พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่204 ฉลาดเพียงใด หากแต่เป็นเรื่องบุตรล้วนโง่บรม (1)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่204 ฉลาดเพียงใด หากแต่เป็นเรื่องบุตรล้วนโง่บรม (1)
บทที่204 ฉลาดเพียงใด หากแต่เป็นเรื่องบุตรล้วนโง่บรม (1)
มุมปากของเมิ่งซีโจวพลันกระตุกเชิด ปรากฏเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ดูคล้ายมิใช่รอยยิ้ม นางค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปประชิดอนุหลิวอย่างเนิบช้า
“โอ้? อนุหลิวคิดจะออกหน้าผดุงความเป็นธรรมแล้วรึ? เช่นนั้นข้าคงต้องล้างหูรอฟังเสียแล้ว ว่าท่านปิดบังความลับใหญ่โตอันใดไว้แทนข้ากันแน่”
เมื่อเห็นเมิ่งซีโจวก้าวตรงเข้ามาบีบคั้นทีละก้าวเช่นนี้ อนุหลิวก็ถึงกับก้าวถอยหลังออกไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว นิ้วมือขยุ้มแขนของ ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ ที่อยู่ข้างกายไว้แน่น ราวกับต้องการดูดกลืนความกล้า และเรี่ยวแรงในการต่อต้านจากบุตรชาย ที่เพิ่งได้กลับคืนมาหลังสูญเสียไปผู้นี้
เมื่อครู่เมิ่งซีโจวได้วิเคราะห์จุดน่าสงสัยบนตัวเมิ่งจิ่งหมิงให้นางฟังอยู่ตั้งนาน ทุกสิ่งแทบจะปรากฏชัดจนมิต้องเอ่ยออกมา ต่อให้เป็นคนโง่เขลา ก็ควรจะเริ่มนึกคลางแคลงใจได้แล้ว ทว่าอนุหลิวในยามนี้ กลับดูเหมือนตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อและช่วยเหลือ ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ ผู้นี้ต่อไป
อนุหลิวผู้นี้ จากที่เคยเฉลียวฉลาดมาครึ่งค่อนชีวิต แต่เมื่อเป็นเรื่องของบุตรชายตน กลับเลอะเลือนได้ถึงเพียงนี้ กระทั่งข้างในเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้แล้ว นางก็ยังไม่รู้ตัวอีกรึ?
หรือบางที… นางอาจฉลาดเพียงพอที่จะมองออกว่า บุตรชายคนนี้จริงหรือเท็จ หากแต่เลือกที่จะปิดหูปิดตาเชื่อต่อไปกระมัง?
ดังคำกล่าวที่ว่า การได้ของที่สูญเสียไปกลับคืนมานั้น นับเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งนัก นางจึงยอมเลือกที่จะปิดตา อุดหู ไม่มองความจริง หรือไม่คิดแม้แต่จะสาวลึกลงไปถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านั้น ที่อาจทำให้จิตใจตนต้องประหวั่นพรั่นพรึงเกินรับไหว
นางเต็มใจตอบสนองทุกความต้องการของ ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ รวมไปถึงการมาร่วมมือกับเขาใส่ร้ายเมิ่งซีโจว ต่อให้ในส่วนลึกของหัวใจ นางจะรู้ชัดแจ้งยิ่งกว่าผู้ใดว่า บุตรชายผู้นี้มีบางสิ่งไม่ถูกต้องอย่างมากก็ตาม
จุดประหลาดผิดแปลกที่แม้แต่เมิ่งซีโจวยังมองออก แล้วนางผู้ซึ่งเลี้ยงดูบุตรชายมาด้วยสองมือตน ไฉนเลยจะสัมผัสมิได้เลยสักนิดเล่า?
แต่ความรักมักทำให้คนตาบอด และยิ่งทำให้คนขลาดเขลา
นางยอมถักทอความฝันขึ้นมาหลอกตนเอง บอกกับตนเองว่าบุตรชายเพียงแค่ผ่านความทุกข์ยากมามาก นิสัยใจคอจึงได้เปลี่ยนไปบ้าง ทว่าสุดท้าย เขาก็ได้กลับมาอยู่กับนางแล้ว
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตรชายนั้นฝังลึกไปถึงขั้วกระดูก ต่อให้มีพิรุธมากมายเพียงใด นางก็ยังเลือกที่จะหลอกตัวเอง และบีบบังคับให้ตนมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปเสีย
ขอเพียงหลอกตนเองหลอกผู้อื่นได้ ก็คล้ายว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้หวนกลับมาเป็นดังเดิมแล้ว สามารถหวนคืนสู่วันคืนที่แม่ลูกพึ่งพิงกัน อยู่กันอย่างสงบสุขไร้ภัยพาลดังเก่าได้อีกครา
แต่นางคล้ายจะลืมไปแล้วว่า โอกาสที่ได้ของรักซึ่งสูญหายกลับคืนมานี้ เดิมทีก็เป็นเมิ่งซีโจวเป็นผู้มอบให้
พฤติการณ์ของนางในยามนี้ ไม่ต่างอันใดจากยกถ้วยข้าวขึ้นกิน ครั้นวางลงก็หันไปด่ามารดาผู้หุงหาให้ มิหนำซ้ำยังคิดจะทุบหม้อข้าวทิ้งไปพร้อมกันเสียด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้นางทำสำเร็จจริง สามารถเล่นงานเมิ่งซีโจวจนถึงตายได้ การจะมีชีวิตอย่างสงบสุขไร้กังวลต่อไป ก็ยังนับเป็นเพียงความฝันเพ้อเจ้อเท่านั้น ฮูหยินเมิ่งมีแต่จะทำให้นางกับ ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ ต้องตายอย่างอนาถยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งยามลงมือก็จะยิ่งสะอาดหมดจด ไม่เหลือร่องรอยให้สาวถึงตัวได้!
เมื่อเห็นริมฝีปากของอนุหลิวขยับเล็กน้อย ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังมิอาจเปล่งวาจาออกมาได้แม้แต่คำเดียว เมิ่งซีโจวจึงรุกเข้าใกล้อีกก้าว น้ำเสียงเย็นเยียบแฝงแววหยอกเย้าเอ่ยเร่งขึ้นว่า
“อย่างไรเล่าอนุหลิว? เหตุใดจึงไม่พูดต่อแล้วเล่า? เมื่อครู่มิใช่ยังกล่าวตำหนิข้าอย่างเที่ยงธรรมองอาจหรอกรึ? อย่าได้ปล่อยให้ข้าลอยนวลไปได้โดยง่ายเป็นอันขาดเชียว”
ระยะห่างระหว่างทั้งสองนั้นใกล้กันมาก ใกล้เสียจนเมิ่งซีโจวมองเห็นความตื่นตระหนกที่อยู่ลึกในดวงตาของอนุหลิวได้ชัดแจ้ง อีกฝ่ายราวกับถูกบีบต้อนอย่างหนัก จนยามนี้ไปยืนอยู่ที่ริมหน้าผาสูงแล้ว
นางสูดลมหายใจแรงเฮือกหนึ่ง ราวกับตัดสินใจเค้นเอาเรี่ยวแรงทั้งร่างออกมาจนสิ้น ในที่สุดก็แผดเสียงแหลมเอ่ยออกมาว่า
“ที่จิ่งหมิงหายตัวไปนั้น เดิมทีก็มิใช่อุบัติเหตุอันใดอยู่แล้ว! ทั้งมิใช่เรื่องหนีตามคุณหนูรองอะไรนั่นด้วย! แต่เป็นเพราะ… เพราะคุณหนูใหญ่ต่างหาก! เป็นท่านที่ลอบยั่วยวนจิ่งหมิงอยู่หลายครั้งหลายครา ใช้วาจาหวานหลอกลวงชักนำให้เขาหนีตามท่านไป เขาโง่งมเชื่อคำผีสางของท่านเพราะความซื่อ จึงได้ออกจากจวนไปเพียงลำพัง รอคอยท่านอยู่ด้วยใจหลงใหล แต่ท่านกลับเพียงปั่นหัวเล่นเยี่ยงสุนัขตัวหนึ่ง! มิได้ไปตามนัดเลยแม้แต่น้อย! เป็นเพราะเหตุนี้ จึงทำให้เขาต้องไปใช้ชีวิตระหกระเหินอยู่ข้างนอก ลิ้มรสชาติความทุกข์ยากแสนเข็ญจนต้องกลายเป็นเช่นนี้!”
เมิ่งชินรุ่ยรู้สึกราวกับในศีรษะมีเสียง “หึ่ง” ดังสนั่นขึ้นในบัดดล ประหนึ่งหลังคาโถงหลักเบื้องบนได้ถล่มครืนลงมาต่อหน้า!
เขานึกว่าชั่วชีวิตนี้ตนคงไม่มีวันได้ยินสี่คำอย่าง ‘พี่น้องหนีตามกัน’ อีกแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะกลับมาเล่นซ้ำอีกครา เพียงแต่เปลี่ยนจากบุตรีคนหนึ่งมาเป็นอีกคนหนึ่งเท่านั้น!
เกี่ยวพันคลุมเครือกับพี่ชายต่างมารดาของตนเอง อีกทั้งยังเป็นฝ่ายล่อลวงเขาให้ออกจากจวน จนเขาหายตัวไปนานหลายเดือน ต้องทนทุกข์ทรมานสารพัด…
เมื่อโยงเข้ากับเรื่องประหลาดน่าสงสัยทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในจวนช่วงนี้ คล้ายว่าล้วนตัดเมิ่งซีโจวออกไปไม่พ้นจริงๆ!
หรือว่า ท่าทีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ที่ดูสมกับเป็นบุตรีสายตรงแห่งจวนโหวที่นางแสดงออกมาก่อนหน้านี้… แท้จริงแล้วล้วนเป็นเพียงการเสแสร้งทั้งสิ้น?!
ฮูหยินเมิ่งที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น ก็อดที่จะส่งเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาคราหนึ่งมิได้
อนุหลิวผู้นี้สมแล้วที่เป็นเพียงอนุชั้นต่ำมิอาจนำออกมาเชิดหน้าชูตาได้ ในหัวกลวงโบ๋ ไร้ความคิดเป็นของตนเอง นอกจากเก็บคำคนอื่นมาเลียนแบบแล้ว ยังคิดไม่ถึงว่าจะหยิบกลอุบายที่นางเคยใช้ในอดีตมาใช้ซ้ำเช่นนี้ ทั้งยังหยิบมาใช้ได้อย่างหยาบช้า อ่อนด้อย และไร้ความละเอียดละออถึงเพียงนี้ได้
แต่ถึงอย่างนั้น หากมันพอจะก่อผลได้สักเล็กน้อย นางก็ย่อมยินดีที่จะนั่งชมความสำเร็จอยู่เฉยๆเช่นกัน
ปฏิกิริยาของเมิ่งซีโจวกลับเป็นเพียงเสียงแค่นหัวเราะอย่างไม่คิดปิดบัง ความคาดหวังเล็กน้อยที่เคยฉายอยู่ในดวงตาทั้งสอง พลันเย็นเยียบลงและมลายหายไปจนสิ้น
นางหมุนกายกลับมา น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความดูแคลนอย่างที่สุด
“กับข้าวเก่าค้างปี ยังกล้านำมาผัดซ้ำสองแล้วตั้งโต๊ะขายอีก เดิมทีก็มิใช่ของดีอันใดอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งส่งกลิ่นน่าคลื่นไส้กว่าเดิม!”
นางเอียงศรีษะเล็กน้อย สายตาเย็นเยียบกวาดไปทางอนุหลิวอีกครา
“เช่นนั้นก่อนหน้านี้ เหตุใดท่านจึงร้องห่มร้องไห้ปานฟ้าดินถล่มทลาย ใส่ร้ายท่านแม่ของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า กล่าวหาว่าเป็นนางที่ลงมือทำร้ายพี่รองเล่า? ทั้งยังทำให้ท่านพ่อโกรธจัดจนตบหน้าท่านแม่ของข้าไปสองฉาด แม้แต่ข้าเองก็พลั้งมือตบไปหนึ่งคราอย่างไม่ทันระวังตัวด้วย เป็นเหตุให้ท่านแม่ต้องถูกกักบริเวณอยู่เนิ่นนาน ต้องแบกรับความอยุติธรรมและความทุกข์ใจแสนสาหัสเทียมฟ้าไว้!”
ถึงแม้เมิ่งซีโจวจะกำลังประจันหน้ากับอนุหลิวอยู่ นางก็ยังไม่ลืมถือโอกาสยื่นมือไปทิ่มแทงจี้ใจดำฮูหยินเมิ่งซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ให้ต้องรู้สึกเจ็บแสบขึ้นอีกครา
เป็นดังคาด ความทรงจำอันแสนอัปยศอดสูที่ฮูหยินเมิ่งพยายามกดข่มไว้อย่างยากเย็น พลันถูกกระชากขึ้นมาในชั่วพริบตา ความเจ็บปวดระบมบนใบหน้าซึ่งเลือนหายไปนานแล้ว ราวกับเริ่มปวดตุ้บๆขึ้นมาอีกระลอก ใบหน้าที่เดิมก็ซีดเผือดอ่อนแรงเพราะเสียเลือดอยู่แล้ว พลันยิ่งดูย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมอีก ยามนี้แทบโปร่งใสราวกระดาษบาง
อนุหลิวถูกต้อนถามจนถึงกับสะอึกไปครู่หนึ่ง จากนั้น ก็คล้ายคว้าฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ นางยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตา
“ข้า… ข้าย่อมต้องจำยอมภายใต้อำนาจบีบคั้นของท่าน! เพราะจิ่งหมิง… จิ่งหมิงอยู่ในกำมือท่านอย่างไรเล่า!”