พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่2 ของชั้นต่ำมิอาจขึ้นสู่เวที ช่างอัปมงคลโสมมยิ่งนัก
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่2 ของชั้นต่ำมิอาจขึ้นสู่เวที ช่างอัปมงคลโสมมยิ่งนัก
บทที่2 ของชั้นต่ำมิอาจขึ้นสู่เวที ช่างอัปมงคลโสมมยิ่งนัก
บทที่2 ของชั้นต่ำมิอาจขึ้นสู่เวที ช่างอัปมงคลโสมมยิ่งนัก
ถ้อยวาจาประโยคสุดท้ายนี้ เปรียบประหนึ่งน้ำที่สาดลงไปในกระทะน้ำมันเดือดพล่าน!
ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวเหอแห่งนี้ ล้วนมีนิสัยชอบซุบซิบนินทา ทั้งยังชื่นชอบการเสพเรื่องชวนหัวของผู้อื่นอยู่เป็นนิจ หาไม่แล้ว ไฉนเพียงได้ยินคำว่า ‘จับชู้’ ค่ำคืนดึกดื่นก็ยังพากันกรูออกมาราวกับมดแตกรังด้วยเล่า
เพื่อเสาะหาความตื่นเต้นเร้าใจ สองสามีภรรยาคู่นั้นถึงกับเรียกมารดาบังเกิดเกล้าให้มาจับผิดตนเองเชียวหรือ? เรื่องอัปยศเช่นนี้ ชั่วชีวิตยังไม่เคยได้ยิน!
ชาวบ้านต่างหันไปมองหน้ากันไปมา ก่อนเสียงหัวเราะคิกคักและเสียงวิพากษ์จะปะทุขึ้นอย่างมิอาจอดกลั้นได้
“หึๆ ดูไม่ออกเลยว่าสองผัวเมียจะเล่นพิสดารกันได้ถึงเพียงนี้?”
“ฮ่าๆ ดูสิ เข็มที่ปักเต็มตัวเด็กนั่น หากจะปักให้หมดจำต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วยาม! แม่เ่าจาง นี่เจ้าคงจะสติวิปลาสไปแล้วกระมัง จึงได้เที่ยวพาลกัดผู้คนไปทั่วเช่นนี้!”
แม่เ่าจางพลันตระหนักชัดเจนว่า ตนได้ถูกบุตรีหลอกลวงเสียจนตกหลุมพรางเข้าเต็มๆ ต้องกลายมาเป็นตัวตลกให้คนทั้งหมู่บ้านได้หัวเราะเยาะเล่นแล้ว!
สะใภ้ตระกูลหวังผู้ซึ่งไม่ลงรอยกับแม่เ่าจางเป็นทุนเดิม ยามนี้ยืนกอดอกพลางกลอกตามองอย่างเหยียดหยัน “ช่างเป็นพวกต่ำทราม มิอาจขึ้นสู่เวทีได้! เรื่องสกปรกโสมมเช่นนี้ ฟังแล้วถึงกับทำให้หูของข้าต้องพลอยแปดเปื้อนไปด้วย!”
“พวก…พวกเจ้า!” แม่เ่าจางเดือดดาลจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำราวตับสุกร ยามนี้แทบจะสิ้นสติล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที!
ลู่เอ้อร์เหนียงซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับตระกูลจาง พลันเอ่ยขึ้นด้วยความฉงนสงสัยว่า
“แต่สถานที่แห่งนั้นก็มิได้มีผู้ใดอยู่เลยมิใช่รึ?”
สะใภ้ตระกูลหวังฟังแล้วถึงกับหัวเราะจนตัวงอ พลางกล่าวอย่างเย้ยหยัน
“โถๆ ลู่เอ้อร์เหนียงจ๊ะ เจ้านี่มันช่างโง่งมเสียจริงเชียว! แม่เ่าจางพาชาวบ้านไปด้วยตั้งมากมายถึงเพียงนี้ แล้วสองผัวเมียนั่นจะยังไม่รีบไปหาที่หลบซ่อนอย่างนั้นรึ? ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะซ่อนตัวอยู่หลังฟางกองใดกองหนึ่ง คอยแอบดูมารดาตนต้องอับอายขายหน้าอยู่ก็เป็นได้!”
“ข้าจะฉีกปากที่แสนต่ำช้าของเจ้าให้ขาดเลยคอยดู!”
แม่เ่าจางที่พยายามสะกดกลั้นทั้งโทสะและความอัปยศอดสูมาเป็นเวลานาน บัดนี้พลันปะทุเดือดดาลขึ้น นางกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะพุ่งกระโจนเข้าตะลุมบอนใส่คู่อริอย่างสะใภ้ตระกูลหวัง!
บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นอลหม่านวุ่นวายขึ้นทันใด
ครั้นเห็นว่าสถานการณ์เริ่มบานปลายใกล้จะควบคุมไม่อยู่แล้ว ผู้ใหญ่บ้านซึ่งก่อนหน้านี้แสร้งหูหนวกเป็นใบ้ จึงต้องรีบตวาดเสียงเข้มขึ้นว่า
“พอได้แล้ว! หยุดมือกันเสียเดี๋ยวนี้!”
จากนั้น เขาก็ชี้นิ้วสั่งการชายฉกรรจ์หลายคนในที่แห่งนั้น
“พวกเจ้านำคนมากหน่อยกลับไปตรวจค้นสถานที่แห่งนั้นให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง! และเพื่อความรอบคอบ จงไปตรวจค้นที่บ้านตระกูลจางด้วย!”
สายตาของเขาเย็นเยียบดั่งมีดคม กวาดมองไปทางเมิ่งซีโจว และแม่เ่าจางที่กำลังนอนหายใจหอบอยู่บนพื้น
เวลาค่อยๆเคลื่อนผ่านไปทีละน้อย
บรรยากาศความกดดันได้แผ่ซ่านอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
แม่เ่าจางจ้องเขม็งไปทางเมิ่งซีโจว ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความเคียดแค้น แดงก่ำประหนึ่งว่าโลหิตจะหยดไหลออกมาได้ทุกเมื่อ
ในที่สุด ชายฉกรรจ์หลายคนที่ถูกสั่งให้ไปค้นหาสองสามีภรรยาก็กลับมา สีหน้าของแต่ละคนล้วนซีดขาวประหนึ่งไร้โลหิตหล่อเลี้ยง
“พบพวกเขาแล้ว…”
ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน “สองผัวเมียนั่นกลายเป็นศพอยู่ที่บ่อร้างไปแล้ว… ช่างตายอย่างน่าสลดนัก เสื้อผ้าก็หลุดลุ่ยกระจัดกระจาย คาดว่าพวกเขาทั้งสองคงจะหวาดกลัวว่าแม่เ่าจางจะพาคนมาพบเห็นเข้า จึงรีบลนลานหาที่หลบซ่อน จนพลาดพลั้งพลัดตกลงไปในบ่อร้างเข้า…”
“อะไรนะ?!” แม่เ่าจางกรีดร้องเสียงแหลมออกท่ พลันผุดลุกขึ้นจากพื้นทันที “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดกัน!”
บรรดาชาวบ้านคนอื่นๆต่างพากันตะลึงงัน เดิมทีพวกเขาออกมากลางดึกก็เพื่อเสพความสนุกครึกครื้น แล้วเหตุไฉนพริบตาเดียวกลับกลายเป็นงานอัปมงคลไปได้เล่า?
ในดวงตาของเมิ่งซีโจวพลันเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความตระหนกตกใจ กรีดร้องเสียงดังออกมาทันที “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?… ท่านแม่ ได้โปรดสงบจิตสงบใจด้วยเถิด…”
คำว่า ‘สงบจิตสงบใจ’ นั้น เปรียบประหนึ่งเข็มแหลมทิ่มแทงลงกลางใจของแม่เ่าจาง นางถึงกับสะดุ้งเฮือก พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงชี้นิ้วใส่หน้าเมิ่งซีโจวพลางตวาดเสียงดังลั่น
“เป็นเจ้า! เป็นนังแพศยาตัวนี้แน่แท้! ตอนที่ข้าออกจากบ้านมา คล้ายได้ยินซานเจียวกับหลิวหมิงกรีดร้องโหยหวนอยู่ทางฝั่งนั้น… ต้องเป็นเจ้าที่ลงมือกับพวกเขาสองคนแน่ๆ!”
เมิ่งซีโจวค่อยๆลุกขึ้นจากขอบเตียง ก้าวเดินไปทีละก้าว เชื่องช้าแต่หนักแน่น ประหนึ่งยมทูตแห่งนรกโลกันตร์ที่เริ่มเยื้องย่างเคลื่อนเข้าใกล้แม่เ่าจางผู้ใกล้จะเสียสติเต็มที…
“เสียงกรีดร้องรึ? ท่านแม่คงได้ยินผิดไปกระมัง ข้าคิดว่าคงเป็นเสียงกรีดร้องของพี่สาวกับพี่เขย ที่กำลังเริงสวาทแถวกลางป่ากันอย่างสุขสมทีเดียวเสียมากกว่า ดูท่า… คงจะสุขสมจนมิอาจยับยั้งเสียงร้องครวญครางได้ต่างหาก!”
ครืน—!
วาจานี้ประหนึ่งอัสนีบาตฟาดผ่าลงกลางฝูงชน ทำเอาชาวบ้านทั้งหลายต่างพากันตะลึงงันจนพูดไม่ออก กระทั่งหญิงชราหลายคนในที่นั้นยังถึงกับใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความกระดากเขินอาย