พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่217 จะบอกว่าพบเจอรักครั้งใหม่...หรือรักครั้งแรกดี?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่217 จะบอกว่าพบเจอรักครั้งใหม่...หรือรักครั้งแรกดี?
บทที่217 จะบอกว่าพบเจอรักครั้งใหม่…หรือรักครั้งแรกดี?
นางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านที่ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย บนใบหน้านั้นมิอาจเสาะหาร่องรอยความอ่อนโยนดังเช่นวันวานได้อีกแม้แต่น้อย ยามนี้เหลือเพียงความเคียดแค้นบิดเบี้ยว และกลิ่นไอสังหารเย็นเยียบชวนให้หัวใจหนาวเหน็บ รอยยิ้มนั้นช่างไร้ความอบอุ่นอย่างสิ้นเชิง มีแต่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเท่านั้น
ชั่วขณะนั้นเอง ความเกลียดชังที่นางมีต่อฮูหยินเมิ่งก็พลันพุ่งขึ้นถึงขีดสุด!
ทั้งหมดเป็นเพราะหญิงอำมหิตใจดำผู้นั้น! เป็นนางที่ทำให้บุตรชายซึ่งนางสู้อุตส่าห์ถนอมเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบาก ต้องกลับกลายมามีสภาพไม่ต่างจากภูตผี และมีสติฟั่นเฟือนเช่นนี้!
หยาดน้ำตาไหลรินลงมาอย่างเงียบงัน นางมองเห็นแววเหยียดหยามในดวงตาคู่นั้น ที่บุตรชายมิได้คิดปิดบังเลยแม้แต่น้อย หัวใจทั้งดวงประหนึ่งถูกโยนลงไปเคี่ยวกรำอยู่ในกระทะน้ำมันเดือด
บางที… บางทีมีเพียงช่วยให้เขาสมปรารถนาเท่านั้น เขาจึงจะกลับมาเป็นเช่นเดิม กลับมาใกล้ชิดกับนางดั่งวันวานดังเดิมได้กระมัง?
นางยกมือที่สั่นเทาขึ้นปาดเช็ดคราบน้ำตาตรงหางตา ราวกับตัดสินใจแน่วแน่ในเรื่องบางอย่างแล้ว
“ย่อมได้! แม่จะช่วยเจ้าเอง!”
จางจั๋วจึงค่อยแค่นเสียงเย็นเยียบออกมาอย่างพึงพอใจ สะบัดแขนเสื้อแล้วก้าวเข้าจวนไป ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวสั้นๆ
“เช่นนั้นข้าก็จะรอฟังข่าวดีจากแม่คนนี้ก็แล้วกัน”
ภายในเรือนโยวหลาน ฮูหยินเมิ่งกำลังอารมณ์ดียิ่งนัก นางนั่งรอจางจั๋วที่วันนี้จะกลับจวนอย่างสบายอกสบายใจ
ถึงขั้นยังมีอารมณ์สุนทรีย์นั่งชื่นชมเล็บสีแดงชาดที่เพิ่งย้อมใหม่ของตนเอง ส่วนเรื่องที่จางจั๋วกลับจวนคราวนี้จะใช้ประโยชน์อันใดได้หรือไม่นั้น นางกลับมิได้ใส่ใจนักแล้ว
เพราะอย่างไรเสีย หนานอี้ บุตรีของนาง ก็แอบส่งจดหมายออกมาบอกแล้วว่า อีกไม่นานฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งนางขึ้นเป็นฮองเฮาอย่างเป็นทางการ!
คราแรกที่ได้ยินข่าวนี้ ฮูหยินเมิ่งยังนึกว่าบุตรีของตนทนทรมานอยู่ในวังลึกจนเสียสติไปแล้ว กระทั่งเมิ่งชินรุ่ยกลับจากว่าราชการในท้องพระโรงมาถึงจวน ก็ยังยืนยันข่าวมงคลใหญ่หลวงนี้ด้วยปากตนเอง!
ยามนั้น ฮูหยินเมิ่งแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง ต่อจากนั้น สิ่งที่ถาโถมเข้ามาก็คือความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง ยามนี้แทบจะท่วมท้นกลบฝังนางไว้ทั้งร่าง!
นางรู้อยู่แล้ว! ชะตาของบุตรีผู้นี้จะต้องสูงส่งเป็นแน่! ต่อให้ไม่มีชะตาหงส์ที่เมิ่งซีโจวขโมยไปแล้วอย่างไรเล่า? หนานหนานของนางก็ยังสามารถเปลี่ยนเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดีได้ สามารถพลิกภัยพิบัติให้กลับกลายเป็นมงคลได้ดังเดิม!
เมิ่งชินรุ่ยเองก็ตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุดเช่นกัน เขานึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าบุตรีคนรองผู้นี้ซึ่งแทบจะถูกเขามองเป็นหมากที่ทอดทิ้งเสียแล้ว กลับจะมีวาสนาสูงส่งถึงเพียงนี้ได้ อยู่เงียบๆไม่ส่งเสียงไม่แสดงตัว กลับสามารถช่วงชิงตำแหน่งฮองเฮาซึ่งเป็นถึงบัลลังก์เหนือของวังหลังมาครอบครองได้!
ยามนี้ ในท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างก็กำลังโต้เถียงเรื่องนี้กันจนแทบแตกหัก ขุนนางทั้งหลายพากันคัดค้าน อ้างว่าฮองเฮาองค์ก่อนเพิ่งจะสิ้นพระชนม์ไป ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์แห่งแผ่นดิน ไม่สมควรแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่ มีเพียงเขา ผู้เป็นว่าที่พ่อตาของฮองเฮาเท่านั้นที่ปิดปากเงียบ มิเอ่ยวาจาใด ด้วยเหตุนี้ พวกเฒ่าเจ้าเล่ห์เหล่านั้นจึงฉวยเอาข้อผิดพลาดเล็กน้อยนี้ของเขา มาจิกกัดไม่ยอมปล่อย กล่าวหาว่าเขาไม่ทำหน้าที่ตักเตือนฮ่องเต้ให้สมควรแก่ฐานะขุนนาง
หึ ช่างเสแสร้งทำเป็นผู้เที่ยงธรรมกันนัก!
เมิ่งชินรุ่ยหัวเราะเย็นเยียบในใจ ที่แท้ก็เพียงเพราะตำแหน่งฮองเฮานี้มิได้ตกไปอยู่บนศีรษะบุตรีของพวกเขาเท่านั้นเอง! หากลาภยศมหาศาลปานฟ้าประทานนี้ตกใส่หัวพวกเขาบ้าง ไม่แน่ว่าคงปรบมือโห่ร้อง แซ่ซ้องสดุดีพระปรีชาของฝ่าบาทไปแล้ว ไหนเลยจะยังจำได้ว่าต้องทูลเตือนให้ฮ่องเต้ทรงไตร่ตรองให้รอบคอบ? เกรงว่าคงจะเอาแต่หวั่นใจว่าฝ่าบาทจะทรงคิดมากเกินไป จนเปลี่ยนพระทัยเสียมากกว่า!
แต่เขาคร้านจะไปถือสาหาความกับคนเหล่านั้น เมื่อดูจากท่าทีของฝ่าบาทแล้ว ตำแหน่งฮองเฮาของหนานอี้ เกรงว่าสถานะบัดนี้คงมั่นคงดุจตอกหมุดลงแผ่นกระดานแล้ว!
เพียงเมิ่งชินรุ่ยนึกถึงตรงนี้ ก็แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเบิกบานเอาไว้ไม่อยู่ ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขายังรู้สึกว่าจวนจงหย่งโหวนั้นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด โชคร้ายติดต่อกันไม่หยุด ทว่ามายามนี้ดูๆแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่! ที่แท้ในจวนนี้กำลังมีหงส์แท้โบยบินออกมาถึงสองตัวต่างหากเล่า!
คนหนึ่งคือว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท ส่วนอีกคนคือว่าที่ฮองเฮา!
ทั่วทั้งเมืองหลวง ยังจะมีบุตรีตระกูลใด ที่เปี่ยมด้วยอัจฉริยภาพดังเช่นบุตรีทั้งสองของเขาเมิ่งชินรุ่ยอีกเล่า?!
เมิ่งชินรุ่ยแบ่งปันความยินดีปรีดานี้กับฮูหยินเมิ่งจนสมใจแล้ว ก็ฮึมฮัมทำนองเพลงจากไปอย่างลำพองใจ บังเอิญคลาดกับเมิ่งซีโจวที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในเรือนโยวหลานอย่างเฉียดฉิว
บนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งยังคงเอ่อล้นด้วยรอยยิ้มที่ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด ครั้นเห็นเมิ่งซีโจวซึ่งเป็นแขกไม่ได้รับเชิญผู้นี้เข้า สีหน้าของนางก็พลันหม่นลงหลายส่วน แต่น้ำเสียงกลับแฝงแววเย้ยหยันอย่างที่เป็นมาตลอด
“หากไม่มีธุระ เจ้าคงจะไม่มีทางเหยียบย่างเข้ามาที่เรือนหลังนี้แน่ ว่าแต่วันนี้ลมอันใดพัดเจ้ามาถึงที่นี่ได้เล่า หรือว่าว่างจนอยู่ไม่ติดเรือนเสียแล้วกระมัง?”
เมื่อเห็นนางยังคงมีรอยยิ้มสงบนิ่งดุจเดิม ไม่หวั่นไหวต่อเสียงฟ้าผ่าฟ้าร้องเลยแม้แต่น้อย ฮูหยินเมิ่งก็รู้สึกคันยิบๆไปถึงรากฟัน
เมิ่งซีโจวประสานมือยอบกายคารวะอย่างสงบเสงี่ยม ไม่รอให้เจ้าของเรือนเอ่ยเชื้อเชิญ นางก็ถือวิสาสะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สาลี่ข้างๆเอง สายตากวาดมองใบหน้าฮูหยินเมิ่งคราหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ดูสีหน้าของท่านแม่วันนี้ช่างหน้าชื่นตาบานนัก รอยยิ้มซ่อนไว้อย่างไรก็ซ่อนไม่มิด หรือว่าจะมีเรื่องดีเรื่องใหญ่โตเกิดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
นางแสร้งเพ่งพินิศสำรวจมองฮูหยินเมิ่งอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆก็ทำท่าคล้ายเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือแววหยอกเย้าอยู่หลายส่วน
“ใบหน้าของท่านแม่มีรัศมีเปล่งปลั่งงามสง่าถึงเพียงนี้ หางตายังฉ่ำชื้นดั่งบุปผาต้องวสันต์… คงมิใช่ว่าได้พบรักครั้งใหม่แล้วกระมัง? …เอ๊ะ? หรือควรจะเรียกว่า—รักแรกจึงจะเหมาะกว่า?”
ไม่ผิดจากที่คาดไว้เลยสักนิด ฉินหลางคนรักเก่าของฮูหยินเมิ่งผู้นั้น บัดนี้ได้มาถึงเมืองหลวงแล้ว อีกทั้งยังถูกคนของเมิ่งซีโจวจงใจเปิดเผยร่องรอยให้ตามสืบเบาะแสจนล่วงรู้ เมิ่งซีโจวจึงคาดการณ์ไว้แล้วว่า ฮูหยินเมิ่งในเวล่านี้ย่อมต้องทราบเรื่องนี้แล้ว
เมิ่งซีโจวนั่งนิ่งสีหน้าผ่อนคลาย เฝ้าสังเกตมองความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนสีหน้าของฮูหยินเมิ่งอย่างไม่เร่งร้อน
เป็นดังคาด เมื่อฮูหยินเมิ่งได้ยินถ้อยวาจาเหล่านั้น ดวงตาก็พลันหรี่ลง ในใจประหนึ่งมีเสียงระฆังเตือนภัยดังลั่นขึ้นจนแทบระเบิด!
เมิ่งซีโจวพูดเช่นนี้—
หมายความเช่นใดกันแน่?!
วันนี้ฮูหยินเมิ่งแสดงสีหน้ายินดีจนเก็บอาการไม่อยู่เช่นนี้ ด้านหนึ่งย่อมเป็นเพราะเมิ่งหนานอี้กำลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เพราะคนที่นางวางให้ไปสืบข่าวนั้น ได้ล่วงรู้เบาะแสของฉินหลางแล้ว!
เขายังมีชีวิตอยู่จริงๆ ทั้งยังอยู่ในเมืองหลวงเสียด้วย!
เพียงคิดถึงเรื่องนี้ นางก็ตื่นเต้นจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง หนังศีรษะชาวาบเป็นระลอก
ทว่านางมั่นใจเต็มสิบส่วนว่า ทุกเรื่องที่ตนจัดการเกี่ยวกับฉินหลางนั้น ล้วนปกปิดได้อย่างแนบเนียน ไม่มีทางแพร่งพรายไปถึงผู้ใดแน่ นอกเสียจากคนสนิทข้างกายเท่านั้น! แต่เมิ่งซีโจวกลับประหนึ่งมองทะลุฟ้าดิน ล่วงรู้ความลับบางอย่าง ถ้อยคำทุกประโยคล้วนแฝงนัยยั่วยุอย่างโจ่งแจ้ง!
ฮูหยินเมิ่งพลันตบโต๊ะเสียงดังปัง แล้วลุกพรวดขึ้นทันที ก่อนจะตวาดเสียงกร้าวเพื่อปิดบังความตื่นตระหนกในใจของตน
“วาจาช่างหยาบช้านัก ไร้ยางอายเป็นที่สุด! เจ้านี่ช่างบังอาจนัก!!”
“ท่านแม่ ไยต้องเดือดดาลถึงเพียงนี้ด้วยเล่า?” เมิ่งซีโจวใช้นิ้วเคาะหน้าโต๊ะเบาๆ “ลูกเพียงเห็นว่าท่านแม่อารมณ์ดี จึงเอ่ยวาจาล้อเล่นสักประโยคเท่านั้น ท่านแม่กับท่านพ่อรักใคร่ปรองดองกันดียิ่งนัก อีกทั้งยังมิได้หย่าขาดจากกันเสียหน่อย ฤดูใบไม้ผลินี้ก็ยังไม่ทันผ่านพ้นไป ไหนเลยจะมีวสันต์ครั้งที่สองได้เล่า?”
น้ำเสียงของนางนุ่มนวล หากถ้อยวาจากลับชัดถ้อยชัดคำ ดวงตาจับจ้องใบหน้าของฮูหยินเมิ่งที่เปลี่ยนสีไปเล็กน้อยไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยถามอย่างเชื่องช้าว่า “ท่านแม่ ลูกพูดถูกหรือไม่?”
ฮูหยินเมิ่งเป็นถึงจิ้งจอกเฒ่านางหนึ่ง วิธีหยั่งเชิงเช่นนี้ สำหรับนางแล้วก็นับเป็นเพียงละอองฝนปลายขนเท่านั้น นางกวาดสายตามองใบหน้าของเมิ่งซีโจวอยู่หลายครา แล้วจึงค่อยแค่นหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง
“นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับบิดาเจ้าลึกซึ่งเพียงใด เจ้ายังไม่รู้อีกรึ? เราสองเคารพให้เกียรติกันดุจแขกเมือง พิณเล็กกับพิณใหญ่ขับขานสอดประสานกลมเกลียว ต่อให้ในภายหน้าเจ้าจะแต่งออกเรือนแล้วหรือแต่งใหม่ซ้ำสองอีกครา กาลเวลาจะพ้นผ่านเนิ่นนานสักเพียงใด ข้ากับบิดาของเจ้าก็จะไม่มีวันหย่าขาดจากกันเด็ดขาด”
ยามฮูหยินเมิ่งกล่าวถ้อยคำฝืนใจ นางไม่แม้แต่จะกะพริบตา ทว่าชาติที่แล้ว ฮูหยินเมิ่งก็หาได้หย่าขาดกับเมิ่งชินรุ่ยจริงๆไม่ หากแต่นางกลับทำให้ ‘วสันต์ครั้งแรก’ อย่างเขา กลายเป็นคนครึ่งเป็นครึ่งตาย แล้วหาเรือนพักตากอากาศสักแห่ง อ้างว่าจะให้เขาไปพักฟื้นพักผ่อนร่างกาย เพื่อเว้นที่อันหมดจดไร้ที่ติไว้รองรับ ‘วสันต์คราที่สอง’ ของนางต่างหาก
เมิ่งซีโจวพยักหน้า
“นั่นสินะเจ้าค่ะ ท่านพ่อก็ช่างใส่ใจเอ็นดูท่านแม่ยิ่งนัก ทั้งยังมีรักมั่นไม่แปรผัน ได้ยินว่าท่านพ่อมิค่อยไปหาอนุคนอื่นสักเท่าไหร่นัก ความสัมพันธ์ระหว่างท่านแม่กับท่านพ่อย่อมต้องดีเยี่ยมเป็นที่สุดในใต้หล้าอยู่แล้ว!”
ทั้งหมดที่พ่นกล่าวมา ล้วนเป็นวาจาประชดประชันทั้งสิ้น ไม่มีคำใดที่เป็นความจริงเลยสักพยางค์เดียว
แม้ฮูหยินเมิ่งจะมิได้มีความจริงใจต่อเมิ่งชินรุ่ยมากนัก แต่คนเราก็ต้องรักษาหน้า ต้นไม้ยังต้องมีเปลือก เมื่อถูกเมิ่งซีโจวเปิดโปงแผลเก่าเช่นนี้ ใบหน้าบูดบึ้งของนางก็พลันเปลี่ยนเป็นสีม่วงสลับดำขึ้นมาทันที!