังยิ้มแย้มได้ทุกวี่ทุกวัน ดูราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆติดค้างอยู่ภายในใจเลยแม้แต่น้อย
ทว่า บางทีความเหน็ดเหนื่อยอาจมิใช่สิ่งที่เจ็บปวดทรมานที่สุด
หากแต่สิ่งที่เจ็บปวดทรมานที่สุดกลับเป็น การมองไม่เห็นความหวังแม้แต่เศษเสี้ยวต่างหากเล่า
ราชวงศ์ต้าซ่งดำรงมาจนถึงบัดนี้ก็เกือบสองร้อยปีแล้ว ตระกูลขุนนางใหญ่หยั่งรากลึก กิ่งก้านเกี่ยวพันซับซ้อน ผลประโยชน์โยงใยแน่นหนา ซ่งเฉิงจี้ดูผิวเผินเหมือนมีฐานะสูงส่ง กุมอำนาจใหญ่หลวงไว้ในกำมือ แต่แท้จริงแล้วกลับคล้ายคนที่ถูกเชือกไร้รูปจำนวนนับไม่ถ้วน เกี่ยวพันธนาการมือเท้าเอาไว้ต่างหากเล่า ทุกย่างก้าวล้วนเดินไปได้อย่างยากลำบาก
แต่ไม่ว่าหนทางนั้นจะเดินยากเย็นเพียงใด เชื่องช้าสักแค่ไหน ซ่งเฉิงจี้ก็ไม่เคยหยุดฝีเท้าเลยแม้สักชั่วขณะ
เพียงแต่ตราบใดที่เขาต้องการให้การเมืองใสสะอาด ต้องการกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราษร เขาย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งครองเสียงส่วนใหญ่ในราชสำนัก
ภายหลัง ครั้งที่ความขัดแย้งระหว่างซ่งเฉิงจี้กับคนเหล่านั้นรุนแรงที่สุด ก็คือคราวผลักดันนโยบายใหม่
ความจริงแล้ว ยังนับไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเป็นการปฏิรูปอย่างเด็ดขาดรุนแรง เขาเพียงปรารถนาให้ทุกสิ่งค่อยๆซึมซับ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างนุ่มนวล ดุจสายลมวสันต์พร่างพรมสรรพสิ่งเท่านั้น
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ทั่วท้องพระโรง กลับมิมีผู้ใดยอมถอยแม้เพียงครึ่งก้าว ต่างก็กำผลประโยชน์ในมือตนไว้อย่างสุดชีวิต แล้วพร้อมใจกันลุกฮือขึ้นรุมโจมตีและกดดัน จนฝ่าบาทต้องตกอยู่ในสภาพถูกคานอำนาจ สุดท้ายจึงบีบให้ซ่งเฉิงจี้ต้องมุ่งหน้าไปยังชายแดน
อาศัยข้ออ้างงดงามว่าเป็นการออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ แต่แท้จริงแล้วมิผิดอันใดจากการเนรเทศ
เมิ่งซีโจวยังจดจำวันที่ต้องแยกจากกันได้อย่างแจ่มชัด
วันนั้น นอกศาลาฉางถิง ลมหนาวอ้างว้างเย็นเยียบพัดมา ซ่งเฉิงจี้ยังคงยิ้มอย่างสบายอกสบายใจ สีหน้าท่าทางดูปลอดโปร่งเสรี ราวกับสถานที่ที่เขากำลังจะไปนั้น มิใช่ป้อมชายแดนอันหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยภยันตราย หากแต่เป็นแดนใต้ที่มีม่านฝนพร่างพรม ให้ผู้คนได้ชื่นชมทิวทัศน์งดงามอ่อนช้องอย่างเจียงหนาน
กระทั่งเขายังเป็นฝ่ายปลอบนางกลับเสียด้วยซ้ำ บอกว่าอย่าได้กลุ้มอกกลุ้มใจไปเลย แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาของนักรบ รอเขากลับมายังเมืองหลวง เขาก็ยังคงเป็นยอดบุรุษผู้หนึ่งเช่นเดิม
เมิ่งซีโจวพยักหน้า แล้วอวยพรให้เขาถนอมรักษาตัว
นิสัยของเขาเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ภายนอกดูอบอุ่นอ่อนโยน ทว่าแท้จริงแล้วกลับยึดมั่นในเส้นขอบเขตของตนอย่างหนักแน่น ไม่ยอมถอยให้ผู้ใดแม้เพียงครึ่งก้าว
ทุกย่างก้าวของเขาล้วนแสวงหาความมั่นคงรอบคอบ เรื่องใดที่ไม่มั่นใจเต็มสิบส่วน เขาแทบมิเคยลงมือกระทำการเลย
ครั้งหนึ่งเคยมีคนเห็นว่า อุปนิสัยเช่นนี้ หากต้องขึ้นเป็นฮ่องเต้ในภายภาคหน้า ดูออกจะขลาดเขลามากจนเกินไป
แต่เขากลับพิสูจน์ให้เห็นว่า การก้าวไปอย่างมั่นคงทีละก้าวต่างหาก จึงจะผิดพลาดน้อยที่สุด
เขามักคิดใคร่ครวญทุกสิ่งไปในทางที่ดีได้เสมอ ต่อให้ต้องรับช่วงกับกองปัญหาเละเทะที่สุดในใต้หล้า เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากว่าลำบากหรือเหน็ดเหนื่อยเลย เพียงรู้สึกว่า ทุกก้าวที่ตนเดินไปล้วนมีความหมายทั้งสิ้น
ยามนี้ เมิ่งซีโจวยังคงสัมผัสได้ถึงความหนักแน่น และมองโลกในแง่ดีจนแทบจะเป็นดื้อรั้นของเขาได้ชัดเจน
จู่ๆนางก็นึกถึงถ้อยคำถามข้อหนึ่ง ที่ตนมักหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงมาโดยตลอด
ยามนี้นางวางกลอุบายไว้แทบทุกทางแล้ว คิดอ่านรอบคอบทุกย่างก้าว ภายในใจมีเพียงความปรารถนาจะล้างแค้นฮูหยินเมิ่ง คิดบัญชีเลือดกับเมิ่งหนานอี้ เอาความทุกข์ทรมานที่ตนเคยได้รับในชาติภพก่อน คืนสนองพวกนางทั้งสองกลับไปเป็นร้อยเท่าพันทวี…
แต่หากวันหนึ่ง นางทำสำเร็จทุกประการ… แล้วหลังจากนั้นเล่า?
นางจะทำสิ่งใดต่อไป?
ชีวิตของนางยังคงหลงเหลือสิ่งใดอยู่อีก?