พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่183 คนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง
บทที่183 คนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง
บิดาของสวีจี้ชางนามว่าสวีเจิ้นถิง เป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งร่ำรวยล้นฟ้า ทว่าภายในใจกลับมิเคยละทิ้งบ้านเมือง เขาทุ่มเทเลือดเนื้อแรงใจและความคาดหวังทั้งหมดทั้งมวลไว้ที่สวีจี้ชางผู้เป็นบุตรชาย
กว่ายี่สิบปีที่เขาเฝ้าอบรมบ่มเพาะบุตรชายมาอย่างสุดกำลัง ส่งสวีจี้ชางเข้าไปฝึกในค่ายทหาร ก็เพียงหวังว่าสักวันหนึ่งสวีจี้ชางจะสามารถสืบทอดปณิธานของบรรพชน ฟื้นเกียรติยศอันเกรียงไกรของตระกูลสวีในฐานะตระกูลแม่ทัพ กลับมารับใช้แผ่นดิน และเชิดชูวงศ์ตระกูลให้รุ่งโรจน์ในสายทหารได้อีกครา
นับแต่บุตรชายออกศึก หัวใจของเขาก็ราวแขวนอยู่กลางอากาศทุกเมื่อเชื่อวัน เฝ้าติดตามข่าวคราวจากชายแดนอยู่มิได้ขาด ครั้นทราบว่ากองทัพของฝ่ายเราตีทัพของพวกหมานอี๋จนพ่ายยับ และกำลังจะยกทัพกลับเมืองหลวง หยาดน้ำตาในวัยชราก็ถึงกับไหลพราก รีบเข้าไปคุกเข่าในศาลบรรพชน เอ่ยบอกกับดวงวิญญาณบรรพชนเป็นเวลานานสองนาน
ด้วยความปลื้มปีติยินดีจนล้นอก เขาจึงมองข้ามไปว่า เหตุใดจู่ๆบุตรชายจึงไร้จดหมายติดต่อกับครอบครัว ในใจคิดเพียงว่าศึกสงครามคงดุเดือดเป็นหนักหนาแน่ บุตรชายของเขาจึงไม่มีเวลาใส่ใจกับเรื่องนี้
วันนั้น เขาแบกความภาคภูมิใจและความคาดหวังไว้เต็มหัวใจ มายืนเฝ้ารออยู่ที่หน้าประตูเมือง ชะเง้อคอยด้วยจิตใจจดจ่อ เพียงปรารถนาว่าทันทีที่ขบวนทัพผู้มีชัยเคลื่อนกลับมา เขาจะได้เห็นบุตรชายผู้เป็นความภาคภูมิใจของตนเป็นคนแรก
ทว่าเมื่อผู้คนค่อยๆสลายหายตัว ธงทิวถูกเก็บรวบกลับ เขากลับยังไม่พบเห็นแม้แต่เงาของสวีจี้ชาง
ความไม่สบายใจในอกยิ่งทวีรุนแรงขึ้นทุกขณะ เขาร้อนรนจนต้องเที่ยวออกไปเสาะถาม สุดท้ายกลับได้ยินข่าวหนึ่งจากปากนายทหารที่คุ้นเคยกันดี
และข่าวนั้นก็ประหนึ่งอสุนีบาตฟาดผ่าลงมาในเวลากลางวันแสกๆ
บุตรชายของเขา… สวีจี้ชาง… ทรยศต่อแผ่นดินเสียแล้ว!
ร่วมมือกับทัพฝ่ายศัตรู ก่อกวนกระบวนศึก ครั้นเรื่องแดงขึ้นมาก็หลบหนีไปเพียงลำพัง บัดนี้ไม่รู้ร่องรอย เป็นตายยากจะคาดเดา!
“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!”
สวีเจิ้นถิงประหนึ่งถูกค้อนหนักฟาดลงกลางอก ร่างซวนเซถลาไปก้าวหนึ่ง ทว่ายังคงตะเบ็งเสียงออกมาอย่างหนักแน่นไม่มีลังเล
“จวี้ชางบุตรชายของข้า มีจิตใจจงรักภักดีต่อบ้านเมือง เลือดร้อนหมายตอบแทนแผ่นดิน ฟ้าดินล้วนเป็นพยานได้! เขาไม่มีวันกระทำเรื่องต่ำช้ายิ่งกว่าสุกรสุนัขเช่นนี้แน่ เรื่องนี้จะต้องมีการเข้าใจอะไรผิดอยู่เป็นแน่!”
ประจวบเหมาะในยามนั้น รองแม่ทัพหลิวหลานได้เดินผ่านมา
เมื่อเขาได้ยินเสียงคำรามของสวีเจิ้นถิง ฝีเท้าก็พลันหยุดชะงักลง ใบหน้าฉายแววเสียดายระคนหนักอึ้ง ก่อนจะถอนหายใจคราหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“ท่านสวี ข้ารู้ดีว่าท่านย่อมมิอาจทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้ แต่เรื่องนี้หลักฐานแน่นหนาดุจขุนเขา คนทั้งกองทัพต่างก็รู้กันทั่วแล้ว องค์หญิงใหญ่เองก็ทรงตรวจสอบและวินิจฉัยด้วยพระองค์เอง เกรงว่า…คงไม่มีหนทางให้พลิกกลับได้อีกแล้ว”
หลิวหลานผู้นี้ ก็คือบุคคลที่เหล่าขุนนางในท้องพระโรง ที่พากันคัดค้านการออกศึกขององค์หญิงใหญ่ในคราแรก เป็นผู้ออกแรงผลักดันเสนอชื่ออย่างสุดกำลัง พวกเขาต่างเห็นว่า หลิวหลานเป็นผู้ที่มีความสามารถมากพอจะขึ้นบัญชาการทัพแทนองค์หญิงใหญ่
เขาเป็นคนที่องค์หญิงใหญ่ทรงประคับประคองและส่งเสริมสนับสนุนด้วยสองมือตนเอง ทั้งยังติดตามทำศึกกับองค์หญิงใหญ่มานานหลายปี หากกล่าวถึงฝีมือการเดินทัพทำศึกแล้ว นับว่าเป็นแม่ทัพห้าวหาญที่สามารถยืนหยัดรับหน้าที่ได้ด้วยตนเองลำพังมานานแล้ว
สวีเจิ้นถิงคล้ายถูกสูบเรี่ยวแรงทั้งกายไปในชั่วพริบตา วิญญาณราวล่องลอยหลุดจากร่าง สีหน้าว่างเปล่า ริมฝีปากสั่นระริกขณะพึมพำอย่างไร้สติ
“ไม่จริง…จวี้ชางไม่มีทางทรยศต่อแผ่นดิน…เขาไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่…”
ทันใดนั้น เขาก็พุ่งมือออกไปคว้าจับแขนของหลิวหลานไว้แน่น วิงวอนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
“ท่านแม่ทัพหลิว ข้าขอร้องท่านล่ะ ได้โปรดบอกข้าเถิด นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ข้าฝากจวี้ชางไว้ในกองทัพ ไฉนจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้… ขอท่านได้โปรดเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ข้าฟังทีเถิด เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ อย่าได้ตกหล่นแม้เพียงครึ่งคำ!”
หลิวหลานมีสีหน้าลำบากใจ คล้ายไม่อาจหักใจปฏิเสธบิดาผู้เศร้าโศกจนแทบสิ้นสติผู้นี้ได้ ท้ายที่สุดจึงทอดถอนใจออกมาคราหนึ่ง
“ช่างเถิด… เรื่องนี้ในค่ายทหารก็มิได้เป็นความลับอันใด ข้าจะเล่าให้ท่านฟังสักคราก็แล้วกัน”
เขาค่อยๆเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกมาอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่ที่พวกเขาค้นพบได้อย่างไร ว่าข่าวกรองทางทหารรั่วไหลอย่างผิดปกติ สืบสาวไปจนถึงคนสนิทของสวีจี้ชางได้อย่างไร ตรวจพบจดหมายลับที่ใช้ติดต่อกับฝ่ายศัตรูและของกลางได้เช่นไร กระทั่งท้ายที่สุด ก่อนคืนที่จะมีการจับกุมตัว สวีจี้ชางกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ
เรื่องราวทั้งหมดมิได้ซับซ้อนนัก ดูไปแล้วก็คล้ายไม่มีจุดน่าสงสัยอันใด ที่ควรจะหยิบยกขึ้นมาขบคิดให้ลึกซึ้ง
ดั่งที่หลิวหลานกล่าวไว้ เรื่องนี้นับว่าได้ข้อสรุปจนแทบตอกตะปูปิดฝาโลงแล้ว
ความเพียรพยายามหลายสิบปี กลับสูญสลายไปเช่นนี้
ความยึดมั่นที่ค้ำจุนมานานหลายปี พลันพังครืนลงในชั่วพริบตา!
สวีเจิ้นถิงฟังจบ ก็รู้สึกราวฟ้าดินหมุนคว้าง สองขาอ่อนยวบลง ฉับพลันก็มิอาจประคองกายไว้ได้อีกต่อไป ร่างทั้งร่างล้มผงะไปด้านหลังทันใด
หลิวหลานว่าสายตาว่องไวแล้ว แต่มือไม้กลับว่องไวเสียยิ่งกว่า เขารีบยื่นมือออกไปประคองร่างอีกฝ่ายไว้โดยเร็ว
“โปรดระงับความเศร้าโศกเถิด รักษากายไว้สำคัญยิ่งกว่า!”
สวีเจิ้นถิงผลักมือของเขาออก สีหน้าว่างเปล่าราววิญญาณหลุดลอย เสมือนซากศพเดินได้ ก้าวโซเซหายลับเข้าไปท่ามกลางฝูงชน
หลังจากเขาหันกายเดินจากไป สีหน้าเจ็บปวดและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเสียดายบนใบหน้าของหลิวหลาน ก็พลันเลือนหายไปในชั่วพริบตา ลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ปรากฏแววยิ้มหยันแผ่วเบาวาบผ่าน
ภายในจวนองค์หญิงใหญ่ ความเงียบงันอันเกิดจากเรื่องของสวีจี้ชาง ยังคงแผ่ปกคลุมอยู่มิจางหาย
เมิ่งซีโจวขมวดคิ้วครุ่นคิดหนักหน่วง เริ่มเค้นความทรงจำในชาติภพก่อน เกี่ยวกับเรื่องของสวีจี้ชางในศึกชายแดนคราวนี้อย่างสุดกำลัง
นางไม่เชื่อว่าสวีจี้ชางจะทรยศต่อแผ่นดินได้ มิใช่เพียงอาศัยการสังเกตและสัญชาตญาณของตนเท่านั้น หากแต่ยังมาจากความทรงจำในชาติภพก่อนด้วย
สวีจี้ชางในชาติภพก่อน หลังผ่านเหตุการณ์ในศึกครั้งนี้แล้ว เขายังอาสาขอประจำการอยู่ชายแดนระยะยาวด้วยตนเอง ทั้งยังเคยตั้งปณิธานไว้อย่างห้าวหาญว่า
“ตราบใดที่ยังไม่สามารถตีทัพฝ่ายศัตรูให้แตกพ่ายโดยสมบูรณ์ได้ ข้าจะไม่มีวันหวนคืนกลับเมืองหลวง!”
คนผู้หนึ่งหากมีจิตใจซุกซ่อนเจตนาอื่น ทั้งยังรักตัวกลัวตาย จะกล้าตั้งปณิธานเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?
เช่นนั้นแล้ว แท้จริงสิ่งใดกันที่ทำให้การกระทำของเขาในชาตินี้ กลับพลิกผันไปจากเดิมราวฟ้ากับเหวถึงเพียงนี้ได้?
ตัวแปรสำคัญที่สุดระหว่างชาติภพก่อนกับชาตินี้ ก็คือตัวนาง—เมิ่งซีโจว!
หากมิใช่เพราะนางวางอุบาย ใช้เรื่องที่ตนเข้ารับราชการเป็นขุนนางเบี่ยงเบนสายตาของเหล่าขุนนางในราชสำนัก องค์หญิงใหญ่ย่อมไม่มีทางนำทัพออกศึกได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วถึงเพียงนั้น จำต้องขับเคี่ยวกับเหล่าขุนนางหัวเก่าที่แสนดื้อรั้นพวกนั้นอย่างยากลำบากเสียก่อนเป็นแน่
หากท้ายที่สุดองค์หญิงใหญ่ไม่อาจนำทัพออกรบได้จริง… เช่นนั้น ผู้ที่มีโอกาสจะถูกผลักให้รับบัญชา นำทัพออกรบชายแดนแทนองค์หญิงใหญ่สูงสุดจะเป็นผู้ใดกัน?
ภายใต้ข้อสมมตินี้ ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจะเป็นผู้ใดกันเล่า?
เมิ่งซีโจวเงยหน้าขึ้นมอง แววตากระจ่างใสคู่นั้นจับจ้องไปทางองค์หญิงใหญ่ แล้วจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ทูลองค์หญิงใหญ่ หากครานั้นพระองค์มิอาจยกทัพออกศึกได้จริงๆ ผู้ใดกันจะมีโอกาสสูงสุด ได้นำทัพออกรบและกุมอำนาจทหารชายแดนแทนพระองค์หรือเพคะ?”
แม้องค์หญิงใหญ่จะไม่เข้าใจความหมายในคำถามนั้นนัก แต่ก็ยังขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วให้คำตอบออกมาอย่างแจ่มแจ้ง
“ย่อมต้องเป็นรองแม่ทัพหลิวหลาน ในเวลานั้น พวกตาเฒ่าหัวคร่ำครึในราชสำนักต่างก็พากันเสนอชื่อเขาเช่นกัน หลิวหลานติดตามข้าทำศึกมานานหลายปี ทั้งเรื่องความอาวุโส ทั้งเรื่องความสามารถ หรือกระทั่งความคุ้นเคยในกิจการทางทหาร นอกจากข้าแล้ว เขานับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด”
ในน้ำเสียงขององค์หญิงใหญ่ขณะกล่าว ยังแฝงไว้ด้วยการยอมรับในตัวผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้อยู่ไม่น้อย
“เช่นนั้นก็คงเป็นเขาไม่ผิดแล้ว” ปลายนิ้วของเมิ่งซีโจวเคาะลงบนผิวโต๊ะเรียบลื่นเบาๆ จู่ๆก็กล่าวประโยคนี้ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย