พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่188 ชีวิตในวังหลวง
บทที่185 ชีวิตในวังหลวง
ในดวงตาของเมิ่งซีโจวพลันปรากฏแววเหี้ยมเกรียมเด็ดเดี่ยวขึ้น นางตัดสินใจแน่วแน่ ไม่มีลังเลอีกต่อไป พลันเอนกายไปด้านหลัง แล้วทิ้งตัวกลิ้งลงไปตามเนินดินสูงชันนั้นทันที!
เมื่อเทียบกับการถูกคมดาบสับจนร่างแหลกเหลว มิสู้ทุ่มสุดชีวิตเดิมพันกับทางรอดอันริบหรี่นี้เสียยังดีกว่า!
ดวงตาของชายชุดดำสวมหน้ากากพลันฉายแววตื่นตะลึงขึ้นวูบหนึ่ง เห็นชัดว่า เขาคิดไม่ถึงว่านางจะจิตใจเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ เขาจึงรีบโบกมือสั่งการทันที
“ตามไป! หากเป็นต้องเห็นคน หากตายต้องพบศพ!”
ร่างของนางร่วงหล่นลงจากเนินดินอีกครา ทว่าความเจ็บปวดประดุจร่างแหลกกระดูกป่นอย่างที่คาดไว้นั้น กลับมิได้ถาโถมเข้าใส่ในทันที
ในเสี้ยวขณะที่แรงดิ่งตกของนางกำลังจะพุ่งถึงขีดสุด ก็พลันมีท่อนแขนมั่นคงและทรงพลังคู่หนึ่ง พุ่งเข้ามารับร่างของนางเอาไว้เสียก่อน!
กลิ่นอายเย็นสะอาด เจือด้วยกลิ่นหมึกจางๆสายหนึ่ง พลันโอบล้อมร่างนางไว้ในชั่วพริบตา
กลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก
ในเวลาเดียวกัน คนชุดดำเบื้องบนก็ไล่ตามมาถึงยอดเนินแล้ว และกำลังตั้งท่าจะกระโจนเข้าใส่!
“ไฉนถึงเป็นพระองค์เล่า!”
เมิ่งซีโจวแทบไม่ต้องคิด มือข้างหนึ่งก็คว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้แน่น หมายจะลากอีกฝ่ายวิ่งหนีไปด้วยกัน
“บาดแผลของพระองค์ยังไม่หายดี! คงจะสู้พวกมันไม่ไหวกระมัง?! รีบไปเร็วเข้า!”
ทว่าซ่งเฉิงจี้กลับปกป้องนางไว้เบื้องหลัง เผชิญหน้ากับเหล่าผู้ไล่ล่า สีหน้าของเขาสงบนิ่งดุจผืนน้ำไร้คลื่น เพียงเปล่งเสียงกังวานสั่งการออกมาคำหนึ่ง
“ลั่วกู่!”
สิ้นเสียงเรียกยังไม่ทันจาง เงาร่างหลายสายก็พุ่งทะยานออกมาจากแนวป่าราวลูกธนู เหล่าองครักษ์ยอดฝีมือขององค์รัชทายาทมาถึงทันเวลา และสามารถจัดการจับกุมเหล่าชายชุดดำปิดหน้าทั้งหมดไว้ได้อย่างรวดเร็ว!
จนกระทั่งถึงบัดนี้ สายพิณในใจของเมิ่งซีโจวที่ขึงตึงจนแทบขาด จึงค่อยคลายลงอย่างฉับพลัน
ทว่าทันทีที่จิตใจผ่อนคลาย ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกคมกระบี่ฟันเข้าที่หัวไหล่จนลึกเห็นกระดูก รวมถึงแผลถลอกอีกนับไม่ถ้วนทั่วร่าง ที่เกิดจากการกลิ้งตกลงมาและกระแทกกับพื้น ก็พลันถาโถมเข้าใส่ในคราเดียว!
นางเจ็บปวดจนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน หน้าผากมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นพร่างพรายในชั่วพริบตา รู้สึกเพียงว่าสติสัมปชัญญะคล้ายเลือนรางลงอย่างไม่อาจควบคุม
นางฝืนประคองสติสายสุดท้ายเอาไว้ เผยรอยยิ้มซีดขาวออกมาคราหนึ่ง ทว่ายังมิวายเอ่ยหยอกเย้าออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงยิ่งนัก
“ดูท่า… ลั่วกู่จะยกโอกาสของวีรบุรุษช่วยหญิงงามนี้ให้พระองค์แล้วกระมัง?”
เสียงนั้นแผ่วเบาจวนเจียนสิ้นลม
“ข้าเป็นคนพบเจ้าเป็นคนแรกต่างหาก”
ซ่งเฉิงจี้สัมผัสได้ถึงอาการของนางที่ทรุดฮวบลงอย่างรวดเร็ว คิ้วทั้งสองจึงขมวดแน่นเข้าหากัน เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย โน้มกายลงช้อนอุ้มร่างนางขึ้นมาแนบอกอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงเจือทั้งความหวาดหวั่นที่ยังไม่จางหาย และโทสะที่สะกดกลั้นไว้ไม่อยู่
“เจ้าบ้านั่นคุ้มกันนายไม่ได้เรื่องเช่นนี้! กลับไปย่อมต้องถูกข้าลงโทษสถานหนักแน่!”
ร่างของนางพลันลอยพ้นขึ้นจากพื้น เมิ่งซีโจวขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
นางจดจำได้อย่างชัดเจน การเดินทางไปชายแดนครั้งนี้ องค์รัชทายาทได้รับบาดเจ็บสาหัสนัก แม้แต่วันนี้ที่เขามาสวดมนต์ขอพร ก็ยังต้องฝืนประคองเรี่ยวแรงมา ใบหน้าของเขาจนบัดนี้ยังคงซีดขาวเพราะการเสียเลือด
“อย่าอุ้มหม่อมฉันเลย…” น้ำเสียงของนางอ่อนแรง ทว่าแฝงความร้อนอกร้อนใจอยู่หลายส่วน “พระองค์ยังทรงบาดเจ็บหนักถึงเพียงนั้น รีบปล่อยหม่อมฉันลงเถิด”
แม้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ปฏิกิริยาแรกของนางกลับมิใช่การคำนึงถึงข้อครหาชายหญิง มิใช่แม้แต่อาการดีอกดีใจที่รอดตายมาได้ หากแต่เป็น… ความห่วงใยในตัวเขาอย่างนั้นรึ?
ท่อนแขนของซ่งเฉิงจี้ที่ประคองอุ้มร่างนางไว้พลันชะงักไปเล็กน้อย ประหนึ่งว่าส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดในหัวใจได้ถูกบางสิ่งแตะกระทบเบาๆเข้าให้แล้ว ความรู้สึกเปรี้ยวฝาดยากเอื้อนเอ่ย พลันถักร้อยเข้ากับกระแสอบอุ่นสายหนึ่ง แล้วเอ่อล้นขึ้นเต็มแผ่นอก
….
เมิ่งหนานอี้ส่งเสียงหอบหายใจหนักหน่วง นอนฟุบอยู่ด้านหลังประตู ทั้งอยากจะร้องไห้ทั้งอยากจะหัวเราะในเวลาเดียวกัน
เมื่อครู่ นางเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วจริงๆ
เล่ห์กลของเหล่าสตรีภายในวังหลวงนั้น… มิใช่สิ่งที่นางจะสามารถจะจินตนาการได้เลยจริงๆ
นางเพิ่งจะเข้าวังมาเพียงแค่สิบกว่าวันเท่านั้น กลับรู้สึกคล้ายมีชีวิตมิสู้ตายเสียแล้ว
หากมิใช่เพราะฮูหยินเมิ่งยื่นมือช่วยนางไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า นางคงไร้หนทางมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้นานแล้ว
ฮ่องเต้… เกรงว่าคงจะเป็นบุรุษที่ไร้น้ำใจที่สุดในใต้หล้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
แท้จริงแล้ว มองออกได้ไม่ยากว่า ฝ่าบาททรงมีความสนใจในตัวนางอยู่ไม่น้อย ทว่า… ก็เป็นเพียงความสนใจเท่านั้น ไม่มีเศษเสี้ยวของความผูกพันหรือความรักใคร่แม้เพียงครึ่งส่วน
เมิ่งหนานอี้มิใช่คนประเภทที่จะคิดสั้น ร้องไห้คร่ำครวญหาความตายเพียงเพราะตกอยู่ในทางตัน ในเมื่อแม้แต่ความตายนางยังไม่หวาดหวั่นแล้ว นางจะกลัวกับการมีชีวิตอยู่ต่อไปไย?
ยามถูกส่งตัวเข้าวังหลวง นางเองก็เคยสิ้นหวังจนหัวใจประหนึ่งเถ้าถ่านอยู่ช่วงหนึ่งแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินเมิ่งยังเป็นผู้ที่ส่งตัวนางมาที่นี่ด้วยสองมือตน นางจึงเข้าใจว่านางถูกทอดทิ้งเสียแล้ว
นางเคียดแค้นจนถึงขั้นลงมือแทงตุ๊กตาฟาง ที่เขียนวันเดือนปีเกิดของฮูหยินเมิ่งไว้ทุกเมื่อเชื่อวันที่อยู่ในวังหลวงแห่งนี้
แต่นางไม่มีวันยอมจำนนต่อชะตากรรมแน่!
นาง เมิ่งหนานอี้ ไม่มีทางมีชีวิตต่ำต้อยไร้ค่า ต่อให้ถูกนังบ่าวชั้นต่ำอย่างเมิ่งซีโจวทำร้าย จนต้องตกมาอยู่ในสถานที่กินคนไม่คายกระดูกแห่งนี้ นางก็จะต้องอาศัยกำลังและสองมือตน ฝ่าฟันจนสามารถสร้างฟ้าดินของตนขึ้นมาให้ได้!
นางจะต้องทำให้เมิ่งซีโจวรู้ให้จงได้ว่า คำว่า ‘นังบ่าวชั้นต่ำ’ นั้น เป็นชะตาชีวิตของเมิ่งซีโจว หาใช่ของเมิ่งหนานอี้ไม่!
ทว่าที่นางคิดไม่ถึงก็คือ วันคืนในวังหลวงนั้น หาใช่ชีวิตที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะทนรับไหวจริงๆ…
ทั้งเล่ห์กลของเหล่าสตรีในวังหลวง ก็หาใช่การเล่นสนุกแบบเจ้าโต้ข้า ข้าตอบเจ้า ราวกับเด็กเล่นขายของเช่นนั้น…
นางถึงขั้นไม่มีแม้แต่ช่องว่างเพียงครึ่งส่วนให้ได้ดิ้นรนขัดขืน ก็ถูกกดทับไว้จนแน่นหนาประหนึ่งไร้สิ้นทางรอด ความโปรดปรานจากฝ่าบาทที่นางทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วงชิงมาได้นั้น แท้จริงแล้วกลับไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง!
ฮ่องเต้เสด็จมาหานางบ่อยก็จริง แต่ไม่ว่านางจะแสร้งทำตัวน่าสงสารสักเพียงใด ไม่ว่านางจะเผยรอยแผลตามเรือนกายให้พระองค์ทอดพระเนตรเท่าไหร่ หรือถึงขั้นทูลฟ้องออกไปตรงๆ พระองค์ก็เพียงทรงยิ้มแล้วปล่อยผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ
“เจ้าเพิ่งเข้าวังได้ไม่นาน ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอของพวกนาง ย่อมหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกันมิได้ คิดว่าอีกสักระยะก็คงจะดีขึ้นเอง”
หากฝ่าบาทไม่ทรงยื่นมือเข้ามาจัดการ อีกสักระยะของพระองค์นั้น เกรงว่านางคงจะตายไปแล้วเป็นแน่!
เมิ่งหนานอี้เงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้อย่างไม่อยากเชื่อสายตา ทว่ากลับเห็นบนพระพักตร์ของพระองค์นั้น ปราศจากความเจ็บปวดใจใดๆ ทั้งยังไร้ความเวทนาแม้ครึ่ง มีเพียงรอยแย้มสรวลประดับอยู่เท่านั้น ทำให้นางพลันรู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วทั้งร่าง…