พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่223 ตีกลองร้องทุกข์
บทที่223 ตีกลองร้องทุกข์
นับแต่นั้น เขาก็เริ่มวางแผนอย่างแยบยล คอยขัดแข้งขัดขาเมิ่งซีโจวทุกหนทาง
หรือไม่ก็จงใจฝังช่องโหว่ไว้ในงานที่นางรับผิดชอบ บางคราก็แสร้งทำเป็น ‘เผลอเรอ’ ทำเอกสารและแฟ้มีกาที่นางจัดเรียงไว้เป็นระเบียบจนยุ่งเหยิง บางคราก็ทำเป็น ‘ไม่ทันระวัง’ สอดปากเข้ามาชี้นำผิดทางในยามที่นางกำลังตอบคำถามต่อผู้บังคับบัญชา
ครั้นเรื่องเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น เขาก็รีบชิงลงมือก่อนหนึ่งก้าว ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง ล้วนผลักความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้บนบ่าของเมิ่งซีโจวหน้าตาเฉย
วันนี้ ใต้ระเบียงทางเดินของกรมพิธีการ จางจั๋วเข้ามาขวางหน้าเมิ่งซีโจวที่กำลังเร่งรุดไปยังหอตำรา เพื่อค้นอ่านแฟ้มคดีอีกครั้ง
“น้องซีโจว โปรดหยุดก่อน”
เขาจงใจยกระดับเสียงให้ดังขึ้น เพื่อเรียกให้ขุนนางร่วมกรมหลายคนในบริเวณนั้นหันมามอง บนใบหน้ายังเผยแววห่วงใยจอมปลอมไว้เต็มเปี่ยม
“เมื่อครู่ข้าเห็นสำเนาบันทึกที่เจ้าส่งให้ใต้เท้าหวัง ดูเหมือนจะมีส่วนแตกต่างจากระเบียบเก่าอยู่ไม่น้อย เจ้าพึ่งมารับตำแหน่งใหม่ ย่อมมีหลายอย่างที่ยังไม่รู้ งานประเภทนี้เคร่งครัดที่สุด ผิดพลาดเพียงเสี้ยวเดียวก็อาจก่อหายนะใหญ่ได้ เฮ้อ จะว่าไปก็ต้องโทษข้าเอง ที่มิได้อยู่ข้างๆคอยเตือนเจ้าให้ทันท่วงที…”
ขณะกล่าว เขาก็ถึงกับยื่นมือออกมาหมายจะจับแขนเสื้อของเมิ่งซีโจว ท่าทีดูสนิทสนม หากน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยการตำหนิติเตียนและเป็นกังวล ราวกับเมิ่งซีโจวเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา ที่ต้องให้เขาคอยจับตาดูอยู่ทุกขณะ ทั้งยังสร้างเรื่องให้เขาต้องปวดหัวไม่เว้นวาย
เมิ่งซีโจวพลันเบี่ยงกายหลบสัมผัสของเขาอย่างรวดเร็ว สายตาเย็นเยียบคมกริบประหนึ่งน้ำแข็ง
ลูกไม้เหล่านี้ ช่างเหมือนเสื้อเก่าที่ใช้มานานสามปี ซ่อมแล้วซ่อมอีกก็ยังใส่ต่ออีกถึงสามปี ไม่มีความก้าวหน้าเลยแม้แต่น้อย นางมองใบหน้าอวดฉลาดของจางจั๋วด้วยสายตาเย็นชา ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกขบขัน
ทว่าจางจั๋วกลับเข้าใจผิด คิดว่าความเงียบของนางคือการอับจนปัญญา ในอกจึงยิ่งลำพองใจ กำลังจะเอ่ยคำสั่งสอนอย่าง ‘หวังดีจากใจ’ อีกสักสองสามประโยค กลับเห็นเมิ่งซีโจวโน้มกายเข้ามาเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยระดับเสียงที่มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน
“พี่รอง ครั้งล่าสุดที่กลับหมู่บ้านไป ท่านได้พบกับพี่ใหญ่ของท่านหรือไม่? แท้จริงแล้วเขามิได้ตายอย่างอนาถอยู่ในหมู่บ้านเหมือนคนในครอบครัวคนอื่นๆ แต่เกรงว่าบัดนี้ คงจะถูกขุดทองจนขาดใจตายอยู่บนเตียงของเศรษฐีสักคนแถวนั้นเสียมากกว่า!”
เพียงวาจาประโยคเดียว ก็ราวกับลิ่มน้ำแข็งแหลมคมที่สุด ทิ่มแทงทะลุหน้ากากทั้งปวงของจางจั๋วในชั่วพริบตา!
ดวงตาของเขาเบิกโพลงขึ้นอย่างฉับพลัน สีเลือดบนใบหน้าจางหายไปจนสิ้น ไอเหิมเกริมที่เคยแผ่ซ่านพลันแข็งค้าง เหลือไว้เพียงความตื่นตระหนกและโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอก!
“เจ้าว่าอะไรนะ?!” จางจั๋วแทบจะคุมตนเองไว้ไม่อยู่ หลุดปากซักไซ้ออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
เมิ่งซีโจวแสร้งทำสีหน้าฉงนงุนงง ก่อนจะเอ่ยตอบว่า “พี่ชายของท่านช่างมีรสนิยมพิสดารถึงเพียงนี้ หรือแม้แต่ตัวท่านเองก็ยังไม่รู้กระมัง? ท่านอยากจะฟังรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่เล่า? วันนั้นน่ะ…”
จางจั๋วเข้าใจความหมายในวาจาของเมิ่งซีโจวได้ในทันที เขาถอยกรูดไปสองก้าวราวถูกของร้อนลวก ใบหน้าดำคล้ำเขียวจัด ก่อนจะรีบวิ่งหนีไปอย่างเสียกระบวน
เมิ่งซีโจวจ้องมองแผ่นหลังลนลานของเขาด้วยแววตาเย็นชา จากนั้นก็หันกลับไปสะสางงานของตนต่อ บัดนี้นางมีเรื่องให้ต้องจัดการมากมาย จนแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดพัก
ทว่าหลังจากจางจั๋วค่อยๆคุ้นชินกับธุระต่างๆแล้ว การก่อกวนเมิ่งซีโจวของเขากลับยิ่งหนักข้อขึ้น ราวกับกลายเป็นกิจวัตรประจำวันซึ่งเขาขาดไม่ได้
วันนี้ เขาก็หาเหตุอ้างอีกเช่นเคย มายืนอยู่ข้างๆในยามที่เมิ่งซีโจวกำลังจัดการงานเร่งด่วน แล้วเอาแต่จู้จี้ตำหนิไม่หยุดปาก
เมิ่งซีโจวไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เพียงเอ่ยสวนขึ้นอย่างสงบนิ่งประโยคหนึ่งว่า “หากพี่รองว่างถึงเพียงนี้ มิสู้ให้ข้าเล่านิทานให้ท่านฟังอีกสักเรื่องดีหรือไม่? วันนี้ก็ยังคงเล่าเรื่องหมู่บ้านเสี่ยวเหอต่อก็แล้วกัน ดูเหมือนท่านจะโปรดปรานเรื่องนี้ที่สุด”
คำพูดเพียงประโยคเดียวนี้ ทิ่มแทงเข้าใส่แผลเก่าของจางจั๋วอีกครา!
ภาพความรกร้างและเงียบงันดุจแดนมรณะของหมู่บ้านเสี่ยวเหอ แม้ผ่านมาหลายวันแล้ว ก็ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของเขาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน!
ใบหน้าของจางจั๋วพลันแดงก่ำจนออกม่วง ทว่าอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขากลับไม่อาจระเบิดโทสะออกมาได้ จึงทำได้เพียงถลึงตามองเมิ่งซีโจวด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปด้วยความขุ่นข้องใจ
เดิมทีเมิ่งซีโจวคิดว่า หลังจากจางจั๋วชนกำแพงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาน่าจะสงบเสงี่ยมลงสักสองวัน
ทว่าแท้จริงแล้ว ในการหยั่งเชิงครั้งแล้วครั้งเล่านั้น เขากลับกำลังบ่มเพาะแผนการหนึ่งขึ้นมาอย่างเงียบงัน!
วันรุ่งขึ้น จางจั๋ว… ไม่สิ ในสายตาของผู้คนทั้งหลาย เขาก็คือคุณชายรองแห่งจวนจงหย่งโหว— เมิ่งจิ่งหมิง จู่ๆก็ตรงดิ่งไปยังหน้าศาลาเมือง แล้วโถมแรงตีกลองร้องทุกข์จนดังสนั่นลั่น!
เขาปล่อยผมเผ้ายุ่งเหยิง สภาพคล้ายคนคลุ้มคลั่ง ต่อหน้าชาวบ้านและขุนนางมากมายที่รีบรุดมาดูเหตุการณ์เมื่อได้ยินข่าว เขาก็เริ่มร่ำไห้ทั้งน้ำตา กล่าวฟ้องด้วยเสียงดังลั่น!
“ใต้เท้าผู้ทรงธรรมโปรดเมตตา! ผู้น้อยต้องการร้องทุกข์กล่าวโทษขุนนางกรมพระคลัง เมิ่งซีโจว! นางมีจิตใจอำมหิตดุจอสรพิษ วันวานถึงขั้นไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและจารีตศีลธรรม ยั่วยวนข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า บีบบังคับให้ข้าต้องฝืนคุณธรรม หนีตามนางไป! ข้าไม่ยินยอมทำตาม นางจึงผูกใจเจ็บ ออกอุบายทำให้ข้าต้องไปใช้ชีวิตระหกระเหินอยู่นอกจวน ต้องทนลิ้มรสความทุกข์ยากสารพัดจนเกือบต้องสิ้นชีพในต่างถิ่น!”
“บัดนี้ ข้าฝ่าฟันความยากลำบากนับพันนับหมื่นจนสามารถกลับคืนสู่บ้านได้ นางกลับยังไม่รู้สำนึกผิด อยู่ในกรมยังคอยติดตามรังควาน และกลั่นแกล้งขัดขวางข้าครั้งแล้วครั้งเล่า หมายจะบีบให้ข้าจำต้องยอมศิโรราบต่อนาง! ขอใต้เท้าผู้ทรงธรรมได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย ลงโทษหญิงแพศยาไร้ยางอายผู้นี้อย่างหนัก เพื่อผดุงขนบธรรมเนียมให้ถูกต้องด้วยเถิด!”
หินก้อนเดียวก่อคลื่นนับพันชั้น!
ชั่วขณะนั้น เรื่องรักๆใคร่ๆระหว่างหญิงคณิกากับบัณฑิตผู้มากสามารถ ล้วนกลายเป็นเพียงหัวข้อสนทนาเล็กน้อยที่มิควรค่าแก่การเอ่ยถึงอีกต่อไป!
นี่ต่างหากคือเรื่องอื้อฉาวสะเทือนฟ้าสะท้านดินอย่างแท้จริง — พี่น้องร่วมสายโลหิตลอบมีสัมพันธ์ บีบบังคับให้ร่วมประเวณีและหนีตามกัน ทั้งยังวางแผนทำร้ายพี่ชายแท้ๆ!
ทั่วทั้งเมืองหลวงพลันแตกตื่นฮือฮา ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปรวดเร็วประหนึ่งไฟป่าลุกลามบ้าคลั่ง!