พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่215 ฝ่าบาททรงแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่215 ฝ่าบาททรงแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่!
บทที่215 ฝ่าบาททรงแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่!
สตรีในห้องหอคนหนึ่ง เดิมทีก็ควรเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ประตูใหญ่ไม่ออก ประตูชั้นในไม่ย่าง รอคอยการออกเรือนอย่างสงบ จึงจะเป็นหลักอันสมควร
แต่นางกลับวุ่นวายนัก วันๆเอาแต่ออกไปโผล่หน้าตามที่สาธารณะ คลุกคลีจนติดกลิ่นอายพ่อค้าวาณิช และความสกปรกโสโครกของตลาดมาเต็มกาย ยังเหลือท่วงทีของบุตรีผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่สักครึ่งส่วนหรือไม่? เรื่องนั้นยังพอว่า บัดนี้ถึงขั้นกล้าซื้อตำแหน่งขุนนาง ปะปนเข้ามาอยู่ในที่ว่าการแห่งนี้อีก!
ในเมื่อจวนจงหย่งโหวอบรมสั่งสอนไม่เป็น เช่นนั้นเขาซุนโหย่วเต๋อ ก็ไม่รังเกียจที่จะลงมือแทน สั่งสอนนังเด็กไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้ให้ดีสักครา!
เขานั่งแผ่อย่างโอหังอยู่บนเก้าอี้ไม้ยวี๋ของตน หรี่ตาลงกึ่งหนึ่ง เอนหลังพิงพนักอย่างสุขสบาย ไม่แยแสเมิ่งซีโจวที่ยืนลดมือรออยู่ด้านข้างมานาน ราวกับไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
โดยปกติแล้วเมิ่งซีโจวเป็นคนประเภทที่ว่า หากผู้อื่นให้ความเคารพต่อนางหนึ่งเชียะ นางย่อมตอบแทนกลับคืนหนึ่งจั้ง ทว่าหากมีผู้ใดจงใจกลั่นแกล้งให้ลำบาก นางก็มักจะเป็นฝ่ายทำให้คนผู้นั้นต้องลำบากกว่า
นางกดข่มไอเย็นเยียบในใจลง แล้วเอ่ยปากถามเป็นครั้งสุดท้าย
“ขุนนางซุน มิทราบว่าหลังจากนี้ผู้น้อยควรทำสิ่งใดต่อ? ขอท่านได้โปรดชี้แนะด้วยเถิด”
ซุนโหย่วเต๋อทำราวกับเพิ่งได้ยินเสียงนาง เขาค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า มิได้ตอบคำถามไม่พอ กลับเปลี่ยนท่านั่งให้สบายยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะหลับตาลงเสียตรงนั้น แล้วปล่อยเสียงกรนครืดคราดดังออกมาเบาๆ ท่าทางประหนึ่งตั้งใจจะนอนหลับไปทั้งอย่างนี้
ภายในที่ว่าการ ขุนนางอีกหลายคนต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนไป ทว่าหางตากลับลอบจับจ้องมาทางนี้อยู่ตลอด ครั้นเห็นภาพดังกล่าว บ้างก็ส่ายหน้า บ้างก็เผยสีหน้าเย้ยหยัน หากแต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากสักคำ
แววตาของเมิ่งซีโจวพลันมีประกายเย็นวาบวูบขึ้นในชั่วพริบตา
นางไม่กล่าวถ้อยคำไร้ประโยชน์อันใดอีก สายตากวาดผ่านแท่นฝนหมึกบนโต๊ะของซุนโหย่วเต๋อ ซึ่งยามนี้เต็มไปด้วยน้ำหมึกดำเข้ม ก่อนจะยื่นมือออกไปยกมันขึ้นมาอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
ชั่วพริบตาต่อมา ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคนในที่นั้น นางก็เอียงข้อมือเพียงเล็กน้อย
“ซ่า!”
น้ำหมึกดำขลับข้นหนืดทั้งแท่นฝนหมึก พลันสาดเข้าใส่ใบหน้าเสแสร้งวางท่าของซุนโหย่วเต๋อเต็มๆ!
“อ๊าก!”
ซุนโหย่วเต๋อที่ไม่ทันตั้งตัว จึงถูกน้ำหมึกเย็นเยียบกระตุ้นจนดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะสะดุ้งพรวดลุกขึ้นยืน! ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยน้ำหมึกดำไหลย้อยหยดติ๋งๆลงมา เพียงชั่วอึดใจ ก็ย้อมสาบเสื้อด้านหน้าของชุดขุนนางจนดำเป็นปื้น
เขายกมือขึ้นเช็ดหน้าอย่างลืมตัว ผลก็คือฝ่ามือนั้นเปื้อนหมึกไปทั้งฝ่ามือ ใบหน้าทั้งดวงยิ่งเลอะเทอะจนดูไม่ได้เข้าไปใหญ่
“เจ้า! เจ้าช่างบังอาจนัก!” เขาโกรธจนเนื้อตัวสั่นเทา ร้องตะโกนเสียงแหลมออกมา หมายจะอาละวาดใทันที
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับชิงกล่าวขึ้นก่อนด้วยเสียงที่ใสกังวาน ดังพอจะให้คนทั้งที่ว่าการได้ยินอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ขุนนางซุน ท่านจะลักไก่เกียจคร้าน ทำงานเฉื่อยชาไม่เอาไหนก็ช่างเถิด! แต่ไฉนจึงได้ไร้ตาเช่นนี้ ถึงขั้นเอาหน้าไปหนุนแท่นฝนหมึกแทนหมอนเช่นนั้นเล่า? น่าเสียดายหมึกสนชั้นดีเสียจริง ถูกท่านทำให้เสียเปล่าโดยแท้!”
สิ้นเสียงของนาง ขุนนางผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งเดิมทีก็ไม่อาจทนดูนิสัยชอบข่มเหงรังแกผู้อ่อนแอ แต่ประจบสอพลอผู้มีอำนาจของซุนโหย่วเต๋อได้อยู่แล้ว เขาถึงกับข่มกลั้นไม่ไหว จนหลุดหัวเราะออกมาตรงๆ
เมื่อเขาหัวเราะขึ้นมา ภายในที่ว่าการจึงพลันมีเสียงหัวเราะเปล่งดังตามมาอีกหลายระลอก คล้ายว่ามิอาจจะสะกดกลั้นไว้ได้อีก
ทุกคนต่างจ้องมองใบหน้าของซุนโหย่วเต๋อ ที่ยามนี้ถูกน้ำหมึกย้อมจนดำประหนึ่งก้นหม้อ ต่างก็อดขันมิได้จริงๆ
ซุนโหย่วเต๋อชี้หน้าเมิ่งซีโจว ปลายนิ้วสั่นระริก เอ่ยคำว่า “เจ้า” อยู่นานครึ่งค่อนวัน ทว่าความโกรธก็ทำให้เขามิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้แม้เพียงประโยคเดียว เวลานี้แทบจะหงายหลังสิ้นสติไปเสียตรงนั้น
ขุนนางผู้ที่เมื่อครู่เผลอหัวเราะออกมานั้น เวลานี้ได้ลุกขึ้นยืนและเอ่ยกับเมิ่งซีโจวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ดูท่าขุนนางซุนคงต้องใช้เวลาจัดการกับตัวเองนานสักหน่อย หากท่านมีสิ่งใดไม่เข้าใจ มิสู้มาถามข้าก่อนดีหรือไม่”
เมิ่งซีโจวย่อมคล้อยตามโดยง่าย นางค้อมกายเล็กน้อยเป็นเชิงคารวะ
“ต้องขอบคุณท่านแล้ว”
หลังผ่านเรื่องราวครานี้ แม้ซุนโหย่วเต๋อจะเคียดแค้นจนแทบจะกัดฟันในปากให้แหลกละเอียด ทว่าก็มิกล้ากลั่นแกล้งนางอย่างโจ่งแจ้งอีก
เมิ่งซีโจวผู้นี้ เห็นชัดว่าเป็นคนบ้าที่ไม่ยอมเดินตามครรลองสามัญเอาเสียเลย!
ทว่าในยามที่เมิ่งซีโจวคิดว่าตนจะได้ติดตามขุนนางใจดีผู้นั้น เพื่อไปเรียนรู้งานอยู่สักหลายวัน จู่ๆ คำสั่งด่วนฉบับหนึ่งก็ถูกประกาศลงมา
เป็นคำสั่งที่ทำให้ขุนนางทั้งกรมพิธีการ ต้องวุ่นวายติดพันไปนานถึงครึ่งเดือนเต็มๆเลยทีเดียว
ฝ่าบาท… ถึงกับจะทรงแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่!
ยามข่าวนี้แพร่มาถึง เมิ่งซีโจวที่กำลังจัดเรียงเอกสารอยู่พอดี การเคลื่อนไหวในมือพลันชะงักงันลง
พระศพของอดีตฮองเฮายังไม่ทันเย็น ช่วงไว้ทุกข์แห่งแผ่นดินก็ยังไม่ผ่านพ้น ทั่วหล้ายังคงจมอยู่ในความอาลัย ทว่าฝ่าบาทกลับทรงอดรนทนไม่ไหวถึงเพียงนี้ กระทำการเหลวไหลไร้ครรลองจนถึงขั้นน่าตื่นตะลึงโดยแท้!
แต่เมิ่งซีโจวหาได้ประหลาดใจมากนัก อย่างไรเสีย เรื่องเหลวไหลยิ่งกว่านี้ของฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบัน ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีให้พบเห็น เรียกได้ว่าชั่วช้าจนจารึกไม่หวาดไม่ไหว เกรงว่าเหล่าราชบัณฑิตผู้บันทึกพงศาวดารคงเขียนกันจนเมื่อยมือไปนานแล้ว
นางมิได้เก็บมาใส่ใจ เพียงถือเสียว่าวันข้างหน้าคงมีงานใหม่ให้วุ่นวายไม่น้อย จึงต้องรีบสะสางงานในมือให้เสร็จโดยเร็วที่สุดย่อมจะดีกว่า
ทว่า ในราชโองการด่วนแต่งตั้งฮองเฮาฉบับนี้ กลับมิใช่ซูเฟยผู้ได้รับการโปรดปรานไม่เสื่อมคลาย และมิใช่เต๋อเฟยผู้มีมันสมองปราดเปรื่อง ดุจทางหนีทีไล่ถึงเจ็ดช่องเจ็ดโพรง หากแต่เป็น…
เมิ่งหนานอี้!
ในใจของเมิ่งซีโจวพลันปั่นป่วนราวถูกคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำใส่!
กระดาษเซวียนจื่อบนโต๊ะถูกนางบีบกำเข้าหากันอย่างแรง ครั้นคลายมือออกอีกครา กระดาษแผ่นนั้นก็ยับยู่ยี่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว!