พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่165 ถึงเวลาใช้หมากตัวสุดท้าย!
บทที่165 ถึงเวลาใช้หมากตัวสุดท้าย!
แม้ชื่อของเมิ่งซีโจวจะเพียงแค่ถูกนำไปแขวนไว้ในตำแหน่งของกรมพระคลังเท่านั้น แต่เพราะกิจการงานในกรมมีมากมาย นางจึงต้องลงมือช่วยบ้าง ทั้งนางเพิ่งจะเข้าไป จึงยังไม่อาจจับต้นชนปลายได้ถูกนนัก การจัดการจึงค่อนข้างเชื่องช้าอยู่บ้าง ทำให้ดูคล้ายนางมีงานราชการรัดตัวมากขึ้น กลางวันแทบไม่เห็นเงาคน จะมีก็เพียงยามอาหารค่ำเท่านั้น ที่นางจะได้พบหน้าฮูหยินเมิ่งและเมิ่งหนานอี้บ้างชั่วครั้งชั่วคราว
ไม่รู้ว่าฮูหยินเมิ่งใช้วิธีการใด จึงสามารถกดอารมณ์ของเมิ่งหนานอี้ที่ใกล้พังทลายให้สงบลงได้ชั่วคราว
นับตั้งแต่เมิ่งซีโจวหนีออกมาจากหมู่บ้านเสี่ยวเหอและกลับเข้าจวนได้ เมิ่งหนานอี้ก็มักวางท่าสูงส่งเหนือผู้คนอยู่เสมอ สายตาที่มองเมิ่งซีโจวนั้น ราวกับต้องการเหยียบนางให้จมอยู่ใต้ฝ่าเท้า แล้วถ่มน้ำลายรดอีกสักคำหนึ่ง
ทว่าบัดนี้ เมื่อได้พบเมิ่งซีโจว นางกลับทำประหนึ่งหนูเจอแมว รีบร้อนหลบเลี่ยงอย่างลนลาน แม้แต่บนโต๊ะอาหารที่มีเมิ่งซีโจวอยู่ด้วย ก็ยังมิยอมรั้งอยู่นานนัก เพียงสายตาประสานเข้ากับเมิ่งซีโจว นางก็รีบคุ้ยข้าวเข้าปากสักสองสามคำ ก่อนจะรีบหาเหตุหนีออกไปจากตรงนั้นประหนึ่งหลบลี้หนีภัย
เป็นเช่นนี้ จวนจงหย่งโหวจึงคล้ายได้ผ่านวันคืนอันสงบราบเรียบ ต่างฝ่ายต่างอยู่โดยไม่ก่อเรื่องให้กันอยู่นานหลายวัน
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน เมิ่งซีโจวก็สัมผัสได้ชัดเจนว่า ข่าวลือซุบซิบในเมืองหลวงเกี่ยวกับเรื่องของ ‘เมิ่งซีโจว’ กับคุณชายเสเพลทั้งสอง ที่แอบไปมีสัมพันธ์ลับต่อกันนั้น ก็ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งค่อยๆ ปิดทับเอาไว้ และมีท่าทีค่อยๆสงบลงทีละน้อยแล้ว
สถานการณ์เช่นนี้ เดิมทีเป็นผลจากสามฝ่ายที่ต่างรู้กันโดยมิต้องเอ่ยวาจา ร่วมช่วยกันกดเรื่องนี้ให้เงียบลง
จวนจงหย่งโหวนั้นย่อมไม่ต้องกล่าวถึง ไม่มีวันยอมให้ชื่อเสียงของ ‘ว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท’ ซึ่งมีอนาคตรุ่งโรจน์ ต้องมีมลทินแม้แต่น้อยแน่ แทบอยากจะระดมกำลังจากทุกทาง เพื่อลบล้างเรื่องอื้อฉาวนี้ให้สิ้นซากโดยเร็ว
ทางฝ่ายกั๋วกงหนิงกับตำหนักไทเฮายิ่งตกใจเสียขวัญหนักกว่า บุตรหลานสารเลวทั้งสองของตนนั้น กลับไปพัวพันกับสตรีผู้แบกรับ ‘ชะตาหงส์’ ทั้งยังถูกกำหนดไว้ให้เป็นพระชายาขององค์รัชทายาท!
หากขืนปล่อยให้เรื่องนี้ลุกลามต่อไป จนทำให้ราชสำนักต้องพิโรธ นั่นมิใช่เพียงหักขาแล้วจะจบสิ้นได้ เกรงว่าศีรษะของคนทั้งตระกูลคงต้องถูกย้ายที่กันถ้วนหน้าแน่!
ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่จากสองฝ่ายจึงได้ออกคำสั่งตาย ให้ปิดข่าวนี้อย่างเข้มงวด มิให้มีข่าวลือเกี่ยวกับ ‘เมิ่งซีโจว’ และเจ้าลูกหลานทรามของตนแพร่กระจายออกมาอีกแม้แต่น้อย
ทว่า ปากคนยืดยาวดั่งสายน้ำ จะอุดปิดให้หมดสิ้นได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
แม้ข่าวลือจะถูกกดทับด้วยอำนาจแข็งกร้าว ไม่ลามรวดเร็วราวไฟป่าเช่นดังก่อน ทว่ากลับยังคงเป็นดั่งกระแสน้ำมืดที่ไหลอยู่ใต้ผืนดิน มิอาจเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ภายในเวลาชั่วข้ามคืน
อย่างไรก็ดี ความสงบบนผิวหน้าเช่นนี้ ก็ทำให้คนทั้งจวนจงหย่งโหววางใจลงได้ไม่น้อยแล้ว
เพราะกวนจื่ออี้และจ้าวหังต่างถูกบิดาที่กำลังเดือดดาลของตนสั่งกักบริเวณ เฝ้าจับตามองอย่างเข้มงวด ชั่วระยะเวลาอันสั้นนี้ ย่อมไม่มีทางหลุดรอดออกมาก่อคลื่นลม สร้างความวุ่นวายให้เรื่องราวเลวร้ายลงไปกว่านี้ได้แน่
สิ่งที่ทำให้ฮูหยินเมิ่งรู้สึกเบาใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ก่อนหน้านี้ที่ข่าวลือได้แพร่สะพัดออกไปรุนแรงและอัปยศที่สุด แต่กลับมิมีถ้อยคำตำหนิหรือความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ เล็ดลอดออกมาจากวังหลวงเลยสักนิด
ความเงียบงันนี้ ในสายตาของนาง มิต่างอันใดจากการบอกเป็นนัยว่า ฝ่าบาทยังมิได้ทอดทิ้งหมากสำคัญอย่าง ‘เมิ่งซีโจว’ ไปเพียงเพราะเรื่องนี้ ซ้ำคำกล่าวเรื่อง ‘ชะตาหงส์’ ก็ยังมั่นคงดุจศิลาผา
บนกระดานหมากนี้ ราวกับว่าฮูหยินเมิ่งได้กุมชัยชนะไว้ในมืออย่างแน่นหนาเบ็ดเสร็จแล้ว
หมากที่เมิ่งซีโจวสู้ตรากตรำเดินไว้ ดูเหมือนว่าตอนนี้กำลังถูกฮูหยินเมิ่งเขี่ยทิ้งไปทีละตัวอย่างไร้ปราณี
แม้สถานการณ์จะยังไม่ถึงขั้นอับจนหนทาง แพ้พ่ายอย่างไร้ข้อกังขา ทว่าเมื่อเผชิญกับกระดานที่ดู ‘เป็นคุณ’ ต่อตนถึงเพียงนี้ ฮูหยินเมิ่งย่อมไม่มีทางยอมคายฐานะที่ถูกสวมอยู่โดยสมัครใจเป็นแน่
การดิ้นรนทั้งหมดของเมิ่งซีโจวล้วนไร้ผล
ทุ่มเทเล่ห์กลจนแทบพลิกฟ้าคว่ำดิน สุดท้ายกลับคล้ายวนกลับมายังจุดเริ่มต้น กลายเป็นตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่ ได้แต่สูญเปล่าทั้งสิ้นแล้ว
ดูจากสถานการณ์ในยามนี้ เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับหาได้ใส่ใจไม่ สิ่งที่นางบรรจงถักทอไว้เพื่อฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งหนานอี้ตั้งแต่แรกนั้น ก็หาใช่ตาข่ายธรรมดาเพียงชั้นเดียวไม่ หากแต่เป็นกลอุบายซ้อนกล ที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงแล้วห่วงเล่า รัดตึงลึกลงไปทีละชั้นอย่างแนบเนียน!
พวกนางแค่โชคดีหลุดพ้นจากชั้นนอกสุดมาได้ ก็คิดว่าวิกฤตได้ผ่านพ้นไปแล้ว สามารถเอนหลังนอนได้อย่างไร้กังวล กระทั่งลำพองใจในชัยชนะเชียวหรือ?
ช่างไร้เดียงสาจนน่าขันเสียจริง
หรือพวกนางไม่รู้ว่า ตราบใดที่ศึกยังไม่ถึงวาระสุดท้าย ย่อมยากจะยืนยันว่า ผู้ชนะที่แท้จริงในศึกครั้งนี้…จะเป็นผู้ใดกันแน่?
ดังคำกล่าวที่ว่า เลี้ยงทหารพันวัน ก็เพื่อใช้ในยามศึกเพียงคราเดียว
ถึงเวลาต้องขยับหมากที่มีชื่อว่า…ฉู่เซียวแล้ว
นับตั้งแต่งานเลี้ยงในค่ำคืนนั้น ที่นางได้ปล่อยให้เขารอเก้อ ฉู่เซียวก็ไม่เคยเป็นฝ่ายมาหานางอีกเลย ดูท่าเขาคงตัดสินใจเลือกแล้ว ระหว่างสองพี่น้องฝาแฝดคู่นี้
และก็เป็นดังคาด วาสนาผูกพันจากชาติปางก่อน ช่างเหนียวแน่นจนยากจะสั่นคลอนเสียจริง
ในเมื่อรากรักของเขาหยั่งลึกถึงเพียงนี้ แล้วคนใจบุญสุนทานเช่นเมิ่งซีโจว มีหรือจะตระหนี่ไม่ยอมยื่นมือช่วยส่งเสริม ให้รักของทั้งคู่ได้กลายเป็นจริงสักครา?
นางกำลังอดทนเพื่อรอโอกาสเพียงหนึ่งเดียว
แต่หากรอแล้วรอเล่าโอกาสที่ว่าก็ยังไม่มา นางก็จะเป็นผู้สร้างโอกาสนั้นขึ้นมาด้วยสองมือตน
โชคยังดี คราวนี้ดูเหมือนสวรรค์จะยืนอยู่ข้างนาง มิได้ปล่อยให้นางต้องรอนานเกินไปนัก
วันนั้น เมิ่งหนานอี้กับฉู่เซียวถึงกับไปโรงเตี๊ยมจันทร์ล้อมด้วยกันสองคน
เมิ่งซีโจวคาดเดาว่า คงเป็นฉู่เซียวที่คิดจะพาเมิ่งหนานอี้ไปย้อนรำลึกถึงวันวาน
แม้แรกพบของเมิ่งหนานอี้กับฉู่เซียวจะเกิดขึ้นที่สระน้ำใจวนตระกูลเจียง ทว่าจวนตระกูลเจียงแห่งนั้นก็หาใช่สถานที่ที่ผู้ใดนึกอยากจะเข้าไป ก็เข้าได้เสียเมื่อไหร่เล่า
เมื่อมิอาจเลือกสถานที่ซึ่งดีที่สุดได้ ย่อมต้องลดหลั่นลงมาเป็นโรงเตี๊ยมจันทร์ล้อมแห่งนี้แทน
ถึงแม้ยามนั้น ผู้ที่ไปพบเขาจะมิใช่เมิ่งหนานอี้ตัวจริง แต่โรงเตี๊ยมจันทร์ล้อมก็นับได้ว่าเป็นสถานที่แทนใจของเขากับเมิ่งหนานอี้อยู่ดี
ช่างนับเป็น…โอกาสที่สวรรค์ประทานมาให้อย่างแท้จริง!
หากไม่ลงมือตอนนี้ แล้วจะรอถึงเมื่อใดเล่า?