พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่28 จวนโหวที่เจริญถึงขีดสุด
บทที่28 จวนโหวที่เจริญถึงขีดสุด
ฮูหยินเมิ่งหยิบจดหมายฉบับนั้นมาเปิดอ่าน เพียงกวาดสายตาอ่านได้เพียงไม่กี่บรรทัด สีหน้าของนางก็พลันเขียวคล้ำเป็นเหล็กสนิมกร่อน กัดฟันกรอดพร้อมด่าทอเสียงกร้าวว่า
“ของสกปรกต่ำช้านั่น! ใจกล้าบังอาจถึงเพียงนี้เชียวรึ!”
แท้จริงแล้ว พ่อค้าคนกลางผู้นั้นหาได้บรรยายถึงสภาพอันทุกข์ทรมานของเมิ่งซีโจว ให้นางได้อ่านด้วยความสาสมใจเลยสักคำ แต่กลับเขียนบรรยายด้วยถ้อยคำหยาบช้าลามกอนาจารลงไปในจดหมาย กล่าววาจาโอหังอย่างคนไม่รู้ที่ต่ำที่สูง
เนื้อความในจดหมายส่วนหนึ่งเขียนไว้ว่า ‘คุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่งผู้นั้น อุปนิสัยแข็งกระด้างจนเกินไป มิอาจสู้น้องสาวฝาแฝดที่อ่อนหวานดุจสายวารีของนางได้ หากได้ผู้เป็นน้องสาวมาขึ้นเตียงแทน คงจะมากด้วยเสน่ห์เย้ายวนและมีลีลาเร้าอารมณ์เสียยิ่งกว่านางคณิกาชื่อดังเป็นแน่”
มิหนำซ้ำประโยคปิดท้ายในจดหมายฉบับนั้น มันยังได้ข่มขู่อีกว่า หากมิยอมส่งตัวเมิ่งหนานอี้ไปให้มันได้ลองลิ้มรสดูแล้วล่ะก็ มันจะไม่ขอรับทำงานสกปรกของตระกูลเมิ่งอีกต่อไป!
“นี่มันบังอาจหยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ!” ดวงตาทั้งสองของเมิ่งหนานอี้เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา โทสะพลันพลุ่งพล่านจนทั้งร่างทั้งร่างสั่นสะท้านรุนแรง “ท่านแม่! ลูกจะให้มันถูกสับร่างเป็นพันเป็นหมื่นชิ้นแน่คอยดู!”
ภายในดวงตาของฮูหยินเมิ่งพลันปรากฏประกายเย็นเยียบฉายวาบผ่าน นางยกมือลูบไล้แผ่วเบาพลาเอ่ยปลอบโยนบุตรีคนโปรดว่า
“เด็กดีของแม่ เจ้าอย่าได้ร้องห่มร้องไห้เสียใจไปเลย มันเป็นเพียงสวะชั้นต่ำจากบ้านนอกเท่านั้น ยังจะกล้าคิดเพ้อฝันหมายปองบุตรีของข้าอีกรึ?”
นางหันไปทางพ่อบ้านหลินที่นั่งอยู่กับพื้น เนื้อตัวของเขาสั่นระริกราวใบไม้ต้องลม เมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่ทำให้เหน็บหนาวเสียดแทงเข้าถึงกระดูก
“เจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่? ไปจัดการเจ้าคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั่นเสียให้เรียบร้อย — ตัดลิ้นมันออกมาแล้วโยนให้สุนัขกินเสีย! อีกทั้ง…จัดหาชายฉกรรจ์โฉดสักคนไปช่วยเอาอกเอาใจ แล้วก็ดูแลคุณหนูตัวนั้นเพิ่มอีกสักหน่อยเถิด อย่าให้นางต้องใช้ชีวิตอยู่ในชนบทด้วยหัวใจเปลี่ยวเหงาจนเกินไป!”
พ่อบ้านหลินได้ยินดังนั้น ประหนึ่งได้รับการอภัยโทษจากสรวงสวรรค์ แม้ความเจ็บปวดจะทิ่มแทงลึกไปถึงขั้วกระดูก ก็ยังฝืนคลานลุกลี้ลุกลนถอยหนีออกไปโดยมิกล้าชักช้า
ฮูหยินเมิ่งโอบกอดบุตรีไว้ในอ้อมอก เอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนปลอบประโลม ราวกับเมื่อครู่ผู้ที่สั่งตัดลิ้นโยนให้สุนัขกินนั้นมิใช่ตัวนาง
“เอาล่ะๆ ลูกสาวคนดีของแม่ เจ้าอย่าได้ขุ่นเคืองใจอีกเลยนะ พรุ่งนี้องค์รัชทายาทก็จะเสด็จมาเยี่ยมเจ้าด้วยพระองค์เองแล้ว หากร่ำไห้จนดวงตาบวมเป่งแล้วพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเข้า จะไม่ทำให้ต้องทรงเป็นห่วงเจ้าได้อย่างไรเล่า”
ฮูหยินเมิ่งใช้ผ้าไหมเนื้อละเอียด ค่อยๆปาดเช็ดคราบน้ำตาที่หางตาของเมิ่งหนานอี้ให้อย่างละมุนทะนุถนอม
“ท่านแม่เจ้าขา~ ยังจะมาหยอกล้อลูกเล่นอีก!”
เมิ่งหนานอี้เอนกายซบอิงอยู่ภายใต้อ้อมอกของมารดา เอ่ยน้ำเสียงออดอ้อนเจือสะอื้น คราบน้ำตาบนใบหน้ายังมิทันจางหาย ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนด้วยความตื่นเต้นและหวานล้ำอย่างยิ่ง จนโทสะเมื่อครู่พลันถูกพัดสลายหายไปกว่าครึ่ง
องค์รัชทายาทได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้ให้ไปฝึกปรือ ณ ค่ายทหารชายแดน ครั้นจากไปนานปีกลับคาดไม่ถึงว่า หลังเสด็จกลับจากการเข้าเฝ้าแล้ว สิ่งแรกที่ทรงกระทำก็คือ รีบร้อนเสด็จมายังจวนโหวเพื่อพบหน้านางโดยเฉพาะ!
เพียงเท่านี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชิ้นเอก และมากเพียงพอแล้วที่จะบ่งบอกว่า องค์รัชทายาทนั้นทรงให้ความสำคัญต่อตัวนางซึ่งเป็นคู่หมั้นคู่หมายมากเพียงใด! ความใส่ใจที่มีต่อกันนั้นช่างลึกซึ้งเกินพรรณนา!
ความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีและความปีติยินดีอันล้นหลาม พลันโถมทับหัวใจของนางจนเอ่อล้น!
นางอดมิได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก พลางขยับกายซุกแนบชิดอกมารดาอีกครา ประหนึ่งได้แลเห็นแล้วซึ่งอนาคตอันรุ่งโรจน์ — ได้สวมมงกุหงส์ นุ่งห่มอาภรณ์มงคล ครองฐ)านันดรสูงสุดเป็นมารดาแห่งใต้หล้า
รุ่งขึ้น เป็นวันหยุดของเหล่าขุนนาง
ยังมิทันถึงยามเที่ยง ประตูใหญ่ของจวนจงหย่งโหวก็ถูกเปิดกว้างออก
เมิ่งฉินรุ่ย ประมุขเหนือผู้คนในจวนโหวทั้งปวง ใบหน้าของเขาเปล่งปลั่งแดงระเรื่อดุจกำลังจะได้ลาภใหญ่ นำพาภรรยาเอกและเหล่าอนุ รวมถึงกลุ่มบุตรีที่แต่งกายอย่างพิถีพิถัน มายืนรออยู่หน้าประตูตั้งแต่เนิ่นแล้ว ด้วยท่าทีเคารพนบนอบ ต่างคนต่างชะเง้อคอยการเสด็จมาขององค์รัชทายาท
ระยะนี้ อาจกล่าวได้ว่าเมิ่งฉินรุ่ยนั้นโชคดีดั่งสวรรค์ประทาน บุตรชายคนโตได้รับความโปรดปรานต่อเบื้องพระพักตร์ ได้เลื่อนตำแหน่งเข้าสู่กรมคลัง อนาคตย่อมก้าวหน้าไกลไร้ขีดจำกัด ส่วนบุตรีคนโตในฐ)านะคู่หมั้นขององค์รัชทายาท ยิ่งเป็นที่พึงพระทัยถึงขั้นเพียงเสด็จกลับเมืองหลวง ก็เร่งรุดมาเยี่ยมเยือนถึงจวน
เขาลูบเคราของตนพลางเงยหน้าขึ้นมองดวงตะวันเจิดจ้าเหนือศีรษะ รู้สึกเพียงว่าแสงตะวันที่กำลังส่องสว่างไสวเจิดจ้านั้น ช่างละม้ายคล้ายจะสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ดุจน้ำมันเดือดบนไฟร้อนแรง ดั่งบุปผาผลิบานบนผ้าไหมปัก!
จวนโหวของเขา ณ เวลานี้กำลังรุ่งโรจน์ในแทบทุกด้านอย่างแท้จริงแล้ว!
เมิ่งหนานอี้ผู้ถูกห้อมล้อมอยู่กลางฝูงชน ดูประดุจดวงจันทราท่ามกลางหมู่ดาวก็ไม่ปาน นางสวมใส่อาภรณ์ผ้าโปร่งสีเขียวอ่อนมูลค่าสูงล้ำ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ ไร้ตำหนิ เครื่องประดับล้วนงดงามประณีต คิ้วตาเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งวสันต์ฤดู นางสุขใจยิ่งนักเมื่อพบกับสายตาอิจฉาริษยาของเหล่าพี่น้องสตรีที่จ้องมองมา
ไม่นานนัก เสียงกีบม้ากระทบพื้นก็ดังกังวานชัดเจนยิ่งขึ้น
ลั่วกู่ ผู้บัญชาการองครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท ขับรถม้าที่แม้มองผิวเผินจะดูเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบารมี มาหยุดลงอย่างมั่นคงตรงหน้าประตูจวนโหว เขากระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วค้อมกายลงด้วยความเคารพยิ่ง ก่อนจะเอื้อมมือออกไปเปิดม่านรถม้าให้แก่ผู้ที่อยู่ภายในอย่างนอบน้อม….