พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่219 อีกกี่สิบกี่ร้อยชาติ เจ้าก็ยังต้องพ่ายแก่ข้าอยู่ดี!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่219 อีกกี่สิบกี่ร้อยชาติ เจ้าก็ยังต้องพ่ายแก่ข้าอยู่ดี!
บทที่219 อีกกี่สิบกี่ร้อยชาติ เจ้าก็ยังต้องพ่ายแก่ข้าอยู่ดี!
ต่อให้เจ้าล่วงรู้อนาคตล่วงหน้า ต่อให้ได้มีชีวิตใหม่อีกชาติแล้วอย่างไร? ดิ้นรนเอาชีวิตรอด วางแผนสารพัดสิ้นเปลืองทั้งแรงกายแรงใจ ท้ายที่สุดก็ยังต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ หมอบกราบอยู่แทบเท้าบุตรีของข้าอยู่ดี!
ความพยายามทั้งหมดของเจ้า ก็เป็นเพียงการตัดชุดวิวาห์ให้ผู้อื่นสวมเท่านั้น สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องขบขันให้ผู้คนหัวเราะเยาะเท่านั้น! ตั้งแต่เจ้าเกิดมา ก็ถูกกำหนดให้เป็นผู้แพ้ภายใต้เงื้อมมือข้าชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่มีวันที่จะพลิกฟื้นขึ้นมาได้!
ฮูหยินเมิ่งพินิจมองคู่คิ้วและดวงตาของเมิ่งซีโจว ที่คล้ายคลึงกับเมิ่งหนานอี้อย่างมากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆหลุบแพขนตาที่ยังแฝงรอยยิ้มหยันลง แล้วเอ่ยเสียงเนิบขึ้นว่า
“เจ้าคงเป็นศัตรูคู่แค้นของข้ามาแต่ชาติปางก่อนเป็นแน่ หาไม่แล้ว เหตุใดจึงต้องยืมท้องข้าคลอดออกมาเช่นนี้เล่า? แล้วยังคอยตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับข้าไปทุกหนทุกแห่ง เกิดมาเพื่อจะทวงหนี้จากข้าให้ได้กระมัง?”
“ชาติปางก่อนรึ?” เมิ่งซีโจวแค่นหัวเราะออกมาคราหนึ่ง แววตาคมกริบดุจจ้องมองผู้เป็นมารดา “ท่านแม่คงทราบอยู่บ้างแล้ว สิ่งที่เรียกว่าชาติปางก่อนนั้นเป็นเช่นไร? เขาว่ากันว่า แม้เสือสันดานร้ายก็ยังไม่คิดกินลูกตัวเอง หากแต่ท่านนั้นสันดานร้ายไม่พอ จิตใจยังน่าสมเพชเสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน… ในเมื่อเลือกทางเดินนี้แล้ว ก็ควรยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีเถิด เพราะว่า—”
นางจงใจลากเสียงให้ยาวขึ้น ก่อนจะเอ่ยออกมาทีละคำอย่างชัดแจ้ง
“ข้านี่แหละ คือศัตรูคู่แค้นที่ท่านบ่มเพาะมากับเองมือตั้งแต่ชาติปางก่อน!”
“ยอมรับความพ่ายพ้ารี?” ฮูหยินเมิ่งคล้ายได้ยินเรื่องตลกใหญ่หลวงที่สุดในใต้หล้า นางทวนคำพูดของอีกฝ่ายซ้ำ แล้วเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจนน้ำตาแทบไหล ราวกับว่าเมิ่งซีโจวเพิ่งกล่าววาจาเหลวไหลไร้สาระอย่างที่สุดออกมา
“เมิ่งซีโจวหนอเมิ่งซีโจว ข้ากลับหวังเสียด้วยซ้ำว่า หากชาติหน้าเจ้าหนีออกจากหมู่บ้านเสี่ยวเหอได้แล้ว ก็จงอย่าได้บินสูงหนีไปไหนไกลเป็นอันขาด! มิฉะนั้น วันเวลาของข้ากับหนานหนาน มิใช่ว่าจะต้องขาดรสชาติขาดสีสันในชีวิตไปกว่าครึ่งหรอกรึ? ต่อให้เจ้าหวนกลับมาอีกกี่สิบกี่ร้อยชาติ ทั้งหมดล้วนถูกลิขิตไว้แล้วว่า เจ้าจะต้องตายด้วยน้ำมือของข้ากับหนานหนานอยู่ดี!”
นางพลันหันขวับกลับมา สายตาจับตรึงอยู่บนใบหน้าของเมิ่งซีโจวเขม็ง “เจ้าต่างหากที่ควรต้องเป็นคนก้มหน้ายอมรับชะตา!”
บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนถึงขีดสุดในชั่วพริบตา สตรีสองวัยสบตากันแน่นิ่ง สายตาปะทะประสานกัน ประหนึ่งมีประกายไฟแตกกระเซ็นอยู่กลางห้วงอากาศ ไอสังหารแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู
“โอ้? เช่นนั้นรึ?” เมิ่งซีโจวเท้าคางมองด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็น ปลายนิ้วแตะแก้มเบาๆขณะเอ่ย “เช่นนั้นท่านแม่รู้ความหมายของตั๊กแตนจับจั๊กจั่น นกขมิ้นรออยู่เบื้องหลังหรือไม่? ชัยชนะที่ท่านมั่นใจนักหนา บางทีตั้งแต่แรกเริ่ม อาจเป็นเพียงทางตายที่ผู้อื่นตั้งใจปูไว้ให้ท่านอย่างประณีตก็เป็นได้”
“ท่านแม่ประเมินตนเองสูงเกินไปนัก…ไม่ต้องรอถึงสิบชาติร้อยชาติกระมัง เพียงแค่ชาตินี้ชาติเดียว—ข้าก็สามารถเอาคืนท่านได้อย่างครบถ้วนกระบวนความแล้ว!”
สัญชาตญาณที่ซ่อนลึกภายในใจของฮูหยินเมิ่ง พลันส่งสัญญาณบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง หัวใจของนางพลันบีบรัดวูบหนึ่ง “เจ้าหมายความเช่นใด?!”
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับไม่ตอบ นางเพียงเอ่ยเสียงสูงออกไปทางนอกประตู “เข้ามาเถิด”
สิ้นเสียงนั้น ม่านก็ถูกเลิกขึ้นตามคำสั่ง
ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาด้านใน ดูคล้ายว่าได้รออยู่นอกประตูมานานแล้ว
สำหรับฮูหยินเมิ่ง ร่างนั้นคุ้นเคยจนฝังลึกถึงขั้วกระดูก เพราะมักจะปรากฏขึ้นในยามที่นางสะดุ้งตื่นจากความฝันกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าเงาร่างในความฝันนั้นกลับเลือนรางพร่าเลือนเสมอมา นางเคยตื่นเต้นจนอยากก้าวเข้าไปใกล้ อยากโอบกอดเขาไว้ แต่เขาก็มักจะสลายหายไปราวหมอกควัน ทิ้งให้นางต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพียงลำพัง ท่ามกลางความโศกเศร้าและความว่างเปล่าสับสน
หัวใจของฮูหยินเมิ่งพลันเต้นระรัวดังตึ้กตั่ก และแทบจะกระแทกทะลุออกมาจากอก
นางลุกขึ้นอย่างลืมตัว สายตาคล้ายถูกตอกตรึงไว้แน่น ไม่อาจละออกจากเงาร่างนั้นได้แม้เพียงชั่วขณะ
ในที่สุด คนผู้นั้นก็ก้าวเข้ามาในห้องชั้นทั้งร่างแล้ว ฮูหยินเมิ่งจึงได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
คนผู้นั้นมีเส้นผมขาวแซมทั่วศีรษะ ผิวคล้ำหยาบกร้าน ริ้วรอยเหี่ยวย่นเต็มใบหน้า มองดูแล้วถึงกับคล้ายชาวนาธรรมดาผู้หนึ่ง ที่ถูกภาระแห่งชีวิตกดทับจนหลังแทบหัก
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น ฮูหยินเมิ่งก็ยังจดจำเขาได้ในปราดเดียว!
เขาก็คือฉินหลางของนาง!
ดวงตาของฮูหยินเมิ่งพลันรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ความตื้นตันใจถาโถมทับจนแทบมิอาจควบคุมตนเองได้ นางสาวเท้าก้าวปรี่ตรงเข้าไปหาบุรุษผู้นั้น
ฉินหลางของนาง… ปีนั้นเขาสอบเข้าสำนักศึกษาหลวงได้ตั้งแต่วัยเยาว์ พรสวรรค์ล้ำเลิศ ฉลาดปราดเปรื่องเหนือผู้คน เป็นบุรุษสง่างามเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างมาก! ตลอดหลายปีมานี้ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง เหตุใดจึงถูกโชคชะตาเคี่ยวกรำจนกลายมามีสภาพเช่นนี้ได้?!
ไม่เป็นไร… ไม่เป็นไร! ขอเพียงคนยังอยู่ก็พอแล้ว! ขอเพียงเขากลับมาอยู่ข้างกายนาง นางย่อมต้องทุ่มเททุกวิถีทาง ดูแลเขาให้กลับมาเป็นบุรุษสง่างาม อาภรณ์พลิ้วไหว ดั่งหยกงามในวันวานอีกคราให้จงได้!
“ฉินหลาง…” นางสะอื้นเรียก น้ำเสียงสั่นระริก ชื่อนี้ดังวนเวียนอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของนางมานับครั้งไม่ถ้วน นางยื่นมือออกไป หมายจะคว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้
ทว่าเมื่อฉินหลางเห็นนาง ในแววตากลับไร้ซึ่งความตื่นเต้นยินดี ปราศจากความอ่อนโยนจากการพบกันอีกคราหลังพลัดพรากมานาน แม้เพียงครึ่งส่วนก็ไม่ปรากฏให้เห็น
มีเพียงท่าทีเย็นชาเวิ้งว้าง ทั้งยังเจือด้วยความรังเกียจอันยากจะปิดบังด้วย
เขาถอยกรูดไปครึ่งก้าว หลบเลี่ยงสัมผัสของนาง น้ำเสียงแข็งกระด้างดุจเหล็กเย็น
“จี้เซิงปี่ จากกันมานานหลายปี ในที่สุดก็ได้พบหน้ากันอีกครา เห็นเจ้ามีสภาพสุขสบายอยู่ดีกินดีเช่นนี้ ตลอดหลายปีมา เจ้าคงจะใช้ชีวิตได้ไม่เลวเลยกระมัง?”
มือที่ฮูหยินเมิ่งยื่นออกไปพลันแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ความรู้สึกตื่นเต้นปีติยินดีบนใบหน้าพลันแข็งค้างในชั่วพริบตา นางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้างุนงง
“ฉินหลาง วันที่ไม่มีเจ้า ทุกลมหายใจของข้าล้วนมีแต่ความทุกข์ทรมาน…”
“ทุกข์ทรมานอย่างนั้นรึ?”
ฉินหลางคล้ายได้ยินเรื่องชวนขันอย่างหนึ่ง มุมปากพลันเหยียดเป็นรอยโค้งเย็นเยียบถึงกระดูก แววตายิ่งฉายความหงุดหงิดรำคาญชัดเจนขึ้นทุกขณะ
“เจ้าเป็นสตรีมีสามีแล้ว บุตรธิดาก็เต็มเรือน อย่างไรก็ขอให้รู้จักสำรวมตนเสียบ้าง อย่าได้กล่าววาจาชวนคลื่นไส้สะอิดสะเอียนเช่นนี้ออกมาอีก!”
“ฉินหลาง…” ฮูหยินเมิ่งมิอาจยอมรับท่าทีเช่นนี้ของเขาได้ น้ำตาพลันทะลักหลั่งรินออกมาไม่ขาดสาย นางยังขยับรุกเข้าไปข้างหน้าอีกสองก้าว “ท่านไม่รู้หรือว่าข้าถูกบังคับให้แต่งกับเขา? ในใจข้ามีเพียงท่านผู้เดียวมาตลอด! จริงสิ หนานหนาน… หนานหนาน นางคือบุตรีของข้ากับท่าน! เป็นบุตรีของพวกเราสองคน!”
นางคิดว่าเพียงเอ่ยถึงบุตรีขึ้นมา อย่างไรก็คงปลุกความผูกพันเก่าแก่ในใจของเขาได้สักเสี้ยวหนึ่ง ทว่าผู้ใดจะคาดคิด หลังจากฉินหลางได้ฟังแล้ว กลับเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาอย่างไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยการเย้ยเยาะถากถาง
“บุตรีของเราอย่างนั้นรึ? จี้เซิงปี่ เกรงว่าเจ้าคงจะเสียสติไปแล้วกระมัง? ตั้งแต่เยาว์วัย ข้าก็ถูกหมอเลื่องชื่อวินิจฉัยไว้แล้วว่า ชาตินี้มิอาจมีทายาทได้เพราะเป็นหมัน! แล้วข้าจะมีบุตรีกับเจ้าได้อย่างไรกันเล่า? คำโกหกที่เจ้าแต่งขึ้นนี้ ช่างน่าขบขันเกินไปแล้ว!”