พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่224 ข้ามาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่224 ข้ามาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม!
บทที่224 ข้ามาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม!
จางจั๋วร้องตะโกนเสียงดังลั่น ชาวบ้านที่มามุงดูรอบด้านยิ่งรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นทุกที เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ดุจน้ำเดือดพล่านในหม้อ
ทว่า เมื่อกาลเวลาไหลผ่านไปทีละน้อย เงาร่างที่เขาคาดคิดไว้กลับยังไม่ปรากฏแม้แต่น้อย
เมิ่งซีโจว… ไม่มา
หัวใจของจางจั๋วพลันดิ่งวูบลงอย่างแรง
ไม่ถูกต้อง เรื่องนี้ผิดปกติเกินไปแล้ว!
เมิ่งซีโจวมิใช่คนประเภทที่จะนั่งรอความตายอยู่เฉยๆเป็นแน่!
เมื่อครั้งอยู่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ นางแทบจะถูกตระกูลจางกุมไว้ในกำมือ แต่กระนั้นก็ยังหาโอกาสหลบหนีได้ครั้งแล้วครั้งเล่า หากมิใช่เพราะพี่ใหญ่เฉลียวฉลาดและระแวดระวังมากพอ คอยจับตัวนางกลับมาได้ทุกครา เกรงว่านางคงจะหนีหายไปไกล ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายลอยนวลพ้นผิดไปนานแล้ว!
บัดนี้ ข้อกล่าวหาครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นทำลายชื่อเสียงของนางจนย่อยยับ ทำให้นางไม่อาจมีที่ยืนในเมืองหลวงได้อีกต่อไป แต่นางกลับนิ่งสงบดุจขุนเขา แม้แต่หน้าก็ไม่ยอมโผล่ออกมาอย่างนั้นหรือ?
จางจั๋วหรี่ตาลง ก่อนจะดำเนินแผนการในวันนี้ เขาได้เคยึกจินตนาการไว้นับครั้งไม่ถ้วน ว่าควรจะต้องเผชิญหน้ากับเมิ่งซีโจวเช่นไร
เขาจะด่านางให้พ่ายแพ้จนย่อยยับไร้ชิ้นดี จะด่าจนให้นางอับอายมิกล้าเงยหน้าขึ้นมาเลยทีเดียว!
แต่บัดนี้ ทุกสิ่งกลับสูญเปล่าไปหมด นางถึงกับไม่ยอมรับมือเช่นนั้นหรือ?
หรือว่านางคิดจะเล่นกลอุบาย ‘สยบศัตรูโดยมิต้องรบ’ อย่างนั้นรึ?
แต่ช่างน่าเสียดายจริงๆนะเมิ่งซีโจว ที่ครานี้เจ้าเล่นพลาดจนกู่ไม่กลับแล้ว!
คนที่เดินริมแม่น้ำอยู่เป็นนิจ มีหรือที่รองเท้าจะไม่เปียกน้ำ?
เจ้าคิดว่าตนเองจะควบคุมหมากทั้งกระดานได้ตลอดกาลหรืออย่างไร ช่างทะนงตนเกินไปแล้ว!
หรือว่า…
ความคิดอีกอย่างที่ยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นพลันแล่นวาบขึ้นมาในหัว
หรือว่าเมิ่งซีโจวจะกำลังหวาดกลัว? ยามนี้จึงได้กลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปเสียแล้วกระมัง?
เพียงนึกถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ จางจั๋วก็รู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายไปทั้งร่าง!
เมื่อครั้งอยู่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ นางไร้สิ่งใดให้ต้องหวั่นเกรง เพราะสิ่งที่นางต้องการมีเพียงการหลบหนีเท่านั้น ขอเพียงคนจากไปได้ ไม่ว่านางจะเคยกระทำเรื่องชั่วช้าฟ้าดินมิอาจอภัยไว้มากมายเพียงใด ทุกอย่างก็ล้วนถูกปัดทิ้งไปได้ในคราวเดียว
แต่เมืองหลวงแห่งนี้กลับต่างออกไป!
ที่นี่คือรากฐานของนาง เป็นถิ่นฐานของนางเอง!
ณ สถานที่แห่งนี้ หากชื่อเสียงถูกบดทำลายจนป่นปี้ลงแล้ว ย่อมเท่ากับตกสู่ห้วงหายนะไร้โอกาสหวนคืนอย่างแท้จริง และไม่อาจพลิกฟื้นกลับมาได้อีก ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้หวาดกลัวจนหัวหดเช่นนี้ กระทั่งไม่กล้าโผล่หน้าออกมาแม้แต่น้อย!
เมิ่งซีโจว เจ้าเองก็มีวันนี้เหมือนกัน!
ในที่สุด เจ้าก็รู้จักคำว่ากลัวแล้วกระมัง!
จนกระทั่งเรื่องนี้สะเทือนไปถึงท่านเจ้าเมือง ทำให้เขาจำต้องขึ้นบัลลังก์ว่าความเพื่อรับฟังคำร้องทุกข์ของจางจั๋ว เมิ่งซีโจวก็ยังคงไม่ปรากฏตัว ทว่ากลับเป็นเมิ่งชินรุ่ยที่เมื่อได้ยินข่าวแล้ว ก็รีบร้อนรุดมาราวกับไฟลนก้น
เขาข่มกลั้นโทสะเอาไว้อย่างเต็มกำลัง กล่าวชี้แจงต่อหน้าท่านเจ้าเมืองด้วยท่าทีชอบธรรมหนักแน่น ว่านี่เป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างเด็กสองคนในจวน ต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์ชั่ววูบ จึงทำให้เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องภายในครอบครัว มิบังอาจรบกวนใต้เท้าเป็นอันขาด
ท่านเจ้าเมืองเองก็กำลังกลุ้มใจอยู่พอดี ว่าเผือกร้อนชิ้นนี้มิมีผู้ใดยื่นมือออกมารับเสียที ครั้นมีคนเสนอตัวเช่นนี้ เขาจึงรีบไหลตามน้ำทันที หัวเราะกลบเกลื่อนพลางกล่าวถ้อยคำทำนองว่า ‘มิว่าครอบครัวใดก็ล้วนมีคัมภีร์เล่มยากที่จะสวด’ และ ‘ครอบครัวปรองดอง ความเจริญรุ่งเรืองย่อมมาเยือน’ จากนั้น ก็เร่งให้เมิ่งชินรุ่ยพาคนกลับไปเสียโดยเร็ว
เมิ่งชินรุ่ยกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามนี้ใบหน้าเขียวคล้ำแทบดูไม่ได้ ก่อนจะกระชากคอเสื้อของจางจั๋ว แล้วลากตัวเขาออกจากศาลาว่าการไปในทันที
จางจั๋วเดินตามไปอย่างไม่ยี่หระ อย่างไรเสียจุดประสงค์ของเขาก็บรรลุแล้ว
คำอธิบายบางเบาไร้น้ำหนักของเมิ่งชินรุ่ยนั้น แทบมิอาจยืนหยัดอยู่ได้เลยสักนิด ข่าวลือมีแต่จะแพร่สะพัดออกไปรวดเร็วกว่าเดิม
คนสามคนพูดว่าเสือมีจริง ผู้คนย้ำซ้ำจนทองยังละลาย บัดนี้ต่อให้เมิ่งซีโจวมีร้อยปาก ก็มิอาจโต้แย้งให้ตนพ้นมลทินได้อีกแล้ว!
แทบจะทันทีที่ขึ้นรถม้า หมัดของเมิ่งชินรุ่ยก็พุ่งกระแทกเข้าใส่ใบหน้าของจางจั๋วอย่างแรง
เสียง “ปัง” ดังสนั่นลั่น ศีรษะด้านหลังของจางจั๋วกระแทกเข้ากับผนังแข็งของตัวรถม้าอย่างแรง เขาพลันรู้สึกว่าภาพตรงหน้าดับวูบไปชั่วขณะ ความเจ็บปวดแล่นปราดจนเขาหลุดเสียงครางต่ำออกมา ในโพรงปากพลันอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กรสชาติเข้มข้นที่ตีขึ้นมาทันที
เมิ่งชินรุ่ยโกรธจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มรุนแรง นิ้วมือที่ชี้ไปยังจางจั๋วสั่นระริกไม่หยุด
“เจ้าเดรัจฉานอกตัญญู! นี่เจ้าเสียสติไปแล้วรึ! เจ้าคิดจะทำให้บิดาเช่นข้าต้องตายให้ได้กระมัง ต้องทำให้คนทั้งจวนตายตามเจ้าไปทั้งหมดใช่หรือไม่?!”
จางจั๋วแทบจะลืมการมีอยู่ของบิดาราคาถูกผู้นี้ไปแล้วจริงๆ
เมิ่งชินรุ่ยเป็นคนเย็นชาไร้น้ำใจมาแต่ไหนแต่ไร มองบุตรธิดาจากคุณค่าและประโยชน์ที่มี ไม่เคยมีความรักใคร่อาทรให้แม้สักเศษเสี้ยว ตลอดหลายวันที่จางจั๋วอยู่ในจวนโหว เมิ่งชินรุ่ยก็ไม่เคยมาเยี่ยมเขาเลยสักครา ตรงกันข้าม กลับเป็นอนุหลิวไร้ประโยชน์ผู้นั้น ที่ยังอยากจะพบหน้าเขาอยู่ทุกวี่ทุกวัน
เขาถ่มน้ำลายผสมเลือดออกมาคำหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมา แล้วถึงกับฝืนกระตุกยิ้ม
“หากมิใช่เพราะท่านเอาแต่ขี้ขลาด ไม่ยอมทวงความเป็นธรรมให้แก่ข้า ข้าหรือจะต้องลำบากคิดหาทางอื่นเช่นนี้? หรือจะให้ข้าทนอยู่เช่นนี้เรื่อยไป ปล่อยให้เมิ่งซีโจวเหยียดหยามย่ำยีตามใจชอบอย่างนั้นหรือ?”
“ทวงความเป็นธรรมรึ?”
เมิ่งชินรุ่ยโมโหจนแทบคลุ้มคลั่ง แม้แต่ถ้อยคำก็คร้านจะเอ่ยให้มากความ เขาหอบหายใจหนัก ก่อนจะซัดหมัดลงบนใบหน้าอีกซีกของจางจั๋วอย่างแรงอีกหน!
“หมายถึงเรื่องไร้สาระที่นางล่อลวงเจ้าน่ะรึ?! ข้าว่าเป็นเจ้าต่างหากที่ฝันกลางวันจนเสียสติไปแล้ว!”
เมิ่งชินรุ่ยนวดฝ่ามือที่ปวดระบมของตน พลางตวาดต่อด้วยโทสะ
“ต่อให้เจ้าต้องถอยอีกหมื่นก้าว ต่อให้นางจะแทงเจ้าด้วยมีดจริงๆ เจ้าก็ไม่ควรนำเรื่องมาป่าวประกาศถึงหน้าศาลาว่าการจนวุ่นวายเช่นนี้! เรื่องอัปยศในเรือนมิพึงแพร่งพรายออกนอก หลักการง่ายๆเพียงแค่นี้ เจ้ากลืนมันลงท้องสุนัขไปหมดแล้วรึ?! หากรู้แต่แรกว่าเจ้าจะกลายเป็นคนโง่เขลาเลอะเลือน ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีถึงเพียงนี้ มิสู้ปล่อยให้เจ้าตายอยู่ข้างนอกเสีย จะได้ไม่มาสร้างความเสื่อมเสียให้แก่จวนโหว!”
จางจั๋วถูกฝ่ามือใหญ่หวดใส่สุดแรงเกิด ทำเอาเจ้าตัวถึงกับหน้าสะบัดทิ่มลงพื้น ต้องใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะข่มอาการมึนงงวิงเวียนนั้นลงไปได้