พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่168 จวนโหวเกิดความโกลาหล
บทที่168 จวนโหวเกิดความโกลาหล
ฮูหยินเมิ่งย่างเท้าก้าวเข้าสู่เรือนฉงหัวของเมิ่งซีโจวด้วยท่วงท่าแสนสงบนิ่ง ใบหน้ายังคงประดับประดารอยยิ้มที่เจือแววรู้สึกผิดอยู่เลือนราง นางตรงเข้าไปทักทายขันทีจางผู้มาจากวังหลวง พลิกแพลงถ้อยวาจารับมือได้อย่างแนบเนียน
ทว่า หางตาของนางกลับลอบมองข้ามบ่าของเหล่าองครักษ์ไปอย่างแนบเนียน แล้วจับจ้องอยู่ที่บานประตูห้องซึ่งยามนี้ปิดสนิทอยู่
บรรยากาศภายในห้อง… คล้ายจะเงียบเกินไป
เงียบเชียบเสียจนทำให้รู้สึกเหมือนว่า ปราศจากผู้คนอยู่ภายใน
เมิ่งซีโจวสงบนิ่งคล้ายยอมรับชะตากรรม ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเลยแม้แต่น้อย
อาการว่าง่ายไม่มีคัดค้านเช่นนี้… ช่างดูไม่เหมือนนิสัยพื้นฐานของนางเอาเสียเลย
ด้วยนิสัยเดิมของนังกาลกิณีนั่น มิใช่ว่าควรจะต้องดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลังแล้วหรอกรึ ต่อให้ต้องแตกหักย่อยยับกันทั้งสองฝ่าย หรือต้องก่อเรื่องใหญ่โตระดับฟ้าดินพลิกตลบ หากมิเต็มใจ คนเยี่ยงนางย่อมต้องยอมทำทุกสิ่งมิใช่รึ?
ยิ่งสถานการณ์เป็นเช่นนี้ กลับยิ่งทำให้ฮูหยินเมิ่งรู้สึกว่าเมิ่งซีโจวอาจยังเหลือไม้ตายบางอย่างในมือ การที่นางซ่อนตัวนิ่งเงียบอยู่เช่นนี้ อาจจะกำลังรอคอยจังหวะลงมืออยู่ก็เป็นได้
ความคลางแคลงใจเพิ่งผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ นางกพลันรีบกดข่มมันลงไปในทันที
มุมปากของฮูหยินเมิ่งยกโค้งขึ้นอย่างมิอาจระงับ รอยยิ้มนั้นค่อยๆเผยคมแห่งชัยชนะที่นางหมายมั่นไว้แล้ว
สถานการณ์ในยามนี้… ต่อให้นังสารเลวนั่นจะมีความสามารถสูงส่งเสียดฟ้าเพียงใด แล้วยังจะทำอันใดได้อีกรึ?
คนที่ในวังส่งมาครานี้หาใช่องครักษ์ธรรมดาไม่ แต่ละคนล้วนเป็นยอดทหารฝีมือฉกาจ ผู้หนึ่งต้านได้ถึงสิบ!
พวกเขาทั้งหมดได้ปิดล้อมเรือนเล็กๆแห่งนี้ไว้อย่างแน่นหนา ประหนึ่งกำแพงทองแดงปราการเหล็ก ต่อให้เป็นเพียงแมลงวันตัวหนึ่ง ก็อย่าหวังจะบินเล็ดลอดออกไปได้เลย!
นี่ก็คือผลลัพธ์ที่นางทุ่มเทวางแผน ใช้ทุกกลอุบายคอยผลักคลื่นหนุนกระแสจนสำเร็จสมดังหมาย
หากจะกล่าวว่าผู้ใดในใต้หล้ามีโรคหวาดระแวงหนักที่สุด ย่อมไม่พ้นผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรผู้นั้นแน่
นางเพียงส่งคนไปเอ่ยบอกเป็นนัยเล็กน้อย ก็ทำให้ฝ่าบาททรงเชื่อว่า ‘เมิ่งหนานอี้’ ย่อมไม่มีทางยอมก้มศีรษะทำตามแต่โดยดี เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย จึงถึงกับส่งขบวนใหญ่โตเช่นนี้มารับตัวคนไปจริงๆ
กระบวนทัพเช่นนี้ ต่อให้ใช้ไปจับหัวหน้าโจรภูเขาผู้ดุร้ายกลับมา ก็ยังนับว่าเหลือเฟือเสียยิ่งกว่าอะไร!
ต่อให้นางเป็นจูกัดเหลียงกลับชาติมาเกิดก็ตามที ฉลาดล้ำลึกจนแทบไม่เหมือนมนุษย์มนาก็ตามที แต่บัดนี้ก็มิต่างอันใดจากเต่าติดอยู่ในไห ต่อให้สยายปีกก็มิอาจหนีพ้นได้! นอกจากจะต้องหางจุกก้นยอมให้จับแต่โดยดีแล้ว นางยังมีทางเลือกที่สองให้เดินอีกรึ?!
นับตั้งแต่เมิ่งซีโจวกลับเข้าจวนมา ฮูหยินเมิ่งก็ไม่เคยได้หยุดพักหายใจอีกแม้เพียงครึ่งจังหวะเลย แผนหนึ่งไม่สำเร็จ ก็ต้องรีบเค้นสมองผุดอีกแผนหนึ่งขึ้นมาให้ได้ บีบคั้นจนตนถูกกักบริเวณอยู่หลายครั้งหลายครา!
นางเคยต้องทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้มาก่อนที่ไหนกันเล่า?
ฮูหยินเมิ่งไม่เคยรู้สึกสะใจถึงเพียงนี้มาก่อน! ความยินดีปรีดาต่อชัยชนะเกือบจะโหมท่วมนางจนหายใจไม่ออก!
หากมิใช่เพราะขันทีจางและองครักษ์มากมายยังอยู่ตรงนั้น นางแทบจะอดใจไม่ไหว ต้องระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเสียตรงนั้นแล้ว!
มิเสียแรงที่นางตรากตรำคิดหาแผนการจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง ทุ่มเทวางหมากอย่างยากลำบากมาเนิ่นนาน ในที่สุด… ก็ทำให้เสี้ยนหนามใหญ่ในใจผู้นี้ ต้องร่วงหล่นลงสู่กับดักที่มีไม่มีวันได้หวนกลับอย่างสมบูรณ์แล้ว!
เรื่องทั้งหมดที่ต้องทำต่อจากนี้ ล้วนเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น!
“ฮูหยิน… ฮูหยิน?” เสียงเรียกของเมิ่งชินรุ่ย ฉุดดึงฮูหยินเมิ่งให้หลุดพ้นจากห้วงความคิด ที่กำลังตื่นเต้นลิงโลดถึงขีดสุด
ฮูหยินเมิ่งรีบเก็บอารมณ์ทันที สีหน้ากลับคืนสู่มารดาผู้เปี่ยมด้วยความกังวลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบร้อนขานรับว่า “มีอะไรหรือท่านพี่?”
เมิ่งชินรุ่ยส่งสายตาไปทางประตูห้องบานนั้นที่ยังคงปิดสนิท พลางถอนหายใจออกมา
“ ‘หนานอี้’ กำลังจะเข้าวังแล้ว การไปครั้งนี้… เฮ้อ ฮูหยิน เจ้าก็เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนนางสักครู่เถิด ระหว่างแม่ลูก ย่อมต้องมีถ้อยวาจาส่วนตัวที่อยากจะกล่าวลากันบ้าง”
ฮูหยินเมิ่งหัวเราะเยาะขึ้นในใจทันที
เข้าไปตอนนี้รึ? จะให้เข้าไปพบเมิ่งซีโจวในยามเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า?
ระหว่างพวกนางทั้งสอง ยังจะมี ‘วาจาพูดส่วนตัว’ อันใดให้กล่าวอีกเล่า? ที่เหลือยามนี้เห็นจะมีเพียงความแค้นชนิดต้องตายตกไปตามกันเท่านั้น!
กระต่ายยามจนตรอกยังรู้จักกัดคน นับประสาอะไรกับเมิ่งซีโจว ที่แต่ไหนแต่ไรมาก็มิใช่กระต่ายอยู่แล้ว แต่เป็นหมาป่าตัวหนึ่งที่กำลังถูกบีบให้เข้าสู่ทางตันต่างหาก! หากนางเห็นว่าหนทางรอดสิ้นสูญ และไม่คิดจะมีชีวิตต่อ ก่อนตายอาจลุกขึ้นมาอาละวาด แล้วลากตนไปเป็นเบาะรองหลังด้วย มิเท่ากับตัวนางไปรนหาที่ตายเองหรอกรึ?
นางไม่มีทางเปิดโอกาสให้เมิ่งซีโจวโต้กลับ หรือทำร้ายตนได้แม้เพียงเสี้ยวเดียวแน่!
ต่อให้ถอยไปหมื่นก้าว แม้เมิ่งซีโจวจะไม่ลงมือจริงๆ แต่อาศัยฝีปากแหลมคมร้ายกาจของนาง ผู้ใดจะรับรองได้ว่า นางจะไม่เอ่ยวาจาใดที่ทำให้มารดาผู้นี้ต้องโมโหจนแทบกระอักเลือดเล่า?
เรื่องเร่งด่วนในยามนี้ คือต้องรีบส่งตัวหายนะผู้นี้เข้าวังไปเสียโดยเร็ว! ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี จะได้ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าค่ำคืนยาวนานจะก่อฝันร้ายตามมา!
นางกำลังครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่า ควรจะบ่ายเบี่ยงเมิ่งชินรุ่ยเช่นไรดี
แต่คาดไม่ถึงว่าในห้วงเวลาคับขันนี้เอง จู่ๆพ่อบ้านหลินกลับวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา…
เดิมทีเขาคิดจะคุกเข่ารายงานทันที แต่เมื่อเหลือบไปเห็นว่ายังมีผู้สูงศักดิ์จากในวังอยู่ด้วย จึงจำต้องชะงักฝีเท้าไว้ฉับพลัน แล้วรีบโน้มกายเข้าไปกระซิบข้างหูเมิ่งชินรุ่ย กดเสียงต่ำกล่าวอย่างร้อนรนเพียงสองประโยค
เพียงสองประโยคเท่านั้น!
สีหน้าของเมิ่งชินรุ่ยก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกถลนราวระฆังทองแดง ก่อนจะหลุดเสียงคำรามต่ำออกมาอย่างเสียอาการ
“อะไรนะ?! เรื่องนี้เป็นความจริงรึ?!”
พ่อบ้านหลินค้อมกายโก่งหลังลงต่ำยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ร้อนใจ น้ำเสียงเจือแววคล้ายจะร่ำไห้
“เป็นความจริงขอรับนายท่าน! เวลานี้ข้างนอกกำลังลือไปทั่วแล้วขอรับ!”
เมิ่งชินรุ่ยในยามนี้ ไหนเลยจะยังมีแก่ใจคำนึงถึงพิธีรีตองใดๆอีก ทั้งยังไม่อาจใส่ใจขันทีจางที่อยู่ข้างกาย หรือกระทั่งบุตรีที่กำลังจะถูกส่งตัวเข้าวังได้อีกแล้ว สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำจนน่าสะพรึงกลัว เพียงยกมือคารวะขันทีจางอย่างลวกๆ แม้แต่คำอธิบายให้ครบถ้วนสักประโยคก็ยังไม่ทันได้เอ่ย ก็ต้องเร่งฝีเท้าติดตามพ่อบ้านหลินออกไปอย่างรวดเร็ว ทำราวกับว่าผืนฟ้ากำลังจะถล่มลงมาตรงหน้า
ลางสังหรณ์อัปมงคลเสี้ยวหนึ่งในใจของฮูหยินเมิ่ง พลันขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลัน หายใจหายคอไม่ออกประหนึ่งถูกอสรพิษเย็นเยียบเลื้อยพันรัดลำคอไว้แน่น
ทว่านางกลับฝืนกดมันลงไปอย่างแข็งกร้าว บอกตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า มิว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ก็หาได้มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการส่งตัวเมิ่งซีโจวเข้าวังในยามนี้!
อย่างไรเสีย ในจวนโหวก็จำต้องเหลือคนผู้หนึ่งไว้คอยต้อนรับแขกสูงศักดิ์จากในวัง นางจะเสียขวัญจนทำให้ตนเองปั่นป่วนไม่ได้เด็ดขาด!
ดังนั้น นางจึงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มิได้ติดตามออกไปหรือซักถามอันใด