พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่216 ท่านแม่ ท่านมิต่างจากเศษสวะอย่างแท้จริง!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่216 ท่านแม่ ท่านมิต่างจากเศษสวะอย่างแท้จริง!
บทที่216 ท่านแม่ ท่านมิต่างจากเศษสวะอย่างแท้จริง!
เมิ่งหนานอี้ใช้กลวิธีเล่ห์เหลี่ยมประเภทใดกัน?
คลื่นความกังขาที่ถาโถมเข้าใส่นั้น ดุจเถาวัลย์เลื้อยพันอยู่กลางใจของเมิ่งซีโจว ยิ่งคิดก็ยิ่งรัดแน่นขนัดมากขึ้นทุกที
วังหลังเป็นสถานที่เช่นใดกัน? ที่นั่นมิใช่แดนกินคนโดยไม่คายกระดูกหรอกรึ? ด้วยอุปนิสัยใสที่ซื่อจนเข้าขั้นขลาดเขลาของเมิ่งหนานอี้ ผนวกกับกลอุบายตื้นเขินเพียงเท่านั้นของนาง เดิมทีเมิ่งซีโจวยังคิดว่า อย่างมากก็อีกไม่กี่เดือน นางคงจะได้ยินข่าวการตายของอีกฝ่ายแล้ว
ทว่าบัดนี้ ไม่เพียงไม่ตาย กลับยังเหยียบเมฆาไต่ขึ้นสู่นภาได้ในก้าวเดียวด้วยรึ?
ช่างผิดปกติเกินไปจริงๆ… เรื่องนี้ผิดแปลกเกินไปอย่างมาก มากจนชวนให้คิดเท่าไรก็คิดไม่ตก
หรือว่านางจะได้รับวาสนาใหญ่หลวงอันใดเข้าแล้วจริงๆ?
หรือไม่ก็…
แววเย้ยหยันบางเบาจนแทบมองไม่เห็นพลันวาบผ่านก้นบึ้งในดวงตาของเมิ่งซีโจว
นางจะยอมลดศักดิ์ศรีถึงขั้นก้มหัวทำความสะอาดของต่ำชั้นใต้กางเกงเหล่าบุรุษ ยอมทั้งบุกน้ำลุยไฟถวายชีวิตเพื่อแลกกับแรงสนับสนุนกลุ่มใหญ่กระมัง?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เมิ่งซีโจวก็แทบหลุดหัวเราะเย้ยหยันออกมา
บางที สิ่งที่ฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งหนานอี้เฝ้าคะนึงหาอย่างสุดหัวใจ กระทั่งไม่อาจฝืนลิขิตฟ้าเพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘ชะตาหงส์’ นั้น แท้จริงแล้ว อาจสมควรอยู่บนร่างของเมิ่งหนานอี้เองแต่แรกก็เป็นได้
อย่างไรเสีย ทั้งสองชาติภพ เมิ่งหนานอี้ก็สามารถเถลิงอำนาจและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาได้มิใช่รึ?
แม้จะเปลี่ยนจากองค์รัชทายาทเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แม้ประวัติศาสตร์จะไม่เหมือนกันไปบ้าง แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า ต่อให้เป็นเหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์มากมายที่ล้วนเจนจัดรอบด้าน ฐานะชาติตระกูลเลิศล้ำ ต่างก็ต้องพากันพ่ายแพ้ย่อยยับเมื่ออยู่เบื้องหน้าเมิ่งหนานอี้ จมหายลงกลางสนามชิงชัย และสุดท้ายกลับเป็นนาง เมิ่งหนานอี้ผู้นี้นี่แหละที่โดดเด่นเหนือผู้ใด ราวกับโชคดีจับได้ตั๋วทอง เช่นนี้แล้วยังจะไม่สามารถบ่งบอกถึงโชคชะตาอันแข็งแกร่งของนางได้อีกรึ?
แต่ไม่ว่าเมิ่งหนานอี้จะอาศัยเล่ห์กลวิธีใด หรือมีวาสนาฟ้าลิขิตเช่นไร จึงได้ปีนป่ายขึ้นไปถึงยอดสูงเช่นนั้นได้ เมิ่งซีโจวก็ไม่มีวันปล่อยให้นางได้นั่งอยู่บนตำแหน่งนั้นอย่างมั่นคงราบรื่นเป็นอันขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต อย่างน้อยนางก็จะต้องได้ศีรษะของฝ่ายนั้นนติดมือลงนรกไปด้วย!
แต่ไหนแต่ไรมา ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมิเคยรู้จักความหมายของคำว่า ‘โอรสสวรรค์ตรัสแล้วมิคืนคำ’ สิ่งที่พระองค์ถนัดที่สุดก็คือออกคำสั่งเช้า เปลี่ยนพระทัยเย็น วันนี้ทรงยกนางขึ้นสู่ยอดเมฆาได้ วันพรุ่งก็ย่อมเหยียบนางให้จมลงสู่ปลักโคลนได้เช่นกัน
ควรทำเช่นไรนั้น ในใจของนางย่อมมีแผนการแน่ชัดอยู่แล้ว
สีหน้าของเมิ่งซีโจวสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ราวกับความตื่นตะลึงเมื่อครู่มิเคยปรากฏมาก่อน นางเพียงสงบใจแล้วโยนกระดาษเซวียนจื่อที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ในมือ ทิ้งลงไปในตะกร้าที่อยู่ข้างกาย
หลังจัดการงานราชการที่กรมพิธีการเสร็จสิ้นแล้ว เมิ่งซีโจวก็นั่งรถม้ากลับไปยังจวนจงหย่งโหว
เพิ่งจะก้าวลงจากรถม้ามาได้ ก็บังเอิญพบกับรถม้าอีกคันที่มาถึงพร้อมกันพอดี ผู้ที่กลับมาจากชนบทหลังไป ‘พักรักษาตัว’ นั้น ก็คือจางจั๋ว
เมื่อสายตาทั้งสองคู่สบประสานกัน บรรยากาศรอบด้านก็พลันแข็งค้างไปชั่วขณะ
มุมปากของเมิ่งซีโจวโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง นางเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปหาสองสามก้าว น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ทว่าเมื่อเข้าสู่รูหูของจางจั๋ว กลับกลายเป็นถ้อยคำเย้ยหยันอย่างถึงที่สุด
“ดูท่าฮวงจุ้ยในชนบทคงจะบำรุงผู้คนได้ดีเยี่ยมจริงๆ อาการป่วยเฉียบพลันของพี่รอง เพียงไม่กี่วันก็กลับมากระปรี้กระเปร่าแข็งแรงได้ถึงเพียงนี้แล้วรึ?”
จางจั๋วอยู่ในรถม้ามาตลอดทาง แต่กลับไม่อาจข่มตาหลับได้เลย เพียงหลับตาลง ภาพความรกร้างเงียบงันดั่งแดนมรณะของหมู่บ้านเสี่ยวเหอ และภาพมารดาผู้ชราร้องไห้อยู่ในความทรงจำ ก็พลันผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน ภายใต้ความทุกข์ทรมานใจแสนสาหัส ดวงตาทั้งคู่ของเขาจึงเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงก่ำ ร่างทั้งร่างคล้ายสายธนูที่ถูกขึงสุดแรงจนตึง
ยามนี้ศัตรูคู่แค้นไม่เพียงยืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน มิหนำซ้ำยังกล้าเอ่ยวาจากระทบกระเทียบแฝงเข็มเช่นนี้อีก ความแค้นเก่าใหม่จึงพลันระเบิดพวยพุ่งขึ้นในชั่วพริบตา ราวกับหินหนืดเดือดพล่านที่ทะลักออกจากปากปล่องภูเขาไฟ!
เพราะเหตุใดกัน!
เหตุใดคนชั่วช้าผู้มีจิตใจเหี้ยมโหดอำมหิต ถึงขั้นฆ่าคนล้างตระกูลของเขาจนสิ้นเยี่ยงนาง จึงยังสามารถยืนลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงนี้ได้อย่างสุขสบาย! ทั้งยังแย้มยิ้มแต้มรสอ่อนหวานราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น! แต่ครอบครัวของเขาเหล่านั้น ผู้ที่ใช้ชีวิตซื่อสัตย์เรียบง่ายและมีจิตใจดีงาม กลับต้องถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม แม้แต่ศพก็ยังไม่มีผู้ใดได้เก็บไปฝัง!
ความโกรธเกรี้ยวพลันถาโถมขึ้นในชั่วพริบตา กวาดล้างสติสัมปชัญญะของเขาจนสิ้น เขาแทบจะทำไปตามสัญชาตญาณ เงื้อกำปั้นพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเมิ่งซีโจวทันที!
อนุหลิวที่คอยเฝ้าอยู่ตรงประตูด้วยหัวใจแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาตลอด ครั้นเห็นดังนั้นก็หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ รีบถลาเข้าไปกอดแขนของเขาไว้แน่น
“จิ่งหมิง ไม่ได้นะ! รีบหยุดมือเดี๋ยวนี้!”
แม้จางจั๋วจะมีสีหน้าดุร้ายบิดเบี้ยว ราวกับอยากถลกหนังกลืนกินเมิ่งซีโจวเข้าไปทั้งเป็น ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งซีโจวกลับไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ซ้ำยังคล้ายจะลุ่มลึกขึ้นอีกหลายส่วน
“อ้าว? ที่แท้อาการป่วยของพี่รองไม่เพียงไม่ดีขึ้น กลับยิ่งหนักข้อกว่าเดิมเสียอีก ดูเหมือนโรคเพ้อคลั่งจะกำเริบรุนแรงขึ้นไม่น้อยเลยนะ เพราะเหตุใดกันนะ? หรือแท้จริงเพราะฮวงจุ้ยแถบชนบทที่พี่รองเดินทางไปเยี่ยมเยือน คงจะเป็นสถานที่อัปมงคลกระมัง? หรือบางทีอาจจะมีคนตายโหงตายไม่เป็นสุขกระมัง? หรือไม่ก็อาจจะมีวิญญาณชั่วช้าต่ำตมซ่องสุมอยู่มากมายก็เป็นได้?”
กล่าวจบ นางก็ไม่คิดจะปรายตามองพวกเขาสองแม่ลูกอีกแม้เพียงปราดเดียว เดินหมุนกายกลับเข้าจวนไปในทันที
เมื่อถูกนางเมินเฉยและเหยียดหยามใส่เช่นนี้ จางจั๋วก็ยิ่งเดือดดาลจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน เขาสะบัดตัวอย่างแรง ผลักอนุหลิวที่ขวางไว้ออกไปอย่างไร้ปรานี ก่อนจะส่งเสียงตวาดด่านางด้วยความเกรี้ยวกราด
“ไสหัวไป! นังชาติชั่วขี้ขลาดตาขาว! ดีแต่หดหัวมิต่างจากหนู! นังคนไร้กระดูกสันหลังไม่มีน้ำยา! สมควรแล้วที่ไม่สามารถปกป้องชีวิตผู้ใดได้! สมควรแล้วที่บุตรชายของเจ้าต้องถูกผู้คนทำร้ายจนตาย!”
ถ้อยวาจาทุกคำทุกประโยค ล้วนเป็นดั่งคมมีดที่กรีดแทงหัวใจของอนุหลิว!
นางถึงกับเซถอยไปก้าวหนึ่ง มองคนตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ แววตานั้นราวกับจิตใจได้แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ
“จิ่งหมิง… เจ้าพูดกับแม่เช่นนี้ได้อย่างไร?”
เสียงของนางทั้งสั่นทั้งแหบพร่า แฝงแววสะอื้นอยู่ไม่น้อย
เดิมทีนางก็มิใช่คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์อันใด เพียงเพราะบ้านเดิมยากจน อีกทั้งตนเองพอมีรูปโฉมงดงามอยู่สองสามส่วน จึงถูกบิดาขายเข้าจวนโหวมาเป็นอนุ
หลายปีมานี้ ในเรือนลึกหลังใหญ่ นางดำเนินชีวิตดุจเหยียบย่างอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง มิรู้ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากเพียงใด ต้องกล้ำกลืนความคับข้องหมองใจไปเท่าไหร่ จึงสามารถประคับประคองเลี้ยงดูบุตรชายให้เติบใหญ่ขึ้นได้อย่างปลอดภัยมา มิต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก
ทุกเมื่อเชื่อวัน นางต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวน เกรงว่าหากก้าวพลาดแม้เพียงครึ่งก้าว ก็จะนำภัยมาสู่ตนและลูก แต่ไม่คาดคิดว่า แม้นางจะเฝ้าระวังแล้วระวังเล่า ป้องกันแล้วป้องกันอีก สุดท้ายก็ยังมิอาจหลบพ้นเงื้อมมืออำมหิตของฮูหยินเมิ่งได้ ทำให้บุตรชายต้องกลายมามีสภาพดังเช่นทุกวันนี้!
นางสู้อุตส่าห์ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่ตนมีแล้วมิใช่หรือ?
หรือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้… ยังเป็นความผิดของนางอีกอย่างนั้นหรือ?!
จางจั๋วมองนางในสภาพเช่นนั้น ไม่เพียงไม่รู้สึกหวั่นไหวเลยสักนิด กลับยังแสยะยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ เขาขยับเข้าใกล้นาง กดเสียงต่ำเอ่ยขึ้นว่า
“ร้องไห้แล้วมีประโยชน์อันใด? คนไร้น้ำยาและขี้ขลาดเช่นเจ้า กระทั่งคำว่าแม่ยังไร้ซึ่งคุณสมบัติจะเป็นได้! หากมิใช่ เจ้าก็จงแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาให้ข้าเห็นเป็นขวัญตาสิ! หากข้ามีบุตรชายล่ะก็ ต่อให้ต้องสละชีวิตนี้ทิ้งไปไป ต่อให้ต้องเดิมพันทุกสิ่งที่มี ข้าย่อมไม่คิดลังเลที่จะแก้แค้นแทนเขาแน่นอน! แต่เจ้าล่ะ? นอกจากทำท่าน่าสงสารให้ผู้อื่นสมเพชเล่นไปวันๆแล้ว เจ้ายังมีปัญญาทำอันใดอีกหรือไม่? ครั้นเผชิญกับปัญหา สิ่งเดียวที่รู้จักก็คือหดหัวหลบภัย หลั่งน้ำตา ร้องไห้คร่ำครวญ ถุย! เจ้ามันเศษสวะชัดๆ! ช่างเป็นคนที่ขี้ขลาดไร้ประโยชน์เสียยิ่งกว่าขยะไร้ค่าชิ้นหนึ่ง!”
คำพูดเหล่านั้นเสียดแทงจนร่างของอนุหลิวถึงกับสั่นสะท้าน นางถอยกรูดไปสองก้าว ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ผสมปนเปกับความรู้สึกแปลกหน้าพิกล ราวกับว่าบุรุษหนุ่มเบื้องหน้านี้หาใช่ลูกชายที่ตนเคยรู้จักไม่!