พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่210 ระหว่างเมิ่งซีโจวกับเมิ่งจิ่งหมิง แท้จริงแล้วสัมพันธ์กันเช่นใดแน่?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่210 ระหว่างเมิ่งซีโจวกับเมิ่งจิ่งหมิง แท้จริงแล้วสัมพันธ์กันเช่นใดแน่?
บทที่210 ระหว่างเมิ่งซีโจวกับเมิ่งจิ่งหมิง แท้จริงแล้วสัมพันธ์กันเช่นใดแน่?
ทุกสายตาจดจ่อเป็นหนึ่งอยู่บนกระดานหมากเบื้องหน้า ไร้สุ้มเสียงพูดคุยสนทา บนสนามประลองแห่งนี้ จึงเหลือเพียงเสียงหึมดังแผ่วอ่อนออกมา ในยามที่เมิ่งซีโจวกับหนี่จื่อหมิงตัดสินใจวางหมากลงบกระดานแต่ละครา
สีหน้าของหนี่จื่อหมิงเคร่งขรึมยิ่งนัก ทุกคราที่วางหมาก ปลายนิ้วของเขามักจะชะงักค้างอยู่เนิ่นนาน กว่าจะกดหมากลงไปอย่างสุขุมและระมัดระวังยิ่ง
ตรงกันข้ามกับเมิ่งซีโจว นางกลับดูผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติมากกว่า
ยามนางวางหมากแต่ละครา แทบไม่มีแม้เสี้ยวขณะให้ลังเล หมากของหนี่จื่อหมิงเพิ่งจะแตะกระดานลงมั่น ปลายนิ้วของนางก็หยิบหมากขาวขึ้นมาแล้ว และสามารถรับมือได้อย่างสุขุมรวดเร็ว เร็วเสียจนคล้ายมิต้องผ่านการคิดไตร่ตรองเลยสักนิด
แรกเริ่ม หนี่จื่อหมิงยังพอฝืนรักษาท่าทีสง่างามเอาไว้ได้ คิดเพียงว่าอีกฝ่ายยังไม่เข้าสู่สภาวะจริงจัง
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับรุกไล่ไม่ลดละ กระทั่งหลังจากนางวางหมากลงอีกคราหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นมองนางอยู่หลายหน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างกังขามิได้
“นี่ท่านเป็นศิษย์ที่อาจารย์รับเข้าไว้ร่วมสำนักจริงรึ?”
เมิ่งซีโจวได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่เลิกคิ้วขึ้นร้องถามอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง มุมปากค่อยๆโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเจือแววหยอกเย้า
“ทำไมรึ? หรือศิษย์น้องเห็นว่าฝีมือหมากล้อมของข้าเหนือกว่าครูบาอาจารย์เสียแล้ว มิรู้ว่าพอจะเป็นศิษย์ครูบาจารย์เดียวกันกับเจ้าอยู่ได้กระมัง?”
นางกับหนี่จื่อหมิงมีอาจารย์คนเดียวกัน เป็นยอดฝีมือหมากล้อมแห่งเมืองหลวง เพียงแต่นางร่ำเรียนหมากล้อมตามอารมณ์ นึกสนุกขึ้นมาก็ศึกษาจริงจังอยู่หลายวัน หากเบื่อหน่ายแล้วก็โยนทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่คิดเหลียวแลอีก
ปีนั้น นางเคยมุ่งมั่นตั้งใจฝึกฝนอยู่ช่วงหนึ่ง และได้ประลองกับหนี่จื่อหมิง ซึ่งร่ำเรียนหมากล้อมมาหลายปีแล้วอยู่หลายกระดาน
ยามนั้นหนี่จื่อหมิงยังเยาว์วัย เลือดร้อนถือดี สายตาสูงลิ่วเหนือผู้คน ดูแคลนศิษย์พี่ที่เข้ามากลางคันเช่นนางอยู่ไม่น้อย กระทั่งแพ้ติดกันหลายกระดาน จึงค่อยเก็บงำความหยิ่งผยอง แล้วหันมารับมือนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ไม่คิดเลยว่าเวลาล่วงเลยมาหลายปี เขากลับให้คำประเมินนางสูงส่งถึงเพียงนี้ ชวนให้นางรู้สึกคล้ายได้รับการโปรดปรานจนตื่นตกใจอยู่บ้างจริงๆ
ผลก็คือ หนี่จื่อหมิงถึงกับต้องขมวดคิ้วแน่น ตอบด้วยสีหน้าจริงจังยิ่งนัก ซ้ำยังเจือแววเจ็บปวดใจอยู่หลายส่วน
“ทางหมากของท่านไร้แบบแผนสิ้นดี ยังเล่นหมากล้อมเป็นจริงๆแน่รึ?”
เยี่ยมนัก! ที่แท้ก็ต้องการด่านางทางอ้อมว่าเป็นพวกวิชานอกตำรานี่เอง!
เมิ่งซีโจวหรี่ตาลงเล็กน้อย โกรธจนถึงกับต้องหัวเราะออกมา
คนอย่างหนี่จื่อหมิง ปกติอุปนิสัยนับว่าอ่อนโยนอยู่บ้าง ทว่าเมื่อใดที่เกี่ยวพันถึงหมากล้อม เขากลับเอาจริงเอาจังจนแทบเข้าขั้นเข้มงวดอย่างน่าหวาดหวั่น
เจียงจี้เยว่ซึ่งยืนชมศึกอยู่ด้านข้าง ได้ยินเข้าถึงกับโกรธจนต้องกระทืบเท้าเร่าๆ และแทบอยากพุ่งเข้าไปด่ากราดอีกฝ่ายแทนเมิ่งซีโจวเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เห็นสหายคนสนิทจู่ๆก็หัวร้อนขึ้นมาเช่นนี้ นางถึงกับหลุดหัวเราะพรวดออกมาเสียงหนึ่ง
เมิ่งซีโจวลูบไล้หมากขาวในมือ เนื้อหมากนุ่มลื่นอบอุ่นประหนึ่งหยกงาม นางคร้านจะเปลืองวาจาถกเถียงกับเขาอีก
แววตาของนางพลันสงบนิ่งคมกริบ กลิ่นอายเกียจคร้านรอบกายเมื่อครู่ถูกเก็บงำไปในชั่วพริบตา ปลายนิ้วปล่อยหมากในมือลงตามมา!
หลังจากนั้น ดำเนินหมากต่ออีกราวสิบกว่าตา กลยุทธ์รูปหมากของเมิ่งซีโจวพลันแปรเปลี่ยนฉับพลัน ทุกตาล้วนดุดัน ทุกก้าวล้วนแฝงจิตสังหาร แทบไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายได้หายใจแม้เพียงครึ่งเสี้ยว!
หนี่จื่อหมิงถูกบีบจนถอยร่นไม่เป็นกระบวน เหงื่อเม็ดละเอียดซึมออกตามสองข้างขมับ มือที่คีบหมากค้างอยู่กลางอากาศ เนิ่นนานก็ยังวางมิอาจวางลงบนกระดานได้ สีหน้าค่อยๆเปลี่ยนเป็นซีดขาวขึ้นทีละน้อย
ภายใต้สายตาอ่อนโยนเป็นมิตรของเมิ่งซีโจว เขาคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขบคิดจนแทบสิ้นปัญญา สุดท้ายจึงฝืนวางหมากลงอย่างยากเย็นยิ่งนัก เขาวางลง ณ ตำแหน่งที่ตนคิดว่ายังพอเหลือหนทางรอดอยู่เพียงริบหรี่
คิดไม่ถึงว่าเมื่อเมิ่งซีโจวเห็นหมากตานั้น มุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มราวกับรู้แจ้งทุกสิ่ง ปลายนิ้วพลันปล่อยหมากในมือลงอย่างแผ่วเบา
“ตึก”
เสียงใสแผ่วเบาเปล่งดังขึ้น
กระดานศึกนี้ ตัดสินแพ้ชนะสิ้นแล้ว
สมรภูมิบนกระดานหมากตรงหน้า ยุติลงอย่างไร้ข้อกังขาใดๆอีกต่อไป
หนี่จื่อหมิงจ้องกระดานหมากแน่นิ่ง เงียบงันอยู่เนิ่นนาน อากาศภายในโถงบุปผาคล้ายพลอยแข็งค้างตามไปด้วย
เมิ่งซีโจวกลับนั่งสบายๆใช้มือเท้าปลายคางไว้ สีหน้าผ่อนคลายราวกับมีเวลาทั้งวัน ในที่สุดจึงค่อยเอ่ยปากออกมาอย่างเชื่องช้า นับว่าหาโอกาสเอาคืนได้เสียที
“เป็นอย่างไรบ้างเล่า ยามนี้มองกระดานหมากนี้แล้ว รู้สึกประหนึ่ง ‘ได้เห็นฝุ่นควันหมื่นลี้ถูกชำระจนกระจ่าง’ บ้างหรือไม่?”
สายตาของหนี่จื่อหมิงยังคงตรึงอยู่บนกระดานหมาก สีหน้าเลื่อนลอยคล้ายสูญเสียบางสิ่งไป เขาพึมพำเสียงแผ่วแฝงความรู้สึกปลงอยู่หลายส่วน
“…ข้ากลับรู้สึกดุจเงยหน้าเผชิญขุนเขาสูง รู้ซึ้งแล้วว่ายังขาดพร่องวิชาและเวลาบ่มเพาะอีกสักสามสิบปี”
เมิ่งซีโจวได้ยินดังนั้น ก็จงใจทอดถอนใจหนักหน่วงออกมาคราหนึ่ง
หนี่จื่อหมิงนึกว่านางคงจะเอ่ยปลอบประโลม และให้กำลังใจเขาสักสองสามคำ แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินนางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจยิ่งนัก
“สามสิบปีรึ? ศิษย์น้อง เป็นคนควรต้องรู้จักถ่อมตนไว้บ้างจึงจะดี ตามที่ข้าเห็น อย่างน้อยก็ต้องฝึกต่ออีกสักห้าสิบปีเป็นขั้นต่ำ”
หนี่จื่อหมิง “…”
เหลยรุ่ยสหายคุณหนูอีกคนที่เฝ้ารับชมการแข่งขัน พลันหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างมิอาจหักห้าม นางถึงกับฟุบหน้าลงบนโต๊ะ พลางทุบโต๊ะและหัวเราะไม่หยุดด้วยความขบขัน
ส่วนเจียงจี้เยว่ก็ถลาเข้ามาหาด้วยความเบิกบานใจยิ่ง โอบกอดเมิ่งซีโจวไว้ทีหนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าประกาศกับหนี่จื่อหมิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างลำพองใจ
“เดิมพันแล้วก็ต้องยอมรับผลแพ้ชนะ! คุณชายหนี่ อย่าลืมคำสัญญาของท่านเสียเล่า”
แม้ในดวงตาของหนี่จื่อหมิงจะยังมีร่องรอยเสียดายอยู่บ้าง ทว่าเขาก็ยังประสานมืออย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
“หนทางแห่งหมากล้อม เมื่อลงหมากแล้ว ย่อมไม่อาจย้อนคืน ข้าผู้นี้ยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว ย่อมต้องรักษาข้อตกลง นับแต่นี้ไป จะไม่มารบกวนคุณหนูเจียงอีกเป็นอันขาด”
เขาหันไปทางเจียงจี้เยว่ ประสานมือคารวะอย่างจริงจังคราหนึ่ง
จากนั้น เขาจึงหันไปมองเมิ่งซีโจว สีหน้าซับซ้อนสับสน ทว่ายังคงเปี่ยมไปด้วยความเคารพ เอ่ยเรียกนางเสียงหนึ่งว่า “ศิษย์พี่ฝีมือหมากล้ำเลิศมิเคยแปรเปลี่ยน จื่อหมิงผู้นี้เลื่อมใสยิ่งแล้ว วันนี้ได้รับผลประโยชน์ไปไม่น้อย ไว้ค่อยพบกันใหม่วันหน้า”
เขาเรียกนางว่าศิษย์พี่? เป็นความจริงรึ?
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนคารวะตอบเช่นกัน “ศิษย์น้องออมมือแล้วต่างหาก ไว้พบกันใหม่วันหน้า”
หลังจากมองส่งหนี่จื่อหมิงจากไปด้วยท่าทางคล้ายวิญญาณหลุดลอยได้ไม่นาน เมิ่งซีโจวก็ลุกขึ้นกล่าวลาเช่นกัน
นางยังต้องออกไปหารือเรื่องสำคัญด้านการค้ากับอนุเสิ่นต่อ
เรื่องเข้ารับราชการ จำต้องวางหมากให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าใดก็ยิ่งดี กาลเวลาไม่เคยคอยท่าใคร
….
ณ เรือนโยวหลาน จวนจงหย่งโหว
สองวันมานี้ ฮูหยินเมิ่งรู้สึกไม่สบายกายและใจยิ่งนัก ประหนึ่งมีหินมหึมาก้อนหนึ่งกดทับอยู่กลางอก อึดอัดเสียจนจิตใจว้าวุ่นไปหมด นางวิตกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุว่า เมิ่งหนานอี้ที่อยู่ในวังหลวงอาจพบเจอปัญหายุ่งยากที่ยากจะแก้ไขเข้าแล้ว
ทว่าการส่งข่าวเข้าไปในวังลึกหาใช่เรื่องง่ายดาย ต่อให้นางร้อนใจสักเพียงใด ก็อับจนปัญญาจะทำการใดได้
การเผชิญหน้าระหว่างเมิ่งซีโจวกับเมิ่งจิ่งหมิงนั้น กลับยิ่งทำให้ความไม่สงบภายในใจของนางยิ่งทวีหนักขึ้น ทั้งยังจมดิ่งถ่วงลงไปอย่างหนัก
นางรู้สึกอยู่เสมอว่า ในการโต้เถียงของคนทั้งสองนั้น แฝงความผิดปกติบางอย่างไว้ คล้ายมีบางสิ่งซ่อนอยู่ภายใน ทว่าทุกอย่างกลับยุ่งเหยิงสับสน ต่อให้นางพยายามขบคิดจนปวดหัวสักเพียงใด ก็ไม่อาจร้อยเรียงเรื่องราวชื่อมโยงเข้าหากันได้
ฮูหยินเมิ่งยกมือคลึงขมับสองข้างด้วยความหงุดหงิดใจ ก้าวเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้องไม่หยุด
ทันใดนั้น คำว่า ‘จางจั๋ว’ ที่เมิ่งซีโจวเอ่ยออกมา ในที่สุดก็ผุดวาบขึ้นมาในห้วงความคิดของนาง
คนแซ่จาง…
คนที่เมิ่งซีโจวถูกขายไปให้ที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ ครอบครัวนั้นก็แซ่จางมิใช่รึ?!
มิน่าเล่า เมิ่งจิ่งหมิงจึงได้พูดคำจำพวก ‘ตอนนั้นไม่น่าซื้อตัวเจ้าเข้าตระกูลเลย’! เวลานั้น นางคิดเพียงว่า อย่างไรเสียก็เป็นวาจาเหลวไหลของคนเสียสติ ที่กินยาทำลายสติสัมปชัญญะเข้าไป ต่อให้เอ่ยถ้อยคำประหลาดพิสดารสักเพียงใดออกมา ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกอันใด
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง! ที่แท้ความจริงกลับเป็นเช่นนี้เอง!