พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่209 ศึกประชันหมากกระดาน
บทที่209 ศึกประชันหมากกระดาน
เมื่อนางไปถึง เหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ที่คุ้นหน้าคุ้นตาส่วนใหญ่ก็ได้มาถึงก่อนแล้ว ภายในห้องโถงบุปผายามนี้ มีเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังแว่วออกมา บรรยากาศช่างอบอุ่นครึกครื้นยิ่งนัก
ครานี้เจียงจี้เยว่เพิ่งสร้างความดีความชอบทางด้านการทัพกลับมา ฐานะย่อมสูงส่งตามกระแสน้ำขึ้นเรือยกตัวสูง แม่เลี้ยงกับน้องชายต่างมารดานั้น เมื่ออยู่ต่อหน้านางก็หงอเสียจนประหนึ่งนกกระทาขดตัวอยู่ในกรง วันคืนของนางจึงผ่านไปอย่างปลอดโปร่งสบายใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่นางไปเยี่ยมเมิ่งซีโจวซึ่งนอนป่วยอยู่บนเตียงนั้น ยังถึงขั้นแบ่งของพระราชทานครึ่งหนึ่งยัดใส่คลังเก็บของของเมิ่งซีโจวเสียจนเต็มล้น
เงาร่างของเมิ่งซีโจวเพิ่งปรากฏขึ้นที่ปลายระเบียง ดวงตาของเจียงจี้เยว่ก็พลันสว่างวาบ รีบสาวเท้าเข้ามาต้อนรับทันที ทำท่าจะประคองนาง ส่วนเหล่าสหายหญิงด้านหลังก็พากันหัวเราะคิกคัก เดินตามมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ข้าไม่ได้เปราะบางถึงเพียงนั้นเสียหน่อย” เมิ่งซีโจวยิ้มพลางโบกมือปฏิเสธ แล้วผลักมืออีกฝ่ายออกไปเบาๆ
นัยน์ตาของเจียงจี้เยว่พลันกลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะหัวเราะแหะๆ “เรื่องนี้เจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว ที่ข้าปรนนิบัติเอาใจใส่เจ้าถึงเพียงนี้ ย่อมเพราะมีเรื่องจะขอให้เจ้าช่วยต่างหากเล่า”
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยเย้าหยอกอย่างอดไม่ได้ “โอ้? คิดไม่ถึงเลยว่าบุคคลระดับท่านรองแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกรของเรา ยังมีเรื่องที่จะต้องขอให้ข้าช่วยเหลือด้วยรึ?”
“เฮ้อ พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ข้าก็ชักจะโมโหอีกแล้ว!” เจียงจี้เยว่พลันปั้นหน้ามุ่ย สีหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ ทั้งยังกลอกตาไปมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก
ที่แท้หลังเจียงจี้เยว่กลับจากสนามรบ ชื่อเสียงเหลวแหลกในอดีตของนางก็พลันถูกลบล้างจนหมดสิ้น ชั่วพริบตาเดียวกลับกลายเป็นบุคคลเนื้อหอมแห่งเมืองหลวง ผู้คนที่มาสู่ขอแทบจะเหยียบธรณีประตูจวนตระกูลเจียงจนพัง
บิดาของนางเฝ้าคัดแล้วคัดอีก ในที่สุดก็หมายตาคุณชายผู้หนึ่งเอาไว้ มิว่าจะเป็นชาติตระกูลหรืออุปนิสัยใจคอ ล้วนเรียกได้ว่าโดดเด่นเป็นเลิศ อีกทั้งท่าทีในการมาสู่ขอก็ยังแน่วแน่ไม่ลดละอย่างที่สุด วันนี้จึงได้ตั้งใจเชิญคุณชายผู้นั้นมาที่จวน หวังจะให้ทั้งสองได้สานสัมพันธ์กันสักหน่อย
“ตาเฒ่านั่นช่างน่าตายนัก! ทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง!” เจียงจี้เยว่ยิ่งพูดก็ยิ่งเดือดดาล จนอดไม่ได้ที่จะออกไม้โบกมือวุ่นวายขึ้นมา
เมิ่งซีโจวได้ยินดังนั้นก็เข้าใจได้ในทันที นางตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆพลางหยอกเย้าว่า “ดูท่าเมื่อคราวก่อนเจ้าคงจะฟันไม่เข้าเป้ามากพอกระมัง”
เจียงจี้เยว่ได้ฟังดังนั้น ก็ถึงกับหลุดหัวเราะพรวดออกมาในทันที ความอัดอั้นตันใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปกว่าครึ่ง
“ว่ามาเถิด ต้องการให้ข้าช่วยอย่างไร?” เมิ่งซีโจวเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ยากเลย ไม่ยากเลยสักนิด!” เจียงจี้เยว่รีบโน้มกายเข้ามาใกล้ ใบหน้าฉายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะกดเสียงต่ำเอ่ยขึ้นว่า
“คุณชายผู้นั้นอวดอ้างว่าตนเป็นยอดฝีมือหมากล้อมอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง เชอะ!ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก! ข้าเดิมพันกับเขาไว้แล้ว ขอเพียงเจ้าออกหน้า เอาชนะเขาในกระดานหมากได้ เขาก็จะยอมรับความพ่ายแพ้ แล้วจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับข้าอีก! เป็นอย่างไรเล่า ง่ายราวพลิกฝ่ามือเลยใช่หรือไม่?”
เมิ่งซีโจว “……”
นางมองท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของเจียงจี้เยว่ ที่ทำราวกับแผนชั่วได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว ก็ถึงกับต้องหัวเราะออกมาอย่างจนใจ
“เช่นนั้นเจ้าก็มาพบคนผิดแล้ว ยอดฝีมือหมากอันดับหนึ่งในเมืองหลวง สมควรเป็นหนี่จื่อหมิงกระมัง? เขานับว่ามีฝีมือเกินหกส่วนจริงๆ ข้าเคยประลองหมากกับเขามาหลายครา ผลแพ้ชนะก็ราวห้าต่อห้า”
“หา?” ใบหน้าของเจียงจี้เยว่พลันหดลงทันที นางคว้าแขนของเมิ่งซีโจวไว้ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “เขาเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวรึ? แล้วเดิมพันของข้าเล่าจะทำเยี่ยงไร?”
เมิ่งซีโจวเริ่มรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงรีบเอ่ยถามขึ้นว่า “อย่าบอกนะว่าเงื่อนไขที่เจ้าวางไว้ก็คือ จะยอมแต่งกับเขาโดยดีหากแพ้เดิมพัน?”
สีหน้าของเจียงจี้เยว่พลันแข็งค้างและอย่างกระอักกระอ่วนไปชั่วขณะ
เมิ่งซีโจวหมุนกายเตรียมจะเดินหนีจากไปในทันที “วันนี้เห็นทีไม่เหมาะจะออกจากเรือน ไว้พรุ่งนี้ค่อยพบกันใหม่เถิด”
เจียงจี้เยว่รีบยื่นมือไปฉุดรั้งนางไว้ “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า! ไม่มีอะไรไม่เหมาะเลยสักนิด ข้าก็แค่รับปากเขาว่าจะลองคบหาดูสักคราเท่านั้นเอง!”
เมิ่งซีโจวกอดอกและหันกายกลับมา “จริงรึ?”
เจียงจี้เยว่พยักหน้าอย่างหนักแน่น “จริงเสียยิ่งกว่าจริง! ต่อให้ข้าจะโง่งมเพียงใด ก็ไม่มีทางเอาเรื่องใหญ่ที่สามารถตัดสินทั้งชีวิตอย่างการแต่งงาน ไปเดิมพันไว้บนกระดานหมากหนึ่งแน่”
เมิ่งซีโจวจำต้องฝืนเชื่ออีกฝ่ายไปก่อน
หัวข้องานเลี้ยงในวันนี้ จากเดิมที่จัดขึ้นเพื่อรับขวัญเจียงจี้เยว่กลับจากศึก กลับกลายเป็นศึกประชันหมากที่เดิมพันด้วยวาสนาไปเสียแล้ว
เมิ่งซีโจวหยิบหมากเม็ดหนึ่งขึ้นมาหมุนเล่นบนปลายนิ้ว เมื่อนับรวมชาติก่อนด้วยแล้ว นางมิได้แตะกระดานหมากมานานเหลือเกิน ไม่รู้ว่าฝีมือจะหย่อนยานลงไปบ้างหรือไม่
คิดไปคิดมา หนี่จื่อหมิงก็มาถึงแล้ว
เขาสวมชุดบัณฑิตสีครามทั้งตัว มองเพียงปราดเดียวก็ดูออกว่าเป็นคนสุภาพอ่อนโยน กิริยาอบอุ่นละมุนละไม ราวกับไม่มีโทสะอยู่ในใจเลยแม้แต่น้อย
เขาเริ่มจากคำนับทักทายเจียงจี้เยว่ก่อน เจียงจี้เยว่จึงเอ่ยเร่งให้เขารีบลงเล่นหมาก อย่ามัวพิรี้พิไร หนี่จื่อหมิงได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ จากนั้นจึงประสานมือคำนับเมิ่งซีโจว
“คุณหนูใหญ่เมิ่ง มิได้พบกันเสียนาน”
เมิ่งซีโจวลุกขึ้นคำนับคืน ก่อนจะผายมือไปยังฝั่งตรงข้ามของโต๊ะหิน
“คุณชายหนี่ เชิญนั่งเถิด”
ทั้งสองมิได้เสียเวลาทักทายปราศรัยให้มากความ เริ่มเดินหมากกันในทันที เพราะจะว่าไปแล้ว เมิ่งซีโจวนับเป็นศิษย์พี่ของหนี่จื่อหมิง นางจึงให้หนี่จื่อหมิงเป็นฝ่ายถือหมากดำ
เพิ่งจะวางหมากกันไปได้ไม่กี่เม็ด เจียงจี้เยว่ก็ลอบย่องมายืนด้านหลังเมิ่งซีโจว ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูนางเบาๆ
“เจ้าคิดว่าตนจะมีโอกาสชนะกี่ส่วนรึ?”
เมิ่งซีโจวโบกมือปัดราวกับปัดแมลงวันตัวหนึ่ง สวนตอบด้วยวาจาชวนปั่นประสาทยิ่งนัก
“หากยังคิดส่งเสียงอีก ข้าจะยอมต่อหมากเปิดทางให้เขาแล้ว”
เจียงจี้เยว่ตกอกตกใจจนรีบหุบปากทันที แล้วรีบเดินถอยออกมาอย่างรู้ความ ด้วยกลัวเหลือเกินว่าจะไปรบกวนจังหวะการสำแดงฝีมือของเมิ่งซีโจวเข้า