พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่189 ถูกให้ร้ายกลายเป็นฆาตกรฆ่ามารดา!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่189 ถูกให้ร้ายกลายเป็นฆาตกรฆ่ามารดา!
บทที่189 ถูกให้ร้ายกลายเป็นฆาตกรฆ่ามารดา!
ซ่งเฉิงจี้โอบนางไว้ในอ้อมแขน ปลายเท้าแตะผ่านหมู่ศิลาและแมกไม้เพียงไม่กี่ครา อาศัยแรงส่งจากสิ่งเหล่านั้นพาร่างทั้งสองทะยานสูงขึ้นไปอย่างมั่นคง
เมิ่งซีโจวเอนกายพิงพักอยู่ในอ้อมอกของเขา พยายามฝืนประคองสติของตนไว้อย่างสุดกำลัง ไม่ยอมให้ตนเองหมดสติไปอย่างเด็ดขาด ทว่าทัศนวิสัยเบื้องหน้ากลับยังคงพร่าเลือนอย่างมิอาจควบคุม สุดท้ายก็ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดโดยสมบูรณ์
ความจริงแล้ว… นางหวาดกลัวการหมดสติเป็นที่สุด
ห้วงความมึนงงสับสนแล้วหมดสติไปนั้น ยามฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าตนอยู่แห่งหนใด ไม่รู้ว่าวันคืนผันผ่านไปถึงเมื่อไหร่นั้น สำหรับนางแล้ว มันคือความน่าหวาดหวั่นและยากจะควบคุมอย่างที่สุด
นางกลัวว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครา ตนจะกลับไปอยู่ในเรือนกระเบื้องผุพังอับชื้นของสกุลจางในหมู่บ้านเสี่ยวเหออีกครา กลิ่นเชื้อราลอยคลุ้งอยู่เต็มห้อง มือเท้าถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่เหล็ก
หรือไม่ก็… กลับไปยังหอนางโลมชั้นต่ำแห่งนั้น
นางกลัวว่าเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะพบว่า การได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเพียงความฝันที่นางสร้างขึ้นเพราะความเจ็บปวดกายใจ ที่รุนแรงเกินกว่าจะทนรับไหวเท่านั้น
ความทรงจำมืดมนเหล่านั้น ที่นางเคยทุ่มอย่างสุดกำลังเพื่อดิ้นรนจนหลุดพ้นมาได้ บัดนี้กลับแย่งกันถาโถมเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่ง หมายจะฉุดกระชากนางกลับลงไปในหุบเหวแห่งความสิ้นหวังนั้นอีกครา แล้วกลืนกินนางให้จมมิดไปทั้งตัว
“ไม่…” ท่ามกลางความมึนงงเลือนราง เมิ่งซีโจวขมวดคิ้วแน่นโดยไม่รู้ตัว เสียงละเมอแผ่วเบาเจือความหวาดผวาอย่างชัดเจน
นางดิ้นรนสุดชีวิตอยู่ในฝันร้าย ราวกับคนที่กำลังจมน้ำ และกำลังตะเกียกตะกายเพื่อคว้าเศษไม้ลอยน้ำเพียงชิ้นเดียวเอาไว้ให้ได้
ฉับพลันนั้นเอง นางก็เบิกตาโพลงตื่นขึ้น!
เมิ่งซีโจวหอบหายใจถี่อยู่หลายครา ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือหัวเตียงที่สลักลวดลายดอกบัวพันเถาไว้อย่างประณีตซับซ้อน
ที่นี่คือห้องของนางในเรือนรับรองของตำหนักองค์หญิงใหญ่
“เจ้าฟื้นแล้วรึ?” เสียงหนึ่งพลันเปล่งดังขึ้นจากด้านข้าง น้ำเสียงเจือความเป็นห่วงเป็นใยชัดเจน
เมิ่งซีโจวหันหน้าไปมอง จึงพบว่าซ่งเฉิงจี้เฝ้าอยู่ข้างเตียงมาโดยตลอด ยามนี้เขากำลังทอดสายตามองนางแน่นิ่ง แววตายังปรากฏร่องรอยวิตกกังวลไม่หาย
“อยากดื่มน้ำสักหน่อยหรือไม่?” เขาเอ่ยถามเสียงเบา
เมิ่งซีโจวอ้าปากโดยไม่รู้ตัว ลำคอแห้งผากประหนึ่งถูกกระดาษทรายครูดผ่าน ทั้งแสบทั้งเจ็บจนร้อนผ่าว
“หม่อมฉัน… สลบไปนานเท่าใด?”
องค์หญิงใหญ่ที่นอนเอนกายพักสายตาอยู่บนตั่งนุ่มด้านข้าง เมื่อได้ยินเสียงก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินปรี่เข้ามาทันที นางรับถ้วยน้ำอุ่นจากมือนางกำนัลมา แล้วประคองยื่นจ่อไปที่ริมฝีปากของเมิ่งซีโจวอย่างระมัดระวัง
“ราวหนึ่งชั่วยามได้กระมัง ตอนนี้เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”
เมิ่งซีโจวจิบน้ำอุ่นจากมือองค์หญิงใหญ่ไปสองคำ จึงค่อยรู้สึกราวกับฟื้นคืนชีพขึ้นมาบ้าง
นางฝืนขยับกายคิดจะลุกนั่ง ทว่าพอสะเทือนไปถึงบาดแผลบนหัวไหล่ ความรู้สึกเจ็บแปลบก็พลันแล่นปราดขึ้นทันใด เจ็บปวดเสียจนนางต้องสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่
“เมิ่งชินรุ่ยรู้หรือไม่ว่าหม่อมฉันอยู่ที่นี่?” เมิ่งซีโจวหันไปถามซ่งเฉิงจี้
ซ่งเฉิงจี้ส่ายหน้า คิ้วได้รูปทั้งสองขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ข้ายังไม่ได้แจ้งไปทางจวนโหว”
เมิ่งซีโจวเข้าใจได้ในบัดดล
ยามนี้จวนจงหย่งโหว เกรงว่าคงจะกำลังโกลาหลจนแทบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินแล้วกระมัง!
รถม้าที่นางกับฮูหยินเมิ่งนั่งไปด้วยกัน เกิดอุบัติเหตุพลัดตกหน้าผาอย่างกะทันหัน จวนโหวย่อมต้องเร่งระดมคนลงไปค้นหา สุดท้ายก็ต้องพบฮูหยินเมิ่งที่ติดอยู่ในเกี้ยวรถม้า ทั้งยังถูกนางแทงไปหนึ่งแผลด้วย!
ไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปถึงทันเวลา หรือล้าช้าเพียงใดกัน? ฮูหยินเมิ่งจะมีโอกาสเสียเลือดมากจนสิ้นใจตายไปก่อนหรือไม่?
เมิ่งซีโจวกลับรู้สึกว่า คนชั่วดวงแข็งเยี่ยงนางคงไม่ตายง่ายดายถึงเพียงนั้นแน่
และหากฮูหยินเมิ่งได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจริง เพื่อเอาตัวรอด ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้นางเล่นงานกลับได้ ฮูหยินเมิ่งย่อมไม่ลังเลจะสาดโคลนทั้งหมดใส่นางแน่!
ฮูหยินเมิ่งย่อมต้องใส่ความว่า ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของนาง-เมิ่งซีโจว กล่าวหาว่านางผูกใจเจ็บเพราะถูกเลี้ยงดูอย่างลำเอียงมาแต่เล็ก จึงบังเกิดความแค้นฝังใจ คิดสังหารมารดาโดยเจตนา! ครั้นลงมือครั้งเดียวไม่สำเร็จ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเหล่าองครักษ์ที่ออกตามหา จึงได้ลนลานหนีเตลิดเปิดเปิงไป…
จากความเข้าใจที่เมิ่งซีโจวมีต่อฮูหยินเมิ่ง ถ้อยวาจาแก้ต่างชุดนี้ เกรงว่าคงไม่ผิดไปจากความจริงสักแปดเก้าส่วน!
เช่นนั้น นางก็ยิ่งต้องฉวยโอกาสตอนที่บาดแผลยังไม่หายดี รูปลักษณ์ยังดูน่าเวทนาอเนจอนาถมากนี้ รีบกลับจวนไปในทันที เพื่อร่วมกินโจ๊กหม้อใหญ่ที่กำลังเดือดพล่านร้อนๆอยู่ในจวนสักคำ
“หม่อมฉันต้องกลับจวนเดี๋ยวนี้” เมิ่งซีโจวกล่าวจบ ก็เลิกผ้าห่มขึ้น หมายจะลงจากเตียงไปในทันที
“เหลวไหล!”
“ไม่ได้!”
องค์หญิงใหญ่และซ่งเฉิงจี้แทบจะเอ่ยปากห้ามปรามขึ้นพร้อมกัน!
เดิมทีเมิ่งซีโจวเพียงรู้สึกว่าร่างกายของตนเพียงอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่กลับคิดไม่ถึงว่า แค่ขยับตัวจะสวมเสื้อเท่านั้น บาดแผลตรงหัวไหล่ที่พันผ้าไว้อย่างดี ก็กลับฉีกเปิดอ้าออกอีกครั้ง โลหิตสีแดงฉานบาดตาไหลซึมเปื้อนแขนเสื้อเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว
“ดูเจ้าสิ! แผลปริออกอีกแล้ว!” องค์หญิงใหญ่ทั้งโกรธทั้งร้อนใจ รีบกดร่างของนางเอาไว้ทันที
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับเอียงศีรษะมองรอยเลือดที่กำลังขยายวงอย่างรวดเร็วนั้นปราดหนึ่ง ในดวงตาไม่เพียงไร้แววเจ็บปวด กลับยังเปล่งประกายวาววับด้วยความยินดีประหนึ่งได้รับของล้ำค่า!
“เช่นนี้ก็ยิ่งดี!” นางเงยหน้าขึ้นทันที แววตาเร่าร้อนจับจ้องไปทางองค์หญิงใหญ่และซ่งเฉิงจี้ “อาศัยลมส่งเรือลำนี้พอดี ส่งหม่อมฉันกลับจวนโดยเร็วเถิด”
“เมิ่งซีโจว เจ้าเสียสติไปแล้วกระมัง?!” องค์หญิงใหญ่แทบจะถูกความรู้สึกไม่แยแสต่อชีวิตตนเองของนาง ทำให้โกรธจนต้องหัวเราะออกมา “นี่เจ้าเห็นชีวิตตนไม่สำคัญเลยรึ? ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่คับฟ้าเพียงใด ก็ต้องรักษาบาดแผลให้หายก่อนแล้วค่อยคิดทำการ!”
เมิ่งซีโจวรีบประสานมือทั้งสองเข้าหากัน ทำท่าทางน่าสงสารอ้อนวอนต่อองค์หญิงใหญ่ทันที ทว่าน้ำเสียงกลับกระจ่างชัดผิดกับท่าทางอย่างมาก
“องค์หญิงใหญ่เพคะ แต่หากหม่อมฉันยังไม่กลับไปอีก หมวกใบใหญ่อย่างข้อหา ‘ลอบปลิดชีวิตมารดาแต่ไม่สำเร็จ’ ใบนี้ เกรงว่าคงถูกกดสวมลงบนศีรษะของหม่อมฉันจนแน่นสนิท ถึงเวลานั้น ต่อให้หม่อมฉันคิดจะถอดออก ก็คงยากจะทำได้แล้วเพคะ!”
องค์หญิงใหญ่ได้ยินดังนั้น สีพระพักตร์พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในชั่วพริบตา ไอหนาวเหน็บพลันแล่นวาบขึ้นในดวงเนตรหงส์ทั้งสอง
“เจ้าหมายความเช่นใด? ฮูหยินเมิ่งคนนั้นถึงกับกล้าสาดน้ำโคลนเช่นนี้ใส่เจ้าเชียวรึ?”