พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่27 เปิดตัวสองแม่ลูกตระกูลเมิ่ง
บทที่27 เปิดตัวสองแม่ลูกตระกูลเมิ่ง
—
เมิ่งซีโจวไปพบกับคนขององค์รัชทายาทที่ได้ส่งมารับตัวนางตามนัดหมาย จากนั้น ทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาอันเป็นที่เล่าเรียนของจางจั๋ว นางทำการขุดศพของเขาขึ้นมาจากหลุมเพื่อตรวจยืนยัน หลังจากเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเป็นตัวเขาจริงๆ และเขาก็ได้สิ้นใจตายจนไม่อาจฟื้นคืนได้ นางจึงค่อยวางใจออกเดินทางกลับสู่เมืองหลวงอย่างไม่รั้งรอ
อย่าได้ถ่วงเวลาให้นานกว่านี้อีกเลย คิดๆดูแล้ว ยามนี้น้องสาวกับมารดาของนางคงจะเฝ้ารอนางกลับไปด้วยจิตใจร้อนรุ่มไม่น้อย ภายในจวนที่ทั้งลึกทั้งเร้นลับเวิ้งว้างนั่น คงจะเงียบเหงาอย่างไร้สิ้นสุด
—
ณ เมืองหลวง จวนจงหย่งโหว
เมิ่งหนานอี้นั่งเคียงข้างฮูหยินเมิ่งผู้เป็นมารดา กล่าววาจาอ่อนหวานเอาอกเอาใจจนฮูหยินเมิ่งถึงกับหัวเราะออกมาไม่หยุด มือที่ถือเข็มปักยังคงค้างอยู่กลางอากาศเนิ่นนานมิได้เอาลง
ทันใดนั้น สาวใช้ก็ได้เข้ามารายงานว่า พ่อบ้านหลินซึ่งเป็นคนสนิทของฮูหยินเมิ่งมาขอเข้าพบ ฮูหยินเมิ่งพลันหุบยิ้มลงเล็กน้อย ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจนัก
“ไฉนจึงส่งสารล่าช้าเช่นนี้ ให้เขาเข้ามาได้”
เมิ่งหนานอี้กำหมัดที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่น นางนั่งนิ่งเงียบงันแต่หัวใจกลับเต้นถี่รัว — ข่าวคราวของนังบ่าวชั้นต่ำผู้นั้นมาถึงแล้วกระมัง!
นางเป็นผู้กำชับมารดาให้สั่งคนเหล่านั้นจดบันทึกรายละเอียดทุกถ้อยความอย่างครบถ้วน ให้บันทึกแม้กระทั่งว่าสตรีนางนั้นหลั่งน้ำตาไปกี่ครา ทั้งหมดล้วนต้องจดบันทึกให้ละเอียด คราใดที่นางหยิบยกขึ้นอ่าน จะได้เสพความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของมันได้อย่างสนุกตื่นเต้น
อดีต ‘สตรีผู้เปี่ยมปรีชาล้ำเลิศอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง’ อย่างนั้นรึ?
หึ… บัดนี้เกรงว่าคงจะกำลังนอนเอนกายอยู่บนเตียงเตาถ่านอันแสนสกปรกของชาวไร่ชาวนาผู้ยากไร้อยู่กระมัง หรือไม่ก็คงส่ายหางประจบประแจง ออดอ้อนขายรอยยิ้มเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ!
เพียงแค่นึกจินตนาการภาพเลือนรางเหล่านั้นขึ้นมาในหัว เมิ่งหนานอี้ก็รู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อตัวสั่นสะท้านแล้ว นางแทบจะระงับเสียงหัวเราะหวานเย้ายวนที่ยามนี้เอ่อขึ้นลำคอไว้ไม่อยู่!
นางต้องอดทนมานานนับสิบปี! ในที่สุด… ในที่สุดนางก็สามารถสลัดนังตัวอัปมงคลนั่นพ้นไปได้เสียที! มารดากล่าวไว้ไม่ผิดจริงๆ บุตรีเอกแห่งจวนโหวแห่งนี้ ต้องมีเพียงเมิ่งหนานอี้ผู้เดียวเท่านั้น!
ส่วนสตรีเลือดชั่วที่มิรู้หัวนอนปลายเท้าเยี่ยงมัน มีสิทธิ์อันใดจึงได้อาศัยใบหน้าที่เหมือนนางราวกับแกะ เข้ายึดครองฐ)านะและเกียรติยศที่สมควรจะต้องเป็นของนางเล่า?
ฐ)านะนี้ รูปลักษณ์นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างของบุตรีเอกแห่งจวนโหว — ล้วนต้องเป็นของนางทั้งสิ้น! เมิ่งซีโจว… มันผู้นี้บังอาจเยี่ยงไรจึงได้กล้าฉกชิงไปจากข้า?!
ยามที่ยังเยาว์วัย นางเคยคิดอยู่หลายต่อหลายคราว่า อยากจะฉีกกระชากผิวหน้าผืนนั้นออกจากใบหน้าของเมิ่งซีโจวเสียให้ได้! ครั้นเติบใหญ่ ความคิดนี้กลับยิ่งทวีความบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม สตรีนางนี้เปรียบประหนึ่งหนอนพยาธิที่เกาะกินกระดูกนาง ไม่อาจที่จะสลัดให้หลุดพ้นได้!
ยิ่งไปกว่านั้น…ยามเมื่อคำทำนายเรื่อง ‘ชะตาหงส์’ ได้ตกลงสู่ศีรษะของเมิ่งซีโจว!
นางก็พลันคลุ้มคลั่งขึ้นในบัดดล! เป็นเพียงเศษเสี้ยวเชื้อชั่ว เป็นเดียงหญิงอัปรีย์ต่ำต้อย กลับบังอาจเพ้อฝันหมายปององค์รัชทายาทแห่งราชสำนัก ผู้เป็นว่าที่สามีของนางในภายภาคหน้าเชียวรึ?!
กระดูกและเนื้อของเมิ่งซีโจวนั้น มีค่าเพียงพอที่จะเป็นได้แค่นางบำเรอของบ่าวไพร่ชั้นต่ำในจวนเท่านั้น นางต้องเป็นดั่งสุนัขโรคเรื้อนในคูโสโครก กลิ้งเกลือกอยู่ในโคลนตมอันเน่าเหม็น ดิ้นรนหายใจใช้ชีวิตไปวันๆเท่านั้น!
นับว่ายังดี…ยังดีที่มารดามีเล่ห์กลนานัปการ… กระทำการได้แนบเนียนดุจภูตผีมิอาจล่วงรู้ มนุษย์มิอาจสืบสาว…
บัดนี้ ก้อนโคลนเน่าเหม็นนั่นก็ได้ไปอยู่ในที่อันสมควรของมันแล้ว ส่วนตัวนางเมิ่งหนานอี้ต่างหากเล่า ที่สมควรเป็นคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์แห่งจวนโหวอันทรงเกียรติ เป็นสตรีผู้เปรียบดั่งทองหยกล้ำค่า ทั้งยังเป็นว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท ‘เมิ่งซีโจว’ ในภายภาคหน้าด้วย!
นับแต่นี้ไป บันทึกทุกถ้อยคำรายงานชัยชนะ นางจักเก็บรักษาไว้ในหมอนปักลายด้วยความทะนุถนอม ครั้นยามราตรีหนุนหมอนที่ซุกซ่อนข่าวมงคลเหล่านี้ นางย่อมนอนหลับใหลสู่ห้วงความฝันที่แสนสำราญยิ่ง!
พ่อบ้านหลินก้าวเข้ามา ประสานสองมือยื่นส่งจดหมายฉบับนั้นให้ “เรียนฮูหยิน”
“เหตุใดจึงล่าช้าเล่า?” ฮูหยินเมิ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ดั่งอยู่สูงเหนือผู้คนทั้งปวด
แผ่นหลังของพ่อบ้านหลินอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เขาค้อมศีรษะเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง
“ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงได้มีทหารตรวจตราเพิ่มมากขึ้นขอรับ อีกทั้งหลักฐ)านยืนยันตัวตนของบ่าวก็เป็นของปลอม จึงต้องเสียเวลาไปไม่น้อยเลยขอรับ”
ฮูหยินเมิ่งแค่นเสียงเย็นชาออกมาเล็กน้อย ครั้นจะยื่นมือออกไปรับจดหมายฉบับนั้นมา เมิ่งหนานอี้กลับหัวเราะออดอ้อนพลางคว้าชิงไปเสียก่อน
“ท่านแม่เจ้าขา~ ให้ลูกได้อ่านก่อนเถิดนะเจ้าคะ!”
ฮูหยินเมิ่งส่ายหน้าไปมาด้วยความเอ็นดูยิ่ง
“เจ้านี่นะ!”
เมิ่งหนานอี้รีบคลี่จดหมายฉบับนั้นออกอ่าน แต่แล้วรอยยิ้มหวานพลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ยิ่งอ่านนานเท่าใด สีหน้าของนางก็ยิ่งหม่นดำมากขึ้นเท่านั้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง แววตาทั้งสองเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารพลุ่งพล่าน สุดท้ายกลับเหวี่ยงจดหมายฉบับนั้นลงกับพื้นอย่างแรงด้วยความโมโห!
“หนานหนาน เป็นอันใดไป?” ฮูหยินเมิ่งรีบร้องถามด้วยความตกใจ
เมิ่งหนานอี้พลันคว้าเข็มปักผ้าที่ส่องประกายเย็นเยียบจากมือฮูหยินเมิ่งมา ก่อนจะก้าวพรวดเข้าไปข้างหน้า ปักแทงเข็มเล่มนั้นเข้าที่ดวงตาซ้ายของพ่อบ้านหลินอย่างโหดเหี้ยม! แรงมือของนางช่างรุนแรงนัก ปลายเข็มจมหายเข้าไปจนมิดด้าม!
“อ๊าก—!”
พ่อบ้านหลินร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด เสียงแหลมสูงเปล่งดังแสบแก้วหู ความเจ็บปวดเสียดแทงไปจนถึงกระดูก แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะปิดตา เพียงทรุดร่างลงคุกเข่า แล้วโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง
“คุณหนูใหญ่โปรดไว้ชีวิตด้วย! บ่าวมิรู้เลยว่าภายในจดหมายเขียนสิ่งใดไว้!”
ฮูหยินเมิ่งรีบคว้ามือบุตรีมากุมไว้ด้วยความห่วงใย พลางลูบคลึงอย่างเบามือ
“ช่างเลอะเลือนนัก! เรื่องเพียงเท่านี้ไยต้องให้มือเจ้าแปดเปื้อนด้วยเล่า? เร็วเข้า ส่งมาให้แม่ดูเถิด!”
*****