พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่213 จากหมู่บ้านแสนสงบสุขสู่แดนอัปมงคล
บทที่213 จากหมู่บ้านแสนสงบสุขสู่แดนอัปมงคล
จางจั๋วนั่งอยู่ในรถม้าที่โยกโคลงไปมาท่ามกลางถนนสายหนึ่ง ยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านเสี่ยวเหอมากเพียงใด หัวใจของเขาก็ยิ่งบีบรัดแน่นขึ้นเข้าไปทุกที
ความหวาดกลัวตามติดเขาประหนึ่งเงาตามตัว เขารู้สึกราวกับมิได้กำลังหวนคืนสู่บ้านเกิด หากแต่กำลังคุกเข่าอยู่กลางศาลาว่าการ รอฟังคำพิพากษาลงทัณฑ์ต่างหาก
คู่ล้อของรถม้าบดผ่านทางดินขรุขระ เสียงเอี๊ยดอ๊าดที่เปล่งดังขึ้นแต่ละครานั้น ล้วนยิ่งบีบคั้นให้เขารู้สึกว้าวุ่นกระสับกระส่ายหนักกว่าเดิม
จวบจนกระทั่งรถม้าหยุดลง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ปากทางหมู่บ้าน หัวใจซึ่งแขวนค้างอยู่สูงมาเนิ่นนานดวงนั้น ก็พลันคล้ายตกวูบร่วงหล่นลงจากที่สูงเสียด กระทบกับพื้นดินจนแหลกสลาย แหลกละเอียดอย่างสิ้นเชิง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเขายามนี้ ไหนเลยจะยังเป็นแดนสันโดษอันมีขุนเขางงดาม สายน้ำใสสะอาด เสียงไก่ขัน และเสียงสุนัขเห่าแว่วประสานกันอย่างมีชีวิตชีวา ดังเช่นในความทรงจำของเขาอีกเล่า?
มีเพียงกลิ่นอายของสภาพรกร้างทรุดโทรม มวลอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าอันยากจะบรรยาย ชวนให้ผู้คนรู้สึกคลื่นเหียนวิงเวียนจนแทบสำรอก
บ้านเรือนพังทลายกลายเป็นซากปรักหักพัง ประตูหน้าต่างบิดเบี้ยวเอียงกระเท่เร่ บ้างก็เปิดอ้าค้างเป็นโพรงดำทะมึน ประกอบพร้อมกับกองซากศพมากมาย ซึ่งแต่ละร่างล้วนถูกควักไส้ควักพุงออกมาจนกลายเป็นรูกลวงโบ๋
สถานที่แห่งนี้ หากจะเรียกว่าเป็นหมู่บ้าน มิสู้เรียกว่าเป็นสุสานไร้ญาติอันยุ่งเหยิงแห่งหนึ่งเสียยังจะถูกต้องกว่า
ชาติภพก่อน หลังจากเมิ่งซีโจวหลบหนีไปแล้ว หมู่บ้านเสี่ยวเหอก็มีผู้คนล้มตายไปมากมายจากการแก้แค้นเอาคืนของนางเช่นกัน ไอพยาบาทพุ่งทะยานเสียดฟ้า จนแทบจะกลั่นตัวเป็นรูปร่างได้จริง ทว่าก็ยังไม่มีสภาพเยี่ยงที่เห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้
ในใจของเขายังคงหลงเหลือความหวังอันริบหรี่ จึงได้รวบรวมเรี่ยวแรงในกายทั้งหมด ร้องตะโกนเรียกออกไปเสียงดังลั่น
เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหมู่บ้านที่ว่างเปล่าและเงียบงัน ฟังดูผิดที่ผิดทางอย่างน่าขันยิ่งนัก
สิ่งที่ตอบกลับมา มีเพียงเสียงลมเหนือที่ครวญครางหวีดหวิว
หัวใจของเขาพลันจมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำแข็งเย็นเยียบโดยสมบูรณ์
ในหมู่บ้านนี้… ไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่แล้วจริงๆ
เมิ่งซีโจว ตกลงแล้วในชาตินี้… — นางกระทำสิ่งใดลงไปกันแน่?!
ไฉนนางจึงได้มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต ถึงขั้นสังหารผู้คนล้างหมู่บ้าน ตัดรากถอนโคนทั้งโคตรตระกูลได้เช่นนี้?!
ในสายตาของนาง หรือมีเพียงชีวิตของนางเท่านั้นที่นับว่าเป็นชีวิต ส่วนชีวิตของผู้อื่นล้วนต่ำต้อยดุจต้นหญ้าริมทาง ดุจมดปลวกไร้ค่า คิดจะเด็ดทิ้งเมื่อใดก็สามารถทำได้ตามใจอย่างนั้นรึ?!
ชาติภพก่อน เมื่อเขากลับไปถึงหมู่บ้าน และได้ล่วงรู้ว่าทุกคนในครอบครัว ตลอดจนชาวบ้านอีกมากมาย ล้วนถูกเมิ่งซีโจววางแผนสังหารให้ตาย ความโกรธเกรี้ยวและความแค้นใจอันล้นฟ้าก็พลันอัดแน่นเต็มอก เพลิงแค้นนี้ได้คอยค้ำจุนเขา ผลักดันเขาให้กัดฟันมุมานะ เฝ้าหวังอยู่ทุกลมหายใจว่า สักวันหนึ่งจะได้ลงมือสังหารศัตรูด้วยน้ำมือตนเอง ชำระแค้นโลหิตนี้ให้สิ้น
ทว่าในยามนี้ เมื่อเขายืนเดียวดายอยู่บนผืนแผ่นดินบ้านเกิดที่รกร้างและเงียบงันราวป่าช้า สายลมพัดครวญดังหวีดหวิวประหนึ่งเสียงสะอื้น ทอดสายตามองไปทางใด ก็เห็นแต่ภาพของความพังพินาศย่อยยับ สิ่งเดียวที่เขาสัมผัสได้กลับมีเพียงความเศร้าสลดอย่างที่สุด
เขาควรจะมีอนาคตอันรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด มีมารดาเฒ่าชราผู้คอยห่วงใย มีพี่ชายที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกันได้ ชีวิตของเขาเดิมทีควรจะต้องสงบสุข มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง
ส่วนเมิ่งซีโจวนั้น เป็นเพียงสะใภ้ที่ครอบครัวของเขาซื้อตัวมาเท่านั้น
เป็นอิสตรีในห้องหอ เพียงอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัว คลอดบุตรชายอ้วนท้วนแข็งแรงให้ตระกูลจางสักหลายคน เพื่อจะได้สืบสกุลแตกกิ่งก้านใบ แล้วตั้งอกตั้งใจปรนนิบัติรับใช้คนเฒ่าคนแก่และคนในบ้านให้ดี มือเท้าขยันขันแข็ง ทำงานให้มากหน่อย นี่มิใช่เรื่องที่ฟ้าดินกำหนดให้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญหรอกรึ?
รอจนภายภาคหน้าเขาสอบได้จอหงวน มีทั้งชื่อเสียงและตำแหน่งสถานะพร้อมแล้ว หรือเขายังมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องต่อนางอีก?
นางยังมีสิ่งใดไม่พอใจอีกเล่า?
เหตุใดจึงต้องหนีครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงขั้นก่อความแค้นขึ้นมาจากความว่างเปล่า โหดเหี้ยมอำมหิตจนคิดสังหารคนในครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเขาจนย่อยยับ!
ทุกสิ่งที่เขาเฝ้าทะนุถนอม ทุกสิ่งที่เขาเห็นว่าสำคัญ ทั้งหมดล้วนพินาศลงในเงื้อมมือของสตรีใจพิษผู้นี้ทั้งสิ้น!
ในเวลานั้นเอง คนหาบเร่ผู้หนึ่งซึ่งแบกสัมภาระไว้บนหลังเดินผ่านไปอย่างเร่งร้อน ครั้นเห็นจางจั๋วยืนอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็รีบหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยห้ามปรามด้วยเจตนาดีว่า
“ไอ้หยา~ ท่านผู้สูงศักดิ์ ท่านมาทำอะไรที่ดินแดนอัปมงคลเช่นนี้หรือขอรับ อย่าได้เดินมุ่งหน้าเข้าไปอีกเลย! หมู่บ้านนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายปีศาจชั่วร้าย ช่างน่าขนลุกนัก!”
เขากดเสียงให้เบาลง ราวกับหวาดกลัวว่าจะไปรบกวนสิ่งใดเข้าแล้วกล่าวต่อ
“ได้ยินว่าครอบครัวหนึ่งซื้อสะใภ้จากต่างถิ่นมา แล้วทุกคนในบ้านนั้นกลับกระทำต่อนางราวเห็นนางมิใช่คน ทรมานนางสารพัดจนแทบสิ้นลมหายใจ สุดท้ายก็ทรมานจนนางมิต่างจากตายทั้งเป็น! จากนั้น กรรมจึงได้ตามสนองพวกเขา เพียงไม่กี่วัน มิรู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น คนทั้งหมู่บ้านล้วนตายเกลี้ยงไม่เหลือสักคน! ท่านผู้สูงศักดิ์เป็นผู้มีค่าดุจทองหยก อย่าได้เข้าไปข้างในอีกเลย ระวังร่างกายจะไปแปดเปื้อนของไม่สะอาดเข้า ถึงตอนนั้นเคราะห์อัปมงคลจะตามติดเอาได้นะขอรับ!”
เดิมทีคนหาบเร่ผู้นี้เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี ทว่าถ้อยคำเหล่านี้เมื่อเข้าหูจางจั๋ว กลับไม่ต่างอันใดจากการราดน้ำมันลงไปบนกองไฟ!
เขาหันขวับกลับมา ดวงตาทั้งสองแดงก่ำด้วยแรงโทสะ เขาเดือดดาลจนแทบคลั่ง ผลักร่างของคนหาบเร่ผู้นั้นออกไปอย่างแรง พลางตวาดเสียงดังลั่นว่า
“เจ้าพล่ามเหลวไหลอันใด! หญิงที่ถูกซื้อมาผู้นั้นไม่รักษาศีลธรรมแห่งอิสตรีต่างหาก ทั้งยังเนรคุณตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น! เป็นนางที่เข่นฆ่าคนทั้งหมู่บ้านจนหมดสิ้น! นางแบกหนี้เลือดเช่นนี้ไว้ สมควรต้องอยู่อย่างหวาดผวาทั้งวันทั้งคืน ตายไปมิได้ผุดได้เกิดชั่วกัปชั่วกัลป์! อะไรคือถูกทรมานจนตาย? บ้านสามีซื้อนางเข้ามา นางย่อมต้องทนแบกรับทุกสิ่งให้ได้ เพราะนั่นคือหน้าที่ของนาง!”
คนหาบเร่ถูกสีหน้าดุร้ายของเขาและถ้อยวาจากลับดำเป็นขาวเช่นนี้ เล่นงานจนถึงกับตกใจขวัญหนีดีฝ่อ รีบถอยกรูดไปหลายก้าว ทั้งคลานทั้งลุกขึ้นยืน ปากก็พึมพำออกไปว่า
“ท่าจะเป็นบ้าเสียสติไปแล้วจริงๆ… ท่านอัปมงคลยิ่งกว่าหมู่บ้านผีสิงนี่เสียอีก!”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังแล้วรีบวิ่งหนีไปโดยไม่เหลียวกลับมามองอีกเลย เพราะเกรงว่าหากช้าไปแม้เพียงก้าวเดียว ก็อาจถูกคนบ้าเสียสติผู้นี้ตามรังควานได้