พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่212 อดีตคนรักของฮูหยินเมิ่งใกล้มาถึงเมืองหลวงแล้ว!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่212 อดีตคนรักของฮูหยินเมิ่งใกล้มาถึงเมืองหลวงแล้ว!
บทที่212 อดีตคนรักของฮูหยินเมิ่งใกล้มาถึงเมืองหลวงแล้ว!
จางจั๋วถูกตั้งข้อกังขาเช่นนี้ สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำขึ้นทันใด “ท่านหมายความเช่นใด? นางถูกซื้อตัวเข้าไปอยู่ที่บ้านข้า คนในครอบครัวของข้าย่อมต้องเฝ้าคนไว้ได้อยู่แล้ว จะปล่อยให้นางหนีกลับมาภายในเวลาเพียงแค่สามวันได้อย่างไรกัน? แค่ตั้งครรภ์นางก็ต้องใช้เวลาถึงเก้าเดือนแล้ว…”
เขายังพูดไม่ทันจบ คิ้วของฮูหยินเมิ่งก็ยิ่งขมวดแน่นมากกว่าเดิม จนเวลานี้แทบจะหนีบแมลงวันทั้งตัวตายได้
นางยกมือขึ้นห้าม ตัดบทจางจั๋วเสียกลางคัน น้ำเสียงเย็นเยียบประหนึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็ง
“เจ้าแน่ใจหรือว่าคนที่ถูกขายเข้าตระกูลเจ้าก็คือเมิ่งซีโจว? นางหนีกลับมาหลังจากถูกขายออกไป และเพียงไม่กี่วันก็กลับมาถึงจวนแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่นางจะตั้งครรภ์!”
“เป็นไปได้อย่างไร!” จางจั๋วแทบจะร้องคำรามออกมา เส้นเลือดเขียวสองข้างขมับพลันเต้นตุ้บๆ
“ต่อให้ข้าจะเลอะเลือนสักเพียงใด ก็ไม่มีทางจำผิดแน่! ใบหน้าเช่นนั้น ขอเพียงได้เห็นครั้งเดียวก็ไม่มีทางลืมเลือน นางอยู่ที่บ้านของข้าจนครบเทศกาลตรุษจีนปีที่สามแล้วจึงค่อยหนีไป!”
เขากล่าวยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด ฮูหยินเมิ่งเองก็ถึงกับชะงักค้างไปเช่นกัน
มีบางสิ่งคล้ายกำลังจะปะทุออกมา
ความจริงที่ถูกปะติดปะต่อขึ้นจากข้อพิรุธทั้งหมด ระเบิดเป็นแสงสีขาวเจิดจ้าในหัวของนางในเวลาเพียงชั่วพริบตา
มิน่าเล่า!
มิน่าเล่า เมิ่งซีโจวถึงสามารถหนีกลับจวนเมิ่งได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น ทั้งยังสวมฐานะ ‘เมิ่งหนานอี้’ เข้าไปหมุนวนอยู่ท่ามกลางเรื่องราวได้ในทันที ราวกับล่วงรู้แต่แรกแล้วว่า พวกนางแม่ลูกที่อยู่ในเมืองหลวง ได้ฉวยโอกาสแอบยึดครองตัวตนของนางเอาไว้แล้ว!
มิน่าเล่า นางจึงรู้เรื่องลับระหว่างตนกับฉินหลาง! มิน่าเล่า นางถึงได้สงบนิ่งและมั่นอกมั่นใจยิ่งนัก ทั้งยังสามารถรับมือทุกปัญหาได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวเสมอ ประหนึ่งว่าทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือนาง!
หากบอกว่านางเป็นคนจากชาติก่อนที่ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เช่นนั้นทุกอย่างก็ล้วนมีคำอธิบายแล้ว!
หนึ่งความเป็นไปได้นี้ผุดพ้นดินขึ้นมา ก็ราวกับเถาวัลย์ที่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง เลื้อยพันรัดหัวใจของฮูหยินเมิ่งแน่นหนาเสียจนนางแทบหายใจไม่ออก เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลังในชั่วพริบตา!
นางไม่อยากจะเชื่อจริงๆ
เพราะหากเมิ่งซีโจวเป็นคนที่ได้กลับชาติเกิดใหม่อีกคราจริงๆ เช่นนั้นนางยังล่วงรู้อะไรอีกบ้าง? หลังจากรีบรุดกลับสู่เมืองหลวงในช่วงเวลาที่ผ่านมา นางได้วางหมากอันใดไว้แล้วกันแน่?
ตนเอาแต่มองนางเป็นเพียงเด็กสาวปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้หนึ่งมาโดยตลอด แต่คิดไม่ถึงเลยว่า แท้จริงแล้วนางกลับผ่านคลื่นลมมานับพันหมื่นก่อนแล้ว!
เมิ่งซีโจวในชาติก่อนนั้น ต้องทนทุกข์อยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเหอนานถึงสามปี จิตใจและเล่ห์เหลี่ยมของนางจะลึกล้ำเพียงใด เกรงว่าคงจะน่าหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าตนที่อยู่มาครึ่งค่อนชีวิตแน่!
เรื่องราวพลันกลับกลายเป็นยุ่งยากเกินกว่าที่เคยเป็นมาอย่างคาดไม่ถึง
สีหน้าของฮูหยินเมิ่งพลันเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มจนน่ากลัว ปลายนิ้วในแขนเสื้อสั่นระริกเล็กน้อย
จางจั๋วที่อยู่ด้านข้างเองก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปอย่างสิ้นเชิง ความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้าพลันแข็งค้าง และถูกแทนที่ด้วยความงุนงงและความตื่นตะลึงระคนสงสัย
เดิมทีเขาคิดว่า มีเพียงแค่ดวงวิญญาณของตนที่หลังตายมิได้เข้าสู่วังวนวัฏสงสาร บังเอิญได้เข้าสิงร่างของเมิ่งจิ่งหมิง คุณชายรองแห่งจวนจงหย่งโหวเท่านั้น เรื่องนี้นับเป็นเหตุพิสดารที่ยากจะพบในใต้หล้าอยู่แล้ว
แต่ยามนี้กลับพบว่า มีเรื่องบางอย่างแตกต่างจากความทรงจำเดิมของเขาอย่างสิ้นเชิง
เบื้องหลังเรื่องนี้มีความหมายเช่นไร เขาไม่กล้าคิดให้ลึกลงไปกว่านี้อีก
เขาหันขวับไปทางฮูหยินเมิ่งทันที และแทบจะกระชากแขนเสื้อของนางด้วยอาการหยาบกระด้าง
“ข้าจะกลับไปดูที่หมู่บ้าน! เดี๋ยวนี้! ข้าจะกลับไปเดี๋ยวนี้!”
ยามที่ฮูหยินเมิ่งกำลังหนาวสะท้านไปทั่วทั้งกาย นางยังถูกจางจั๋วกระชากจนร่างเซถลาไปก้าวหนึ่ง แต่จำต้องฝืนข่มกลั้นมิให้เผลอระเบิดโทสะออกมา
“ได้ ข้าจะรีบจัดรถม้าให้เจ้าเดี๋ยวนี้”
เมิ่งซีโจวเพิ่งกลับถึงจวน ก็ได้ยินข่าวว่าคุณชายรองเมิ่งจิ่งหมิงล้มป่วยกะทันหัน หมอบอกว่าเป็นเพราะเร่ร่อนอยู่นอกบ้านมานาน ม้ามและกระเพาะจึงเสียหาย เลือดลมพร่องทั้งสองทาง จนทำให้โลหิตมิอาจหล่อเลี้ยงจิตใจ จิตวิญญาณไม่สงบ วันนี้จึงได้เสียกิริยาต่อหน้าคุณหนูใหญ่เช่นนั้น
ท่านโหวกับฮูหยินเป็นห่วงยิ่งนัก จึงรีบร้อนส่งตัวเขาไปพักรักษาอยู่ที่เรือนพักตากอากาศแถบชานเมืองแล้ว
ป่วยกะทันหัน? เลือดลมพร่อง? ต้องไปพักรักษาตัวอย่างนั้นรึ?
ช่างโกหกได้เป็นตุเป็นตะเสียจริง!
เกรงว่าจางจั๋วคงจะได้ยินอะไรบางอย่างจากปากฮูหยินเมิ่งแล้ว จึงร้อนใจจนทนไม่ไหว อยากจะกลับไปยังบ้านเกิดของตน เพื่อจะไปดูให้เห็นกับตาตนเองกระมัง
ก็ดี เช่นนั้นก็จงไปดูให้เห็นเต็มตาเถิด
ไปดูหมู่บ้านเสี่ยวเหอที่บัดนี้ไร้สิ้นลมหายใจ ซ้ำผู้คนที่นั่นยังตายอย่างน่าอเนจอนาถเสียยิ่งกว่าชาติที่แล้ว หากมีโอกาส บางทียังอาจได้ฟังชาวบ้านที่โชคดีรอดชีวิตมาได้ เล่าให้ฟังว่าคนสกุลจางเหล่านั้น แต่ละคนต้องตายในสภาพน่าเวทนาเช่นใดบ้าง!
มุมปากของเมิ่งซีโจวพลันยกขึ้นอย่างอารมณ์ดี นางก้าวเท้าผ่านระเบียงทางเดินอันคุ้นเคย เงาของลายแกะสลักทอดลงมาเป็นแสงเงากระดำกระด่าง วูบไสวอยู่บนร่างนาง ประเดี๋ยวสว่าง ประเดี๋ยวมืดมัว
กระทั่งถึงหัวมุม นางจึงพบกับฮูหยินเมิ่งที่เดินสวนมาอย่างไม่คาดคิด
ฮูหยินเมิ่งยืนอยู่หน้าต้นไม้แห้งเหี่ยวต้นหนึ่ง สายตาว่างเปล่า มิรู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้า นางก็พลันเงยหน้าขึ้นมองทันที
ดวงตาทั้งสี่สองคู่พลันสบประสานชนกัน
ครานี้ไร้ซึ่งถ้อยวาจาถากถางเหน็บแนมที่แสนคุ้นเคย ฮูหยินเมิ่งเพียงจ้องมองนางแน่นิ่ง สายตานั้นซับซ้อนยิ่งนัก คล้ายเพิ่งได้มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของนางเป็นครั้งแรก ในแววตายังเจือความตื่นตระหนกของผู้ที่พลันกระจ่างแจ้ง
เมิ่งซีโจวมองรับสายตานั้นอย่างเปิดเผย ไม่หลบ ไม่เลี่ยง กระทั่งยังพยักหน้าให้เล็กน้อย ราวกับยอมรับโดยสงบด้วย
แววตาของฮูหยินเมิ่งพลันขรึมลง นางหมุนกายกลับอย่างฉับพลัน แล้วเร่งฝีเท้าเดินจากไป
เมิ่งซีโจวยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองแผ่นหลังของฮูหยินเมิ่งที่แทบเรียกได้ว่า หนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างเสียกระบวน รอยยิ้มเย็นเยียบมุมปากค่อยๆเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกยิ่งขึ้นทีละน้อย
นางรู้แล้ว…
ฮูหยินเมิ่งคงคาดเดาความลับเรื่องที่นางได้หวนกลับมามีชีวิตอีกชาติภพหนึ่ง ได้จากปากของจางจั๋วแล้วกระมัง
ด้วยสติปัญญาและความรอบคอบลุ่มลึกของฮูหยินเมิ่ง หากคาดเดาไม่ได้ นั่นต่างหากจึงจะน่าประหลาดใจ
ทว่าในใจของเมิ่งซีโจวหาได้มีความหวาดหวั่นแม้เพียงครึ่งส่วนไม่ ผู้ที่สมควรหวาดกลัวมาแต่ต้น ล้วนสมควรเป็นฮูหยินเมิ่งต่างหาก
ความหวาดกลัวนั้น ย่อมเกิดจากสิ่งที่มิอาจล่วงรู้เสมอ
และบัดนี้ สำหรับฮูหยินเมิ่งแล้ว นาง เมิ่งซีโจว ก็คือหน้าผาลึกที่อีกฝ่ายมิอาจหยั่งถึง และนั่นก็พอจะทำให้อีกฝ่ายนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน หัวใจคล้ายถูกแขวนค้างอยู่ตลอดเวลา มิรู้ว่าวันใดคมมีดจะห้อยลงมาแนบจ่อลำคอตน
เกรงว่าเพิ่งจะมีวันนี้กระมัง ที่สตรีผู้เคยชินกับการหยอกล้อปั่นจิตใจผู้คนเล่น และสามารถควบคุมหมากทั้งกระดานไว้ในมือได้ เพิ่งจะนับว่านาง เมิ่งซีโจว เป็นคู่ต่อสู้ที่จำต้องมองตรงๆอย่างแท้จริงเสียที
แต่น่าเสียดายที่ว่า ทุกอย่างล้วนสายเกินไปแล้ว—
เพราะยามนี้ ข่าวคราวเกี่ยวกับชายชู้ของฮูหยินเมิ่งนั้น ได้ตกอยู่ในกำมือของนางเรียบร้อยแล้ว!
เมิ่งซีโจวค่อยๆเงยหน้าเปิดแปลือกตาขึ้นมอง จ้องจับไปยังผืนนภาสีครามฟ้า ซึ่งเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมใหญ่มหึมาเบื้องบน
เมื่อลองนับคำนวณวันเวลาดูแล้ว ชายชู้ผู้นั้นกำลังใกล้จะถึงเมืองหลวงในอีกไม่ช้า
ท่านแม่เอ๋ยท่านแม่…
กระดานหมากนี้—พวกเราเดินกันมายืดเยื้อนานเกินควรแล้ว
ถึงเวลา… ที่จำต้องตัดสินแพ้ชนะเสียที!