พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่211 ศัตรูของศัตรูย่อมคือมิตรสหาย!
บทที่211 ศัตรูของศัตรูย่อมคือมิตรสหาย!
ปรากฏว่าชายหนุ่มผู้นั้นหาใช่เมิ่งจิ่งหมิงตัวจริง! หากแต่เป็นใครสักคนจากตระกูลจาง ที่มิรู้สำแดงใช้วิชามารแขนงใดกัน จึงได้สามารถ ‘เปลี่ยนถ่ายดวงวิญญาณ’ เข้าครอบครองร่างของบุตรชายผู้น่าสงสารของอนุหลิวได้!
หลังจากความตื่นตะลึงผ่านพ้นไป ความปีติยินดีก็พลันถาโถมท่วมท้นจิตใจของฮูหยินเมิ่งในชั่วพริบตา!
นี่ช่าง…วิเศษยิ่งนัก!
ฟ้ามีตาแล้ว สวรรค์เข้าข้างนางอย่างแท้จริงแล้ว!
ชั่วขณะเดียวกัน ภัยคุกคามที่ชื่อเมิ่งจิ่งหมิงก็ได้อันตรธานหายไป ทั้งยังมีผู้ช่วยซึ่งมีความแค้นฝังลึกกับเมิ่งซีโจวเข้ามาอีก มิหนำซ้ำยังล่วงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของนางอย่างทะลุปรุโปร่ง โผล่ขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย!
นางผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที เพราะตื่นเต้นมากเกินไป จึงกระเทือนถึงบาดแผลบริเวณเอวข้างชายโครง นางเจ็บปวดจนถึงกับต้องสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอดเฮือกหนึ่ง
ทว่ายามนี้ นางไหนเลยจะยังใส่ใจเรื่องเหล่านี้อีก รีบสาวเท้ามุ่งตรงไปยังเรือนซีจิ่นที่อนุหลิวพำนักอยู่ในทันที
นางจะต้องไปเจรจาผูกมิตรกับจางจั๋วผู้นี้สักครา
ช่างเป็นคนโง่เขลาเสียจริง กุมประสบการณ์เช่นนี้อยู่ในมือแท้ๆ ทั้งยังมีฐานะเช่นนี้ติดตัวอย่างแท้จริง แต่กลับมิรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์เลยสักนิด ซ้ำยังถูกเมิ่งซีโจวยั่วยุจนพูดจาไม่ยั้งปาก และถึงขั้นลงไม้ลงมือกับนางเสียด้วย!
ทว่า ศัตรูของศัตรูย่อมคือมิตรสหาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีฐานะพิเศษเช่นเขา
เพียงคิดว่าเขาอาจล่วงรู้ความลับมากมายเกี่ยวกับเมิ่งซีโจวเมื่อครั้งอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ ฮูหยินเมิ่งก็แทบไม่กล้าคิดให้ลึกลงไปกว่านั้นอีก ต่อให้เรื่องเหล่านั้นไม่อาจใช้โค่นนางให้ล้มครืนได้ แต่อย่างน้อยก็เพียงพอจะทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนจนอยู่ไม่เป็นสุขได้!
แต่ถึงอย่างไร เมิ่งซีโจวก็อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอเพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นจริงๆ
ฮูหยินเมิ่งหรี่ตาลง ความกังขาผุดขึ้นภายในใจอีกครา เมิ่งซีโจวหลุดรอดออกมาจากสถานที่กินคนเช่นนั้นได้อย่างไรกัน
ตลอดหลายปีมานี้ นางเฝ้าครุ่นคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมาโดยตลอด รู้ดีว่าเมิ่งซีโจวหาใช่สตรีในห้องหอธรรมดาทั่วไป นางฉลาดมากเล่ห์จนแทบไม่ต่างจากปีศาจ ทั้งยังกล้าทุ่มสุดตัว ไม่คิดหวั่นเกรงสิ่งใด กรงขังธรรมดาทั่วไป ไหนเลยจะกักขังนางไว้ได้จริง
ดังนั้น นางจึงคัดแล้วคัดอีก เลือกแล้วเลือกอีก กระทั่งสุดท้ายจึงกำหนดเส้นทางสายนี้ขึ้นมา
ตามที่นางวางแผนไว้ เมิ่งซีโจวควรจะต้องถูกขังอยู่ที่นั่นอย่างน้อยหลายปี ถูกบีบให้คลอดบุตรและเลี้ยงดู จำต้องทนแบกรับความทุกข์ทรมานจนสิ้นเรี่ยวแรง จิตใจค่อยๆถูกบดขยี้จนสึกกร่อน สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงกองกระดูกแห้งกองหนึ่งเท่านั้น
ต่อให้เมิ่งซีโจวมีความสามารถและความอดทนสักเพียงใด แม้จะสามารถกัดฟันถูลู่ถูกังผ่านคืนวันอันแสนทุกข์ทรมาน จนหนีกลับมาได้สำเร็จในท้ายที่สุด ถึงเวลานั้น หนานหนานของนางก็คงจะได้เป็นพระชายาขององค์รัชทายาทไปนานแล้ว ส่วนตัวนางเองก็ย่อมจะสามารถบดขยี้มดปลวกอ่อนแรงตัวนี้ให้ตายไปได้อย่างง่ายดาย
แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจริงล้วนเหนือความคาดหมายของนางไปไกลนัก
เมิ่งซีโจวหวนคืนกลับมาได้อย่างง่ายดายเพียงนั้น ราวกับมิได้ถูกความทุกข์ยากกัดกร่อนเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ ความเก่งกาจของนางยังเฉียบคมยิ่งกว่าเดิมมาก ประหนึ่งคมกระบี่ที่ถูกชักออกจากฝัก!
คิดมาถึงตรงนี้ ความเจ็บปวดจากบาดแผลใต้ชายโครงก็พลันชัดเจนขึ้นอย่างยิ่งยวด
เมิ่งซีโจวถึงกับกล้าชักมีดแทงใส่นางผู้เป็นมารดาอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด! ส่งตัวนางออกไปอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอคราหนึ่ง นางถึงกับทิ้งมโนธรรมไว้ที่นั่น กลับกลายเป็นเดรัจฉานที่ต่ำช้าเสียยิ่งกว่าหมูหมาไปเสียแล้ว!
ยิ่งฮูหยินเมิ่งนึกถึงเรื่องนี้ ฝีเท้าก็ยิ่งเร่งให้ก้าวเร็วขึ้นกว่าเดิม
ครั้นฮูหยินเมิ่งก้าวเข้าสู่เรือนซีจิ่น ก็ประจวบกับได้ยินเสียงคำรามต่ำอย่างเดือดดาลของจางจั๋ว เปล่งดังออกมาจากในห้องพอดี
“ข้าไม่ได้เป็นบ้า! ข้าจะไปฆ่านาง! ข้าจะไปฆ่านางเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงของจางจั๋วเปี่ยมไปด้วยโทสะ พร้อมกับเสียงโต๊ะเก้าอี้ที่ถูกชนกระแทกเสียงดังโครมคราม เห็นได้ชัดว่า เขากำลังพยายามดิ้นให้หลุดจากกการเกาะกุมของอนุหลิว เพื่อที่จะพุ่งออกไปนอกห้อง
“จิ่งหมิง เจ้าใจเย็นก่อนเถิด! เจ้าบุ่มบ่ามพรวดพราดออกไปเช่นนี้ ไม่มีทางสังหารเมิ่งซีโจวได้แน่ มีแต่จะเอาชีวิตตนเองไปทิ้งเสีย ถึงตอนนั้นก็จะยิ่งทำอะไรนางไม่ได้แล้ว!”
เสียงพูดของอนุหลิ่วเจือสะอื้น นางยังคงขวางเขาไว้อย่างสุดกำลัง
เสียง “แอ๊ด” เปล่งดังขึ้นคราหนึ่ง ฮูหยินเมิ่งผลักประตูเดินเข้ามา บนใบหน้ามีรอยยิ้มเฉยเมยสูงส่ง ประหนึ่งกำลังจ้องมองลงมาจากเบื้องบน สายตาของนางกวาดผ่านร่างอนุหลิวที่กำลังตื่นตระหนกจนกลายเป็นเสียขวัญไป ก่อนจะตกลงบนร่างของจางจั๋วซึ่งมีสภาพคลุ้มคลั่งราวกับคนเสียสติ
“นางกล่าวถูกต้องแล้วจางจั๋ว อาศัยเพียงกำลังดิบเถื่อนของเจ้า อย่าว่าแต่จะมิอาจแตะต้องตัวนางได้เลย เกรงว่าแม้ชายอาภรณ์ของนางเจ้าก็ยังยากจะสัมผัสด้วยซ้ำ มีแต่จะทำให้ตนเองต้องตายเร็วขึ้นเท่านั้น”
จางจั๋วที่ได้ยินชื่อ ‘จางจั๋ว’ หลุดออกมาจากปากฮูหยินเมิ่ง ก็มีท่าทีประหนึ่งแมวถูกเหยียบหาง เขาตวาดสวนออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยวทันที
“นั่นมิใช่ชื่อของข้า!”
ครั้นอนุหลิวเห็นฮูหยินเมิ่ง ก็รีบกระชากจางจั๋วไปซ่อนไว้ด้านหลังตนในทันที ท่าทางราวกับแม่ไก่ที่กางปีกปกป้องลูกน้อย
“ท่านมาทำอะไรที่นี่?!”
แม้บัดนี้อนุหลิวจะหันคมดาบไปทางเมิ่งซีโจวแล้ว ทว่าลึกลงไปในใจ นางก็ยังคงชิงชังฮูหยินเมิ่งอย่างถึงที่สุดอยู่
ที่นางใส่ร้ายเมิ่งซีโจว ก็เป็นเพียงเพราะทำตามความปรารถนาของเมิ่งจิ่งหมิงเท่านั้น นางรู้แจ้งแก่ใจดีว่า ที่เมิ่งจิ่งหมิงต้องไปเร่ร่อนระหกระเหินอยู่ภายนอกอย่างน่าเวทนามานานเพียงนี้นั้น ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะถูกฮูหยินเมิ่งทำร้ายจนย่อยยับ มิหนำซ้ำยังทำให้เขามีนิสัยแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวงด้วย
ท่าทีรุนแรงของอนุหลิว กลับมิได้ทำให้ฮูหยินเมิ่งสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังเยื้องย่างไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างเนิบช้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาหวิวคล้ายไม่ใส่ใจว่า
“น้องหลิว ไฉนยังตกอกตกใจง่ายดายเช่นนี้อยู่อีกเล่า? ข้าเป็นนายหญิงใหญ่แห่งจวนโหว สถานที่แห่งใดในจวนนี้ ยังมีที่ที่ข้าไปไม่ได้ด้วยรึ?”
อนุหลิวถูกนางกดดันจนจำต้องดึงจางจั๋วถอยร่นไปครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่นานแผ่นหลังก็ชนเข้ากับผนัง มิอาจเยื้องย่างต่อไปได้อีกแม้ครึ่งก้าว
ถึงตอนนั้น ฮูหยินเมิ่งจึงค่อยยกแขนเสื้อขึ้นปิดริมฝีปากแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เพียงแต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ซึมลึกไปถึงดวงตาเลยสักนิด
“น้องหลิว ไยต้องทำตัวห่างเหินกับข้าถึงเพียงนี้ด้วยเล่า? อย่างไรเสีย ยามนี้พวกเราก็นับว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว เจ้าวางใจเถิด ข้าไม่ทำอะไรบุตรชายสุดที่รักสุดหวงแหนของเจ้าแน่”
นางจงใจเน้นถ้อยคำว่า ‘บุตรชายสุดที่รักสุดหวงแหน’ ให้หนักขึ้นหลายส่วน น้ำเสียงเย้ยหยันปรากฏชัดเจนอย่างไม่คิดจะปิดบัง
เมื่อมองอนุหลิวที่อยู่ตรงหน้า ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขลาดกลัวนางจนหัวหด แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตานางตรงๆก็ยังมิกล้า ทว่าก่อนหน้านี้กลับอาศัยว่ามีเมิ่งซีโจวคอยหนุนหลัง จึงบังอาจแข็งข้อกับนาง ถึงขั้นเคยทำให้นางสูญเสียอำนาจในการดูแลกิจการภายในจวนไปชั่วระยะหนึ่ง ความคับแค้นที่ถูกเหยียดหยามนี้ก็พลันปั่นป่วนพลุ่งพล่านขึ้นในใจฮูหยินเมิ่งไม่หยุด
ความอัปยศครั้งนั้น นางย่อมต้องจดจำไว้ชั่วชีวิต
แต่บัดนี้ สตรีโง่งมผู้นี้กลับเฝ้าประคบประหงมจางจั๋ว ผู้ยึดครองเปลือกกายของบุตรชายตนไว้ ราวกับเป็นแก้วตาดวงใจของตนเอง ช่างน่าขันนัก ทั้งยังน่าเวทนาอีกด้วย!
นับเป็นเวรกรรมตามสนองโดยแท้!
นางไม่คิดจะสนใจอนุหลิวที่ภายนอกทำท่าทีแข็งกร้าว ทว่าภายในกลับขลาดกลัวผู้นี้อีกต่อไป แววตาพลันเปลี่ยนเป็นคมกริบทันใด หันไปจับจ้องจางจั๋วซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังอีกฝ่าย แล้วเอ่ยตรงเข้าประเด็นทันที
“จางจั๋ว เจ้าจงเล่ามาให้ข้าฟังอย่างละเอียด เมิ่งซีโจวเมื่อครั้งอยู่ในตระกูลจางของพวกเจ้านั้น นางได้ก่อ ‘เรื่องดีงาม’ อันใดไว้บ้าง? เจ้าจงพูดมาให้ข้าฟัง พวกเราจะได้ร่วมมือกัน คนมากย่อมมีกำลังมาก เหตุผลง่ายๆแค่นี้ เจ้าคงจะเข้าใจได้กระมัง?”
จางจั๋วถูกสายตาของฮูหยินเมิ่งที่ราวกับมองทะลุทุกสิ่ง จ้องจับจนทั่วทั้งร่างของเขารู้สึกอึดอัดไม่เป็นสุข ครั้นได้ยินคำว่า ‘ร่วมมือ’ นี้ จิตใจของเขาก็เกิดการดิ้นรนลังเลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
ทว่าสุดท้ายแล้ว ความเคียดแค้นท่วมฟ้าที่มีต่อเมิ่งซีโจว ก็ได้บดขยี้ความหวาดระแวงในตัวฮูหยินเมิ่งลงจนสิ้น
เขากัดฟันแน่น น้ำเสียงเจือความอาฆาตแค้นสุดขั้ว ค่อยๆหยั่งเชิงด้วยการเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง
“ปีที่สามหลังจากนางถูกซื้อตัวเข้าไปในตระกูลของข้า ในที่สุดนางก็หาโอกาสวางแผนหลบหนีไปจนได้! แต่ก่อนจะหนีไป นางยังสติวิปลาสถึงขั้นฆ่าล้างตระกูลข้า สังหารคนในครอบครัวของข้าเสียสิ้น!”
รอยยิ้มสุขุมเยือกเย็นบนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งพลันแข็งค้างในชั่วพริบตา
รูม่านตาของนางพลันหดวูบ ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่สุดในใต้หล้า นางตกตะลึงจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ หลุดร้องถามออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ ปีที่สามรึ?! เจ้าแน่ใจหรือว่าเหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลานานถึงสามปีเต็มๆ มิใช่…สามวัน?”