พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่184 ขอพรชะล้างเคราะห์ร้ายที่วัด
บทที่184 ขอพรชะล้างเคราะห์ร้ายที่วัด
ทว่าผู้ที่อยู่ ณ ที่นี้ล้วนเป็นคนเฉลียวฉลาด เพียงประโยคเดียวเท่านี้ นับว่ามากพอแล้ว
องค์หญิงใหญ่พลันนิ่งเงียบไป
สำหรับคนสนิทที่ตนชุบเลี้ยงมากับมือ ทั้งยังบำรุงด้วยความเอาใจใส่จนเติบใหญ่ อีกทั้งยังร่วมเป็นร่วมตาย ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ในสนามรบด้วยกันมานานหลายปี เป็นธรรมดาที่จะเผลอไว้วางใจโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งอาจมองข้ามสิ่งผิดปกติบางอย่างไปเพราะความเชื่อใจนั้นได้
และความเชื่อใจไว้ใจเช่นนี้ ก็มักจะเป็นดินดีที่หล่อเลี้ยงความทะเยอทะยานของผู้มีใจหมาป่าให้เติบใหญ่ถึงที่สุด
สถานการณ์ภายนอกอาจดูพันพัวซับซ้อน ราวกับมีเงื่อนงำซ่อนอยู่เป็นชั้นๆ ทว่าเมื่อปอกเปลือกเหล่านั้นออก แล้วไล่ดูเพียงว่า ท้ายที่สุดผู้ใดจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด คำตอบย่อมปรากฏให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง
เป้าหมายของสวีจี้ชาง คือทำให้องค์หญิงใหญ่ก่อความผิดพลาดร้ายแรง จากนั้น เมื่อเรื่องทั้งหมดล้วนมีเขาเป็นผู้ชักนำ เขาย่อมจะล่วงรู้ล่วงหน้าได้ว่า ‘เหตุไม่คาดฝัน’ นี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด แล้วฉวยโอกาสใช้วิธีการเด็ดขาดดั่งเหล็กกล้า ออกหน้าจัดการกับปัญหา กวาดใจผู้คนมาไว้ในกำมือ ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงนี้แทน
เช่นนี้ มิใช่สิ่งที่หลิวหลานเองก็ปรารถนาอยู่เช่นกันหรอกหรือ?
บางทีหลายปีมานี้ เขาต้องก้มศีรษะอยู่ใต้องค์หญิงใหญ่มาตลอด ภายในใจคงก่อเกิดความคับแค้นชิงชังมานานแล้วก็เป็นได้
ชาติภพก่อน หลิวหลานคงอาศัยแรงสนับสนุนจากเหล่าขุนนาง รวบรวมความกล้าแตกหักกับองค์หญิงใหญ่ จนเกือบจะได้นั่งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ และนำทัพออกศึกด้วยตนเอง
ทว่าสุดท้าย ผู้ชนะก็ยังคงเป็นองค์หญิงใหญ่อยู่ดี
เมิ่งซีโจวบังอาจคาดเดาว่า เขาอาจเสาะพบลูกไม้บางอย่างที่สวีจี้ชางลงมือไว้ จึงอดไม่ได้ที่จะแอบผลักคลื่นหนุนลมอยู่เบื้องหลัง ช่วยทำให้เรื่องราวยิ่งโหมกระพือครึกโครมใหญ่โตกว่าเดิม เช่น อาจเปลี่ยนแผนเดิมของสวีจี้ชางเสียเอง แล้วส่งข่าวกรองบางส่วนของฝ่ายเราไปให้กองทัพศัตรูจริงๆ
—เพราะอย่างไรเสีย เรื่องเช่นนี้ สวีจี้ชางซึ่งยังตั้งหลักในกองทัพได้ไม่มั่นคง ย่อมทำไม่สำเร็จเป็นแน่ ทว่าสำหรับหลิวหลานแล้ว กลับง่ายดายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
หากสวีจี้ชางโชคดีทำสำเร็จขึ้นมา เขาก็เท่ากับยืมมือผู้อื่นสังหารคน ตนเองเพียงนั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดุจชาวประมงได้กำไร
ต่อให้ล้มเหลวก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เขายังอาศัยโอกาสนี้ลงมือกำจัดคู่แข่งไปได้หนึ่งคน อีกทั้งยังคงรักษาภาพลักษณ์ผู้ภักดีสุดหัวใจต่อหน้าองค์หญิงใหญ่ไว้ได้ดังเดิม
ไม่ว่าจะมองอย่างไร เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ มือของเขาล้วนสะอาดหมดจด ไม่เปื้อนคาวโลหิตแม้สักหยด
ทว่าเพียงเขายื่นมือผลักดันเช่นนี้ โทษของสวีจี้ชางกลับถูกยกขึ้นไปอีกขั้น จากเดิมในชาติภพก่อนที่เป็นเพียงความผิดฐานล่วงเกินผู้บังคับบัญชา คุกเข่ากลางหิมะลงโทษสักเที่ยวก็พอจะคลี่คลายได้ กลับกลายเป็นความผิดฐานทรยศต่อแผ่นดิน แบกชื่อเสียงเน่าเหม็นให้ผู้คนก่นด่าไปชั่วกัปชั่วกัลป์
และสวีจี้ชางเองก็ยิ่งแปลกประหลาดนัก
ด้วยนิสัยหัวแข็งยึดมั่นในเหตุผลจนแทบไม่รู้จักผ่อนปรนของเขา เมื่อหมวกใบใหญ่ที่ชื่อว่า ‘ทรยศต่อแผ่นดิน’ ถูกครอบลงมา เขาควรจะยืดอกโต้เถียงอย่างถึงที่สุด แล้วเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างออกมาอย่างหมดเปลือกจึงจะถูก ไฉนกลับหนีหายไปในค่ำคืนนั้นเสียได้เล่า?
ต้นสายปลายเหตุในเรื่องนี้ เกรงว่ามีเพียงต้องหาตัวเขาให้พบ หรือไม่ก็ต้องกระชากหน้ากากที่แท้จริงของหลิวหลานออกมาเท่านั้น จึงจะสามารถล่วงรู้ความจริงได้
เมื่อถูกเมิ่งซีโจวเกริ่นนำทางเช่นนี้ ซ่งเฉิงจี้ก็พลันคิดทะลวงไปถึงจุดสำคัญของเรื่องนี้ได้ เขาพยักหน้าให้กับนาง
“เยี่ยม เช่นนั้นข้าจะสืบตามร่องรอยนี้ต่อไปเอง”
“ไม่”
องค์หญิงใหญ่พลันยกมือขึ้นขัดคำขององค์รัชทยาทเอาไว้ สีหน้าของนางยามนี้ขาวซีดลงเล็กน้อย หากแววตากลับแน่วแน่ยิ่งนัก
“เรื่องนี้… ให้ข้าเป็นผู้สืบหาข้อเท็จจริงด้วยตนเองเถิด”
เมิ่งซีโจวกะพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจได้ว่า องค์หญิงใหญ่คงคิดจะสะสางคนของตนด้วยตัวเองแล้วกระมัง
การถูกผู้ใต้บังคับบัญชาที่ตนเชื่อใจที่สุดหักหลังเช่นนี้ ทั้งที่ตัวนางเองก็เคยมีบุญคุณชุบเลี้ยงและส่งเสริมเขา ท้ายที่สุดกลับถูกตอบแทนคุณด้วยความแค้น รสชาติเช่นนี้ย่อมมิใช่สิ่งที่จะกลืนลงคอได้ง่ายๆ
การให้นางเป็นผู้สืบหาความจริงด้วยตนเอง บางทีอาจเป็นคำสั่งสอนสุดท้าย ที่นางมอบให้แก่สายสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ในวันวานก็เป็นได้
เจียงจี้เยว่ที่อยู่ด้านข้าง หลังฟังจบก็คล้ายตกอยู่ท่ามกลางหมอกเมฆ จับต้นชนปลายไม่ถูก ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“หา? นี่กำลังพูดปริศนาอันใดกันอยู่ เหตุใดเรื่องนี้จึงวกไปเกี่ยวกับรองแม่ทัพหลิวได้เล่า?”
เมิ่งซีโจวเห็นท่าทางเช่นนั้นของนางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ จึงลุกขึ้นดึงนางให้ลุกตามไป ก่อนจะหันไปคารวะทูลลาองค์หญิงใหญ่และองค์รัชทายาท
“เอาล่ะ เรื่องเปลืองสมองพวกนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทั้งสองพระองค์เถิด ยามนี้เจ้านับว่ามีความดีความชอบใหญ่หลวงแล้ว มิสู้กลับจวนไปฟันบิดาของเจ้าให้เชื่องดีกว่า”
เมื่อเจียงจวี้เยว่ได้ยินถ้อยวาจานี้ ดวงตาก็พลันเปล่งประกายขึ้นทันใด นางถูหมัดข้างหนึ่งเข้ากับฝ่ามือตน สีหน้าเต็มไปด้วยความคึกคักฮึกเหิมเต็มที
“ไปๆๆ! ข้าพร้อมเต็มที่แล้ว!”
เมิ่งซีโจวกับเจียงจี้เยว่แยกออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ ที่หน้าตำหนักองค์หญิงใหญ่ ต่างฝ่ายต่างก็ก้าวขึ้นรถม้ามุ่งหน้ากลับจวนของตน
ภายในจวนจงหย่งโหว…
ช่วงหลายวันมานี้ ฮูหยินเมิ่งกำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมข้าวของ เพื่อให้บรรดาเจ้านายในจวนจงหย่งโหวทั้งหมด ได้เดินทางไปวัดเป่าฮวาในเขตชานเมืองเพื่อกราบไหว้ขอพร
นี่เป็นกำหนดการที่เมิ่งชินรุ่ยวางเอาไว้ตั้งนานแล้ว เคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นติดๆกันไม่หยุดหย่อนนั้น ทั้งเหลวไหลทั้งพิสดารเสียยิ่งกว่างิ้วบนโรงเสียอีก จนทำให้เขาปักใจเชื่อว่า ฮวงจุ้ยในจวนคงต้องเกิดปัญหาเป็นแน่ หรือไม่ก็อาจไปเผลอล่วงเกินสิ่งใดเข้า จำต้องไปกราบไหว้ต่อหน้าพระพุทธองค์ เพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคลออกไปและขอพรสักครา
วันรุ่งขึ้น ขบวนคนของจวนจงหย่งโหวจึงนั่งรถม้ามุ่งหน้าสู่วัดเป่าฮวา
วันนี้ยังประจวบเหมาะ เป็นพิธีปูนบำเหน็จความดีความชอบให้แก่กองทัพที่เพิ่งสิ้นสุดลง ฮ่องเต้ทรงต้องการแสดงให้เห็นว่า พระองค์ได้ให้ความสำคัญต่อชะตาแผ่นดิน จึงเสด็จพร้อมเหล่าพระสนมชั้นสูง ตลอดจนองค์ชายและองค์หญิงหลายพระองค์ ตั้งขบวนราชพิธีอย่างเอิกเกริก มุ่งหน้าไปยังวัดเป่าฮวา เพื่ออธิษฐานให้ปีหน้าฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองสงบสุข ราษรอยู่เย็นเป็นสุข
ขบวนทั้งสองฝ่ายต่างมาพบกันที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าของวัดอย่างพอดิบพอดี ย่อมหลีกไม่พ้นต้องทำการคาราวะทักทายด้วยพิธีรีตองอันยืดยาว งดงามเป็นหน้าเป็นตาอีกคราหนึ่ง
นานครั้งฮ่องเต้จึงจะทรงเสด็จออกมาเป็นประธานเช่นนี้ เจ้าอาวาสวัดเป่าฮวาจึงนำเหล่าภิกษุทั้งวัดออกมารอต้อนรับอยู่นอกประตูก่อนแล้ว คนตระกูลเมิ่งจึงถอยไปยืนรออยู่ด้านข้างอย่างนอบน้อม
สายตาของเมิ่งซีโจวพลันกวาดผ่านบรรดาพระสนม ที่แต่งกายเต็มยศยืนอยู่เบื้องหลังองค์ฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของเมิ่งหนานอี้
มิรู้ว่าบัดนี้นางอยู่ในวังหลังลึกกลืนกินผู้คนแห่งนั้น คงจะกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งกระมัง?