พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่214 อิสตรีซื้อตำแหน่งในราชสำนัก ช่างน่าขันนัก!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่214 อิสตรีซื้อตำแหน่งในราชสำนัก ช่างน่าขันนัก!
บทที่214 อิสตรีซื้อตำแหน่งในราชสำนัก ช่างน่าขันนัก!
เรื่องโศกนาฏกรรมของหมู่บ้านเสี่ยวเหอนี้ ผู้คนในละแวกใกล้เคียงได้พากันเล่าลือมาเนิ่นนานแล้ว จนบัดนี้ได้กลายเป็นเรื่องพิสดารเหนือธรรมชาติ ที่ผู้คนต่างพากันกล่าวขานกันปากต่อปาก
เล่ากันว่า แรกเริ่มเดิมทีเป็นชายหาบเร่อีกคนหนึ่ง ภรรยาของเขาล้มป่วยลง และได้ยินมาว่าในหมู่บ้านเสี่ยวเหอมีสตรีผู้หนึ่งที่ถูกซื้อตัวมา พอจะรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง จึงได้คิดจะมาขอเชิญนางไปรักษา
ผู้ใดจะคาดเล่า เพียงก้าวเท้าเข้ามาหมู่บ้าน กลับพบว่าทุกบ้านทุกเรือนล้วนปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา ไร้สุ้มเสียงผู้คนแม้เพียงนิด เขานึกประหลาดใจ จึงได้รวบรวมความกล้า ผลักประตูบานหนึ่งที่แง้มไว้เข้าไปดู
ชั่วพริบตานั้นเอง เขาก็ต้องตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกจากร่าง!
ภายในบ้านมีศพสองร่างนอนแข็งทื่ออยู่เนิ่นนานแล้ว!
เขาทั้งคลานทั้งกลิ้งทั้งตะเกียกตะกายหนีออกมา จากนั้น ก็ลองผลักประตูบ้านอีกหลายหลังติดๆกันเข้าไปดู ผลลัพธ์ล้วนเป็นเช่นเดียวกันทั้งสิ้น!
ทั้งหมู่บ้านกลับไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว!
หลังจากชายหาบเร่ผู้นั้นกลับไปแล้ว เขาก็ตกอกตกใจเสียขวัญเสียจนจับไข้สูงอยู่นานถึงสามวันสามคืน และเกือบจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก
นับแต่นั้นมา ข่าวลือเรื่องคนในหมู่บ้านเสี่ยวเหอถูกกรรมตามสนอง กลายเป็นภูติผีออกอาละวาด ก็ได้แพร่สะพัดออกไปทั่ว
หมู่บ้านในละแวกใกล้เคียง ครอบครัวที่ซื้อภรรยามาเช่นกัน ต่างก็หวาดผวาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ยิ่งบางบ้านที่ยามปกติตบตีด่าทอภรรยาที่ซื้อมาตามใจชอบ ทั้งยังจับตาดูอย่างเข้มงวด ก็ยิ่งขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆกัน ไม่เพียงไม่กล้าทุบตีด่าทอพวกนางดังเดิมอีก แม้แต่การเฝ้าระวังก็หย่อนยานลงไปไม่น้อยเลย
ชั่วขณะหนึ่ง หมู่บ้านแถบนั้นจึงมีข่าวเล่าลือเป็นระยะๆว่า บ้านนั้นบ้านนี้มีภรรยาที่ซื้อมาหนีหายไป
ชายหาบเร่ที่วิ่งหนีออกมาไกลแล้ว ได้หันกลับไปมองผืนดินมรณะผืนนั้นกับคนบ้าผู้มาใหม่ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาพร้อมพึมพำกับตัวเองว่า
“เพราะอย่างนี้ไงเล่า เรื่องผิดบาปต่อมโนธรรม มิควรทำจริงๆ…”
จางจั๋วมองชายหาบเร่ผู้นั้นส่ายหน้าไปมาแล้วหนีจากไปต่อหน้าต่อตา ท่าทีนั้นราวกับกำลังเย้ยหยันเขาว่าไร้ความสามารถทั้งยังโง่เขลาอีกต่างหาก โทสะที่สั่งสมอยู่ในอกพลันทะลักล้นจนพังทลายสติสัมปชัญญะลงสิ้น
เขาถึงกับคว้าไม้ท่อนหนึ่งจากพื้นขึ้นมา แล้วพุ่งตรงเข้าไปหาชายหาบเร่อย่างไม่คิดชีวิต หมายจะทุบศีรษะของคนผู้นั้นให้แหลกคามือ!
คนหาบเร่ผู้นั้นเดินทางไปทั่วสารทิศมานานหลายปี ย่อมจะเฉลียวฉลาดคล่องแคล่วเป็นที่สุด ทันทีที่ได้ยินเสียงคนวิ่งไล่ตามมาจากด้านหลัง เขาก็พลันเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ประหนึ่งว่าจะเค้นเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดตั้งแต่เริ่มดื่มนมมารดาออกมา แล้ววิ่งตะลุยไปตามคันนาด้วยฝีเท้าเต็มกำลัง เพียงไม่นานก็หายลับไปจนไร้เงา
จางจั๋วทุ่มแรงทั้งหมดวิ่งไล่ตามไป ทว่ากลับตามไม่ทัน ยามนี้เขาโมโหจนแผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง ก่อนจะเงื้อท่อนไม้ในมือฟาดลงกับพื้นด้วยความเกรี้ยวกราด
เขาหอบหายใจครืดคราดด้วยความเหนื่อยจัด ท้ายที่สุดก็หันกลับไปมองบ้านเกิดผืนเดิม ที่แบกรับความทรงจำอันงดงามทั้งหมดของเขาเอาไว้อีกรอบหนึ่ง ทว่าในดวงตากลับเหลือเพียงความเคียดแค้นชิงชังที่ฝังลึกลงถึงกระดูก จากนั้น เขาก็หมุนกายอย่างฉับพลัน สาวเท้าก้าวยาวปรี่ตรงไปที่รถม้าทันที
ในเมื่อสวรรค์ประทานโอกาสให้เขาได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งแล้ว ทั้งยังให้เขาเข้าได้สิงสู่อยู่ในร่างของคุณชายแห่งจวนโหวผู้นี้ด้วย เช่นนั้นเขาย่อมไม่มีวันปล่อยเมิ่งซีโจวให้ลอยนวลไปได้แน่!
ทัณฑ์ทรมานสารพัดอย่างเหล่านั้น เขาจะให้นางได้ลิ้มรสทีละอย่างทีละอย่าง และจะทำให้นางต้องเสียใจภายหลังที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ทีเดียว!
…..
เมืองหลวง
เมิ่งซีโจวอาศัยความคิดแปลกใหม่ที่ผุดขึ้นในใจไม่รู้จบ ประกอบกับฝีมือการค้าขายอันแยบยลของอนุเสิ่น อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสวีเจิ้นถิง บิดาของสวีจี้ชาง กิจการของนางจึงยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วประหนึ่งได้ลมส่งใบเรือ
เพียงช่วงเวลาไม่นาน ชื่อเสียงของนางในเมืองหลวงก็ค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน เมื่อก่อนที่มีผู้คนเอ่ยถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนจงหย่งโหว คำชมเชยล้วนเป็นพรสวรรค์ด้านบทกวีของนาง ทว่าบัดนี้ สิ่งที่ผู้คนทอดถอนใจชื่นชมเสียมากกว่า กลับเป็นความสามารถทางการค้าของนาง
แผนเดิมของนางคือรอจนชื่อเสียงยิ่งขจรไปไกล รากฐานยิ่งมั่นคงมากขึ้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยให้ซ่งเฉิงจี้ช่วยหาโอกาสกราบทูล ช่วยผลักดันให้นางขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้ากรมพระคลังอย่างเป็นทางการ
ทว่าในใจของนางกลับมีความไม่สบายใจสายหนึ่งวนเวียนอยู่รางๆอยู่ตลอดเวลา คล้ายในความมืดมนมีลางสังหรณ์บางอย่างคอยเตือนอยู่เงียบๆ ราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่อุบัติขึ้นในอีกไม่ช้า
รอต่อไปไม่ได้แล้ว!
ดังนั้น นางจึงตัดสินใจแน่วแน่ กัดฟันทุ่มเงินก้อนใหญ่ซื้อตำแหน่งขุนนางเล็กๆในกรมพิธีการมาเป็นของตน
เพราะการค้าขายของนางมิได้ทำไปเพียงเพื่อแสวงหากำไรเท่านั้น เงินทองที่หามาได้ส่วนใหญ่ นางล้วนนำไปใช้จัดหาที่พักพิงให้แก่ผู้ลี้ภัยไร้ที่พึ่ง จนได้รับชื่อเสียงงดงามว่าเป็นพ่อค้าใจบุญผู้มีคุณธรรม
แม้กิจการจะมิได้ใหญ่โตนัก ทว่ากลับได้ใจราษรไม่น้อย อีกทั้งตำแหน่งขุนนางที่นางใช้เงินซื้อมาในครานี้ ก็เป็นเพียงตำแหน่งขุนนางเล็กๆไร้น้ำหนักเท่านั้น เมื่อเทียบกับคราก่อนที่ ‘เมิ่งหนานอี้’ กระโดดข้ามขั้นไปนั่งในตำแหน่งในรองเจ้ากรมพระคลัง จนก่อคลื่นลมใหญ่ในราชสำนักได้นั้น ครานี้แทบมิได้ทำให้ท้องพระโรงเกิดแรงกระเพื่อมใดๆเลยด้วยซ้ำ เหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักที่เจนจัดราวจิ้งจอกเฒ่าทั้งหลาย ถึงขั้นยังไม่มีเวลาว่างแม้แต่จะปรายหางตามองมาทางนางสักปราดหนึ่งเสียด้วยซ้ำ
ก้าวแรกนี้ ในที่สุดก็นับว่าก้าวเดินออกไปได้อย่างราบรื่น
จากนี้ไป สิ่งที่ต้องทำก็คือ ค่อยๆปูทางอย่างระมัดระวังขึ้นสู่ตำแหน่งใหม่ แล้วเฝ้ารอจังหวะอันเหมาะสม
วันนั้น นางกำลังติดตามขุนนางประจำกรมพิธีการผู้หนึ่งนามว่าซุนโหย่วเต๋อ เพื่อไปทำความคุ้นเคยกับงานราชการต่างๆ
คนผู้นี้อายุราวสี่สิบปี เวลามองผู้อื่นมักหรี่ตาลงจนเป็นเส้นเล็กๆ นิสัยท่าทางหยิ่งผยอง ราวกับมองเห็นผู้อื่นต่ำต้อยกว่าตนอยู่เสมอ เบื้องบนจัดให้เขาช่วยชี้แนะเมิ่งซีโจว ผู้เป็นเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ ทว่าในใจเขากลับดูแคลนนางอย่างที่สุด
ผู้ที่ใช้เงินซื้อตำแหน่งมาเช่นนี้ ทั้งยังเป็นสตรีอีกต่างหาก จะให้เขานึกยอมรับได้อย่างไรกัน?
ในสายตาของเขา รวมถึงขุนนางหัวโบราณอีกมากมาย คุณหนูทั้งสองแห่งจวนจงหย่งโหวช่างเหลวไหลสิ้นดี คนหนึ่งยิ่งกว่าอีกคนหนึ่ง!
ก่อนหน้านี้ คุณหนูรองเมิ่งหนานอี้ผู้นั้นก็เอะอะโวยวายจะเข้ารับราชการในกรมพระคลัง สุดท้ายหมวกขุนนางที่ใส่ยังไม่ทันอุ่นดี พริบตาเดียวก็เข้าวังไปเสียแล้ว นางคิดอ่านสิ่งใดอยู่ เกรงว่าแม้แต่คนโง่ก็คงมองออก!
และคุณหนูใหญ่ผู้นี้ก็ยิ่งเหลวไหลเกินเยียวยาเสียยิ่งกว่า!