พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่203 อนุผู้นี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังอีกแล้ว!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่203 อนุผู้นี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังอีกแล้ว!
บทที่203 อนุผู้นี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังอีกแล้ว!
สายตาของเมิ่งซีโจวยังคงตรึงแน่นอยู่ที่จางจั๋วในร่างของเมิ่งจิ่งหมิงไม่คลาย แววตานั้นสงบนิ่งยิ่งนัก แต่หากกลับแฝงแรงกดดันหนักอึ้งประหนึ่งภูผาพันชั่งไว้ คล้ายกำลังบีบคั้นเขาอย่างไร้สุ้มเสียง ให้ต้องยอมรับอะไรบางอย่างออกมา
จางจั๋วถูกสายตาของนางกดข่มจนขวัญหนีดีฝ่อ ชั่วขณะที่รู้สึกเลือนรางนั้น เขากลับคล้ายรู้สึกถึงสัมผัสเย็นเยียบของคมมีด ที่แนบลงบนลำคอของตนก่อนสิ้นใจในชาติก่อนอีกครา เขาจึงตระหนักว่า หากตนยังไม่อ้าปากเอ่ยอันใดออกมาสักอย่าง อีกเพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนี้ นางคงจะหั่นร่างเขาเป็นชิ้นๆต่อหน้าผู้คนเป็นแน่
เขาจึงฝืนรวบรวมสติที่เหลืออยู่ ครุ่นคิดหาคำแก้ต่างสักสองสามคำ ทว่ากลับอึกอักพูดไม่ออก ประหนึ่งว่ากำลังถูกมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งบีบรัดลำคอเอาไว้แน่น เหงื่อเย็นไหลย้อยลงมาตามสองข้างขมับ ริมฝีปากสั่นระริกอยู่อย่างนั้น และท้ายที่สุดก็ยังไม่อาจเปล่งวาจาออกมาได้แม้แต่คำเดียว
ท่ามกลางสภาวะที่กำลังตึงเครียดนี้ เมิ่งซีโจวกลับเปลี่ยนสีหน้าอย่างกะทันหัน
กลิ่นอายกดข่มน่าหวาดหวั่นเมื่อครู่พลันสลายหายไปจนสิ้น สิ่งที่เข้ามาแทนกลับเป็นความวิตกกังวลบนใบหน้า
นางถึงกับขยับเข้าไปใกล้ ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ อีกก้าวหนึ่ง น้ำเสียงเจือสะอื้นขึ้นมาในบัดดล
“พี่รอง! ท่านจำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆด้วย! ชื่อจางจั๋วนี้ เป็นชื่อที่ตอนเด็กๆพวกเราสองคนเล่นตั้งบ้านเรือนกัน ท่านแพ้การละเล่น ข้าจึงดึงดันจะตั้งชื่อใหม่ให้ท่าน ทั้งยังบังคับให้ท่านต้องยอมรับข้าเป็นพี่สาว เรื่องเหล่านี้… ท่านกลับนึกไม่ออกแม้แต่น้อยแล้วรึ?”
นางเริ่มพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว!
ฮูหยินเมิ่งยืนฟังอยู่ด้านข้าง คิ้วขมวดแน่นจนแทบผูกเป็นปม อกพลันอัดแน่นขึ้นมาเป็นระลอก
เมิ่งซีโจวผู้นี้ ฝีมือในการปั้นเรื่องกลบเกลื่อนช่างร้ายกาจขึ้นทุกทีแล้วจริงๆ!
ไม่ว่าก่อนหน้านางจะเอ่ยถ้อยคำเหลวไหลสักเพียงใด สุดท้ายนางก็ยังสามารถอ้อมวกกลับมาให้ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลได้เสมอ!
ทว่าคำโป้ปดที่ดูราวกับมีช่องโหว่อยู่ทั่วทั้งร่างเช่นนี้ นางกลับไม่อาจเอ่ยปากโต้แย้งได้แม้สักคำ เพราะไม่ว่าจะฟังจากถ้อยคำตรงๆ หรือความหมายแฝงเร้น เมิ่งซีโจวก็ล้วนกล่าวถึงเพียงการละเล่นในวัยเยาว์ระหว่างพี่ชายน้องสาวทั้งสิ้น ผู้ใหญ่ไม่รู้เห็นด้วยย่อมเป็นเรื่องธรรมดา นางจึงไม่มีช่องให้สอดปากเข้าไปได้เลยจริงๆ!
จางจั๋วถูกกระบวนท่านี้ของเมิ่งซีโจวเล่นงานจนมึนงงไปหมด ในสมองว่างเปล่าขาวโพลน ทำได้เพียงอ้าปากอย่างไร้ประโยชน์
“ขะ…ข้า…ข้า…”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ เมิ่งชินรุ่ยที่งุนงงสับสนมาตลอดตั้งแต่ต้น ในที่สุดก็สำคัญตนว่าจับต้นชนปลายได้แล้ว เขาจึงร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่งคล้ายเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก่อนจะหันไปมองเมิ่งจิ่งหมิง แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
“จิ่งหมิง นี่เจ้า…จำเรื่องราวในอดีตมิได้จริงๆรึ?”
เมิ่งชินรุ่ยลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เช่นนี้เท่ากับว่าวาจาเหลวไหลทั้งหลาย ที่เมิ่งซีโจวพูดพล่ามออกมาก่อนหน้านี้ ย่อมเท่ากับได้รับการอธิบายอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
จางจั๋วเพียงสัมผัสได้ว่าเหงื่อเย็นได้เปียกชุ่มเต็มแผ่นหลังของตน จนยามนี้ได้ซึมเปียกออกมาถึงเสื้อชั้นนอกแล้ว
เรื่องความจำเสื่อมนั้น ทันทีที่ถูกเปิดโปงต่อหน้าผู้คน เขาก็ไม่มีทางปฏิเสธได้อีก
เพราะคนผู้หนึ่งที่ไร้ความทรงจำ ต่อให้ภายภาคหน้าผู้อื่นจะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเมิ่งจิ่งหมิงให้เขาฟังอย่างละเอียดสักเพียงใด ในวันข้างหน้าย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะเผยพิรุธออกมา และถูกผู้อื่นจับได้ในที่สุด
แต่ยามนี้เขาตกอยู่ในสภาพขี่หลังเสือยากจะลงได้แล้ว หากเอ่ยปฏิเสธ สายตาดุจจะเข่นฆ่าผู้คนของเมิ่งซีโจวเมื่อครู่…
เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลูกกระเดือกเคลื่อนขึ้นลง สุดท้ายจึงทำได้เพียงพยักหน้าอย่างเชื่องช้า ราวกับเรี่ยวแรงทั้งร่างถูกสูบจนเหือดแห้ง น้ำเสียงแหบพร่าและฝืดเฝื่อน
“ใช่ขอรับ ท่านพ่อ เรื่องราวมากมาย…บุตรจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ว่า…”
เขายังคงไม่ยอมถอดใจ ดิ้นรนคิดจะลากกลับเข้าเรื่องที่เมิ่งซีโจวเป็นผู้ทำร้ายเขาอีกครา หมายจะคว้าฟางเส้นสุดท้ายที่อาจช่วยชีวิตตนนี้ไว้ให้ได้
ทว่า ถ้อยคำยังไม่ทันหลุดพ้นริมฝีปาก สายตาคล้ายห่วงใยของเมิ่งซีโจวก็กวาดมองมาทางเขาอีกครา
ภายในดวงตาคู่นั้นมีเพียงความใส่ใจและวิตกกังวล ประหนึ่งเกรงว่าเขาจะเอ่ยวาจาใดเพราะความทรงจำเลอะเลือน จนอาจเผลอไปยั่วโทสะของเมิ่งชินรุ่ยเข้า ทว่าเมื่อสายตาคู่นั้นตกลงสู่ดวงตาทั้งสองของจางจั๋วแล้ว กลับดูน่าหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าคำข่มขู่ตรงๆเสียอีก
ราวกับนางกำลังข่มขู่ว่า “หากเจ้าไม่กลัวตาย ก็จงลองดูเสียให้เต็มที่!”
คลื่นความหวาดกลัวจากชาติก่อนที่เคยถูกนางสังหารด้วยมือตนเอง พลันถาโถมกลับมากลืนกินเขาอีกครั้งในชั่วพริบตา!
จางจั๋วสัมผัสได้เพียงว่าบริเวณลำคอเกิดกระแสเย็นวาบขึ้นอีกครา ถ้อยคำทั้งหมดที่ยังมิทันได้เอ่ยออกมา พลันแข็งค้างติดอยู่กลางลำคอทั้งหมด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสูดลมหายใจเข้าสั้นๆ ด้วยความตื่นตระหนกแทน
เขาคล้ายถูกชักกระดูกทั้งร่างออกไป คนทั้งคนห่อเหี่ยวลงในชั่วพริบตา ไหล่ทั้งสองหดงุ้ม ไม่กล้าเหลือบมองเมิ่งซีโจวอีกแม้เพียงครึ่งสายตา
เมื่อเมิ่งซีโจวเห็นว่าในที่สุดเขาก็รู้ความแล้ว รู้จักสงบปากสงบคำเสียที นางจึงค่อยรับช่วงคำพูดต่อ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักอกหนักใจ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ท่านพ่อ คิดว่าความทรงจำของพี่รองยามนี้คงจะสับสนปนเปยุ่งเหยิง จึงได้เข้าใจว่าเป็นข้าที่ทำร้ายเขา นี่เป็นอาการเพ้อคลั่งอันเกิดจากบาดแผลกายใจ มิอาจถือเป็นจริงได้”
“พี่รอง ท่านว่าจริงหรือไม่?”
ประโยคสุดท้ายนางหันไปถามจางจั๋ว น้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวลยิ่งนัก ทว่ากลับไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายได้โต้แย้งแม้เพียงครึ่งส่วน
จางจั๋วตกใจจนร่างทั้งร่างแข็งทื่อ สภาพของเขายามนี้ราวกับแมวที่ถูกหิ้วหนังคอเอาไว้ เขาพยักหน้าเล็กน้อยอย่างฝืดฝืน ลมหายใจรวยรินแทบขาดห้วง
“…จริง เป็นความจริง…ขอรับท่านพ่อ”
เมิ่งชินรุ่ยเห็นดังนั้น แม้ความกังขาในใจจะยังมิได้จางคลายจนสิ้น แต่อย่างน้อยเบื้องหน้าก็มีคำอธิบายที่พอจะกล่าวให้ผ่านไปได้ เขาจึงรีบฉวยโอกาสไหลตามน้ำทันที พลันเปล่งเสียงสั่งการขึ้นว่า
“ใครก็ได้ รีบไปเชิญหมอหลี่แห่งหอหวนชุนมา ให้เขาตรวจรักษาอาการคุณชายรองอย่างละเอียด อาการสูญเสียความทรงจำทั้งยังพูดจาเหลวไหลเช่นนี้ หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่!”
บ่าวไพร่รับคำแล้วรีบออกไปทันที
ในยามที่ทุกคนต่างคิดว่า คลื่นลมจากการกลับสู่จวนของเมิ่งจิ่งหมิงคงจะสิ้นสุดลงชั่วคราวแล้วนั้น เสียงสั่นเครือของสตรีกลับพลันเปล่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน!
“พอได้แล้ว!”
ทุกคนต่างหันไปมองต้นเสียงนั้น จึงพบว่าผู้ที่เอ่ยปากขึ้นกลับเป็นอนุหลิว
ใบหน้าของนางซีดขาว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง คล้ายกักเก็บอารมณ์อันหนักหน่วงเอาไว้เนิ่นนาน และในที่สุด ยามนี้ก็ระเบิดออกมาจนสิ้น
นางโผเข้ากอดจางจั๋วในร่างของเมิ่งจิ่งหมิงที่อยู่ข้างกายไว้แน่น ถลึงตาจ้องมองเมิ่งซีโจว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ เศร้าโศก และเดือดดาล
“คุณหนูใหญ่ ท่านจำเป็นต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ! เดิมทีอนุผู้นี้ยังเห็นแก่บุญคุณที่ท่านเคยปกป้องและส่งเสริม จึงคิดจะปล่อยเรื่องเก่าให้ผ่านไป ไม่ถือสาหาความอีก แต่ดูเหมือนท่านกลับไร้ความสำนึกผิดแม้เพียงครึ่งส่วน! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อนุผู้นี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังอีกแล้ว!”