พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่166 รุกฆาตเมิ่งหนานอี้
บทที่166 รุกฆาตเมิ่งหนานอี้
นางรีบเรียกลั่วกู่ให้เข้ามาพบ แล้วส่งห่อผ้าเล็กๆห่อหนึ่งให้เขา พร้อมกำชับเสียงกระซิบแผ่วเบาว่า
“จงคิดหาวิธีนำผงยาในห่อผ้านี้ไปโปรยลงในห้องพัก ที่ฉู่เซียวกับเมิ่งหนานอี้อยู่ให้หมดห่อ อย่าให้เหลือแม้แต่น้อยเชียวล่ะ จำไว้ว่าฉู่เซียวมีวรยุทธ์ที่ไม่ธรรมดา ประสาทหูของเขาเฉียบไวกว่าคนทั่วไป เจ้าต้องระมัดระวังให้มาก ห้ามมิให้เขารู้ตัวอย่างเด็ดขาด”
นางชะงักไปเล็กน้อย แววตาฉายประกายเด็ดเดี่ยว คล้ายตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า เรื่องนี้มิอาจทำพลาดได้ แล้วจึงเอ่ยต่อว่า
“จากนั้น ก็ไปจัดหาพวกอันธพาลมาสักกลุ่มหนึ่ง เลือกเฉพาะพวกที่เห็นเงินแล้วไม่กลัวตาย ให้เป็นหัวหอกนำขบวนเข้าประจำที่ก่อน แล้วค่อยจัดหาคนเฒ่าคนแก่ที่ฝีปากคมกล้าที่สุด มีนิสัยชอบซุบซิบนินทาว่าร้ายผู้อื่นยิ่งกว่าข้าวสามมื้อมาอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วให้เดินตามอยู่ท้ายหลังของกลุ่มอันธพาล… ครึ่งชั่วยามให้หลัง จงให้พวกเขาไปผลักประตูห้องพักดังกล่าวเสีย”
หากทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ภาพที่ปรากฏหลังบานประตูที่ถูกผลักให้เปิดออกนั้น… คงต้องน่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเป็นแน่
นางเฝ้ารอคอยมานานถึงเพียงนี้ ในที่สุดมหรสพ ‘จับชู้’ ที่ได้วางแผนไว้อย่างประณีต ก็ถึงคราวตีฆ้องเปิดฉากแสดงเสียที!
ลั่วกู่รับคำเสียงขรึม พลางเผลอชั่งน้ำหนักห่อผ้าในมือโดยไม่รู้ตัว
เมิ่งซีโจวรีบเอ่ยเตือนทันที น้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง
“ระวังหน่อย! ของในนี้มิใช่ของดี ฤทธิ์ยากระตุ้นกำหนัดค่อนข้างรุนแรงนัก อย่าได้เผลอทำหกเปรอะเปื้อนตัวเจ้าเป็นอันขาด”
ลั่วกู่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตกใจยกใหญ่ รีบเก็บห่อผ้าไว้อย่างระมัดระวังกว่าเดิม ก่อนจะรับคำสั่งแล้วเร่งรุดจากไปในทันที
ไม่นานนัก ลั่วกู่ก็กลับมาอย่างเงียบเชียบ กระซิบรายงานเสียงเบาว่า
“แม่นางเมิ่ง เรื่องทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”
เมิ่งซีโจวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วทอดสายตาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง
ฉู่เซียวเอ๋ยฉู่เซียว ข้าถึงกับมอบโอกาสอันหาได้ยากยิ่งในพันปีให้แก่เจ้าแล้ว เจ้าจงคว้ามันเอาไว้ให้ดีเล่า
อย่างไรเสีย การได้แรงหนุนจากเมิ่งซีโจวผู้นี้ ก็นับเป็นวาสนาที่เจ้าสั่งสมมาหลายภพหลายชาติแล้ว
ทว่าขณะที่นางกำลังเฝ้ารอข่าวดีอยู่นั้น จู่ๆก็มีข่าวจากในวังแพร่สะพรัดออกมาว่า องค์รัชทายาทซ่งเฉิงจี้ถึงกับทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง เร่งรุดไปเสริมกำลังยังชายแดนเป็นการด่วน!
ยามที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกมา องค์รัชทายาทก็ได้เสด็จออกจากเมืองปลวงไปนานกว่าหนึ่งวันแล้ว!
ทันทีที่เมิ่งซีโจวได้ยินข่าวนี้ หัวใจของนางก็ราวถูกฝ่ามือเย็นเยียบข้างหนึ่งบีบกำไว้แน่น ลางสังหรณ์อัปมงคลรุนแรงพลันโถมทับลงมา ทำให้นางถึงกับตกใจจนเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วแผ่นหลัง!
ศึกชายแดนร้ายแรงถึงขั้นที่ต้องให้องค์รัชทายาทเสด็จออกรบด้วยพระองค์เองเชียวหรือ?!
แล้วองค์หญิงใหญ่เล่า? เจียงจี้เยว่เล่า? พวกนางยังปลอดภัยดีหรือไม่?!
ซ่งเฉิงจี้รุดหน้าไปครานี้ มีโอกาสชนะสักกี่ส่วนกันนะ? หรือว่านี่จะเป็นกับดักล่อเสือเข้าถ้ำที่ถูกวางไว้แต่แรกกันแน่?!
แต่ที่ยิ่งทำให้ขนทั่วร่างของนางลุกชันก็คือ—หากชายแดนแตกพ่าย กองทัพศัตรูบุกทะลวงเข้ามาได้… นั่นย่อมจะเป็นโศกนาฏกรรมบ้านเมืองล่มสลาย ครอบครัวต้องแตกดับเป็นแน่!
สีหน้าของเมิ่งซีโจวพลันเคร่งขรึมอย่างที่สุด ปลายนิ้วค่อยๆเย็นเยียบลงทีละน้อย
อีกทั้ง… การเสด็จออกจากเมืองหลวงขององค์รัชทายาทในครานี้นั้น ดูกะทันหันมากจนเกินไป เงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ราวกับมีผู้จงใจโยกย้ายพระองค์ออกไปเสียอย่างนั้น เบื้องหลังเรื่องนี้ จะซุกซ่อนแผนร้ายที่ลึกล้ำและดำมือยิ่งกว่านี้ไว้หรือไม่?
ซ่งเฉิงจี้ถึงกับไม่เคยเผยวี่แววให้นางรู้แม้เพียงครึ่งคำ จุดนี้ดูผิดปกติเกินไปจริงๆ หาใช่วิถีการกระทำของเขาโดยสิ้นเชิง!
เมื่อภูผาไร้พยัคฆ์ วานรย่อมตั้งตนเป็นราชา ทันทีที่เสาหลักดุจสมอทะเลอย่างองค์รัชทายาทจากไป เหล่าตระกูลขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง ที่หยั่งรากฝังลึกเกี่ยวพันกันซับซ้อน รวมถึงพวกมากเล่ห์มีนิสัยทะเยอทะยาน ซึ่งเร้นกายเฝ้ารอโอกาสอยู่ จะยอมสงบนิ่งได้อย่างนั้นหรือ?
พวกเขาจะฉวยโอกาสนี้ลงมือทำสิ่งใดกันแน่? แล้วยังจะสามารถฉวยโอกาสทำสิ่งใดได้อีกบ้าง? เรื่องเหล่านี้ล้วนยากจะคาดเดาอย่างสิ้นเชิง!
ส่วนตัวนางเอง บัดนี้ก็รับราชการอยู่ในราชสำนัก ยืนอยู่กลางวังวนนี้เช่นกัน ความผิดปกติเล็กน้อยบางอย่าง ที่ก่อนหน้านี้เคยมองข้ามไป ยามนี้กลับประหนึ่งตะกอนใต้บึงถูกกวนให้ลอยขึ้นมา พากันทะลักเข้าสู่ห้วงความคิดของนางไม่ขาดสาย!
ลั่วกู่ที่อยู่ข้างกัน กำลังร้อนรนจนแทบเกาหูเกาแก้มไม่หยุด เพราะการจากไปอย่างกะทันหันขององค์รัชทายาท เขาถึงกับนั่งไม่ติด ยืนก็ไม่เป็นสุข
จากคำบ่นงึมงำด้วยความร้อนใจของเขา เมิ่งซีโจวจึงเพิ่งได้รู้ว่า เพราะศึกชายแดนคับขันยิ่ง องค์รัชทายาทแทบจะพาองครักษ์ลับและคนสนิทฝีมือดีทั้งหมดติดตามไปด้วย รวมถึงเหล่าพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายของลั่วกู่เช่นกัน มีเพียงลั่วกู่คนเดียวเท่านั้นที่ถูกบังคับให้รั้งอยู่ที่เมืองหลวง!
ลั่วกู่ทั้งเป็นห่วงว่าชายแดนมีอันตรายรอบด้าน เหล่าพี่น้องกับองค์รัชทายาทยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะปลอดภัยหรือไม่ จำเป็นที่เขาจะต้องไปช่วยเสริมกำลัง อีกด้านหนึ่งก็รู้ดีว่า เมิ่งซีโจวกำลังอยู่กลางถ้ำมังกรบึงพยัคฆ์ ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย ย่อมขาดคนคุ้มกันมิได้เป็นอันขาด
ความกังวลสองทางบีบรัดหัวใจของเขาจนแทบหายใจไม่ออก ทำเอานึกโมโหจนแทบอยากฝึกวิชาแยกร่างให้สำเร็จเสียเดี๋ยวนั้น!
เมิ่งซีโจวนั่งฟังอยู่เงียบๆ ปลายจมูกคล้ายได้กลิ่นอันตรายที่อบอวลอยู่ในห้วงอากาศ ทั้งยังค่อยๆทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ… เป็นกลิ่นอายแห่งมรสุมใหญ่ที่ใกล้จะโหมกระหน่ำ
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ณ โรงเตี๊ยมจันทร์ล้อม
เป็นไปตามคาด ที่นั่นบังเกิดคลื่นเสียงโกลาหลแห่งมวลชนดัง “ตูม” ประหนึ่งหม้อน้ำระเบิด ผู้คนต่างพากันแตกตื่นส่งเสียงโหวกเหวกกันอื้ออึง จนกลายเป็นสถานการณ์ครึกโครมวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเมิ่งหนานอี้จะออกไปไหนมาไหน นางก็มักจะพาฉู่เซียวติดตามไปด้วยเสมอ อีกทั้งรอยแผลเป็นจากคมมีดอันน่าสยดสยองบนใบหน้าของฉู่เซียว ก็สะดุดตาเกินกว่าจะมองข้ามได้ ดังนั้น เมื่อฝูงชนที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าพังประตูห้องเข้าไป เพียงมองปราดเดียวก็จดจำได้ไม่ยากว่า… ชายหญิงที่ยามนี้ต่างคนต่างเสื้อผ้าหลุดลุ่ยดูไม่ได้นั้นก็คือ‘เมิ่งซีโจว’ คุณหนูใหญ่แห่งจวนจงหย่งโหว ผู้มีนามเลื่องลือว่าเป็นยอดหญิงมากปัญญาอันดับหนึ่ง ทั้งยังแบกชะตาหงส์ไว้กับตัว กับผู้คุ้มกันข้างกายที่คอยติดตามนางไม่ห่างยิ่งกว่าเงาตามตัว!