พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่34 ไฉนเล่าไร้ซึ่งเงาหญิงสดใสไร้เดียงสาดั่งกาลอดีต?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่34 ไฉนเล่าไร้ซึ่งเงาหญิงสดใสไร้เดียงสาดั่งกาลอดีต?
บทที่34 ไฉนเล่าไร้ซึ่งเงาหญิงสดใสไร้เดียงสาดั่งกาลอดีต?
ภายในใจของเมิ่งชินรุ่ยพลันบังเกิดความลังเลขึ้นอีกครา
แต่ไหนแต่ไรมา ฮูหยินของเขารักใคร่เอ็นดูเมิ่งหนานอี้ประหนึ่งแก้วตาดวงใจ ลำเอียงเข้าข้างนางเสียจนบางครั้งแม้แต่เขายังรู้สึกว่ามากเกินไปอยู่บ้าง มีเพียงช่วงที่เมิ่งหนานอี้ออกจากจวนไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับบุตรีคนโตจึงได้ผ่อนคลายและดีขึ้นมาบ้าง
เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่นางจะใส่ร้ายป้ายสี และโยนความผิดรุนแรงเช่นนี้ให้แก่บุตรีอันเป็นที่รักที่สุดของตน
เช่นนั้นแล้ว หากเรื่องนี้มิได้มีความเข้าใจผิดอยู่ตรงกลาง ย่อมต้องเป็นเมิ่งหนานอี้ที่กำลังกล่าววาจาโป้ปดมดเท็จอยู่
และหากนางกล่าวคำโกหกจริง เช่นนี้ จดหมายที่ไร้ต้นสายปลายเหตุฉบับหนึ่ง หากถูกนำส่งไปถึงจวนองค์รัชทายาทแล้ว เกรงว่าแม้แต่เขาเองก็คงไม่อาจถอนตัวกลับลำออกมาได้โดยง่าย
เดิมทีเมิ่งชินรุ่ยก็เป็นเพียงบุรุษไร้ความสามารถผู้หนึ่ง อาศัยเพียงร่มเงาบารมีของบรรพชนจึงได้สืบทอดบรรดาศักดิ์มา ในทางราชการนั้น เขาหาได้มีความสามารถอันใดนัก เรียกได้ว่าเป็นขุนนางประเภท ‘วันใดบวชเป็นพระ วันนั้นก็ตีระฆังไปหนึ่งวัน’ ใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชามไปวันๆเท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ หลายปีที่ผ่านมาจวนจงหย่งโหวของเขาจึงได้ตกต่ำลงไปทุกขณะ
แต่เมื่อบุตรีคนโตของเขาถูกทำนายทายทักว่ามีชะตาหงส์ เขาจึงได้ปีติยินดีอย่างมากจนแทบคลุ้มคลั่ง เพราะเพียงแค่อาศัยเกียรติแห่งตำแหน่งฮองเฮาที่มากด้วยวาสนาบารมี วันหน้าความเป็นอยู่ของจวนจงหย่งโหวย่อมต้องไม่เลวร้ายนัก
บัดนี้ องค์รัชทายาทนับเป็นที่พึ่งพิงอันใหญ่หลวงที่สุดของเขา เขาจึงจำต้องระมัดระวังการกระทำทุกย่างก้าว มิกล้าที่จะประมาทแม้เพียงเล็กน้อย
หากองค์รัชทายาทเพียงแค่บังเอิญพบ ‘เมิ่งหนานอี้’ ในระหว่างทางเข้า ด้วยน้ำใจของพระองค์จึงทรงส่งตัวนางกลับมายังจวนเล่า?
แต่ตัวเขากลับส่งหนังสือฉบับหนึ่งไปสอบถาม ทำนองว่า – บุตรีของข้าบอกว่านางได้ช่วยกิจของราชสำนักและได้สร้างความดีความชอบใหญ่หลวง พระองค์จึงทรงให้องครักษ์คนสนิทเป็นผู้ส่งตัวนางกลับจวนด้วยตนเอง มิทราบว่าเป็นจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?
หากทำเช่นนั้นไปแล้ว เกรงว่าจะมิใช่เพียงเสียมารยาทเท่านั้น หากแต่ยังจะเป็นการล่วงเกินองค์รัชทายาทอย่างแท้จริงด้วย!
เมิ่งชินรุ่ยพลันตระหนักได้ว่า เรื่องนี้ช่างเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกยิ่งนัก เขาทั้งเสียดายวาสนาและโอกาสที่ ‘เมิ่งหนานอี้’ อาจนำพามาให้ อีกทั้งยังหวาดเกรงว่าหากเรื่องราวหาได้เป็นจริงดั่งที่นางกล่าว และเขาเกิดก้าวพลาดเดินผิดขึ้นมา เกรงว่าผลร้ายที่จะได้รับย่อมต้องยากจะเยียวยาเป็นแน่!
ครั้นเห็นสีหน้าของเมิ่งชินรุ่ยเต็มไปด้วยความลำบากใจ ฮูหยินเมิ่งจึงได้หยิบใช้ถ้อยคำสะเทือนอารมณ์ขึ้นมาเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวต่อ กระทั่งน้ำตายังไหลพรากพร้อมคุกเข่าลงไปกับพื้น
“ท่านพี่ เป็นเพราะข้าอบรมสั่งสอนบุตรีไม่ดีเอง จึงทำให้นางพลั้งพลาดหลงผิดไป… ความผิดพันหมื่นประการที่นางก่อขึ้น ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้าด้วย ขอท่านพี่ได้โปรดไว้ชีวิตนางสักครั้งเถิด!”
เมิ่งชินรุ่ยทอดถอนใจยาวออกมา ภายในใจพลันครุ่นคิดกับตนเองว่า ช่างเถิด… อย่างไรเสียในภายภาคหน้าเขาก็จะได้เป็นถึงพ่อตาของฮ่องเต้องค์ใหม่อยู่แล้ว มีเรื่องมาเสริมบารมีเพิ่มขึ้นย่อมนับเป็นการดี แต่หากไม่มี… ก็หาได้กระทบถึงรากฐ)านเดิมไม่
แต่ปัญหาก็คือ จะจัดการกับเมิ่งหนานอี้เช่นไรดี?
หากไม่ตรวจสอบให้แน่ชัด เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นการลงโทษด้วยความเลอะเลือน ความจริงขุ่นมัวไม่กระจ่าง
หากจะลงโทษ ก็หาเหตุผลอันชอบธรรมมิได้
แต่หากจะไม่ลงโทษ กระเบียบของจวนจงหย่งโหวจะมิกลายเป็นเรื่องน่าขันไปหรอกรึ
แต่ทว่าเมิ่งหนานอี้ในฐ)านะบุตรหลานของจวน กลับหาญกล้าลักลอบออกจากจวนไปโดยมิได้รับอนุญาต นานหลายวันก็ยังไม่ยอมกลับ อีกทั้งยังทำให้ฮูหยินเอกต้องสร้างเรื่องโกหกปกปิดแทนนาง เพียงโทษข้อนี้ ต่อให้ลงทัณ์หนักสักครา ก็หาใช่เรื่องที่เกินเลยไปไม่
ครานี้จึงอาจนับเป็นโอกาสอันดีที่จะขัดเกลานิสัยของนางเสียบ้าง
แม้วันนี้จะเห็นแววตานางคล้ายมีความแน่วแน่และความกล้าหาญเพิ่มขึ้นสองส่วน ทว่านางในฐ)านะบุตรีของตระกูลเมิ่ง หากจะกลายมาเป็นผู้ปูทางอนาคตให้แก่ตระกูลเมิ่งนั้น—ยังนับว่าห่างไกลยิ่งนัก!
เมิ่งชินรุ่ยไพล่สองมือไว้เบื้องหลัง แล้วหมุนกายเดินจากไป กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาประหนึ่งคนนอกที่เป็นเพียงผู้มองดู
“ฮูหยิน เจ้าย่อมรู้แก่ใจดีกระมังว่าควรต้องจัดการเรื่องนี้เช่นไร”
จากนั้น ผู้คนทั้งหลายต่างพากันแยกย้ายกันไป
ฮูหยินเมิ่งเพียงรับคำสั้นๆว่า “ข้าจะจัดการตามสมควร” ใส่แผ่นหลังของเมิ่งชินรุ่ย จากนั้นจึงหันมองไปทางเมิ่งซีโจว
เห็นนางถูกบ่าวไพร่กดร่างเอาไว้แน่นหนา ทว่ากลับสงบนิ่งเงียบงัน ฮูหยินเมิ่งพลันยกมือนวลเนียนราวหยกขึ้นลูบไล้ข้างแก้มของนาง พลางโน้มกายเข้าใกล้กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เหตุใดจึงไม่ดิ้นรนต่อเล่า? เดิมทีข้านึกว่าที่เจ้ากล้ากลับมาที่จวน ย่อมต้องมีไพ่ตายอยู่บ้างสองส่วน ที่แท้กลับทำให้ข้ารู้สึกผิดหวังยิ่งนัก”
ฮูหยินเมิ่งมิได้สั่งให้บ่าวไพร่ปล่อยมือที่ปิดปากเมิ่งซีโจวไว้ เห็นชัดว่าตัวนางหาได้ต้องการคำตอบไม่
แต่ทว่าในสถานการณ์ซึ่งความเป็นความตายล้วนขึ้นอยู่กับความคิดเพียงชั่ววูบของฮูหยินเมิ่ง สายตาของเมิ่งซีโจวกลับยังคงสงบนิ่ง มิหนำซ้ำยังคล้ายมีรอยยิ้มบางเบาแฝงไว้ด้วย ประหนึ่งว่ากำลังนั่งชมละครลิงอันน่าขบขันฉากหนึ่งอยู่
“คนเยี่ยงเจ้าไม่เห็นโลงศพย่อมไม่หลั่งน้ำตาจริงๆกระมัง”
ฮูหยินเมิ่งเห็นนางเผยแสดงท่าทีเช่นนั้น เสียงหัวเราะแผ่วเบาพลันดังขึ้นพลางออกคำสั่งว่า “นำตัวนางไปโบย…ไม่สิ จับตัวนางไปยังศาลบรรพชน”
ภายในศาลบรรพชน แสงสว่างจากเทียนสั่นไหวระริก บรรยากาศดูเคร่งขรึมเงียบสงัดยิ่งนัก
ครั้นคุมตัวเมิ่งซีโจวมายังศาลบรรพชนแล้ว ฮูหยินเมิ่งก็ยกมือขึ้นเป็นเชิงสั่งการ บ่าวไพร่ทั้งหลายจึงพากันถอยออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงซิ่วหลานสาวใช้คนสนิทของนางเท่านั้น
นางหันหลังให้เมิ่งซีโจว ทำการจุดธูปดอกหนึ่ง แล้วจึงค้อมกายคำนับป้ายวิญญาณเบื้องหน้า
“คุกเข่าลง”
นางร้องสั่งเสียงเข้ม แม้น้ำเสียงจะมิได้ดังนัก ทว่าถ้อยคำกลับหนักแน่นเด็ดขาด ไม่เปิดช่องให้ผู้ใดสามารถขัดขืนได้เลย
กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งลงชั่วขณะ
ผ่านไปพักใหญ่ เสียงหัวเข่ากระทบพื้นดั่งที่ฮูหยินเมิ่งคาดไว้กลับมิได้เปล่งดังขึ้น นางจึงหันกายกลับมา สายตากวาดมองเมิ่งซีโจวอย่างไม่สบอารมณ์นัก
เมิ่งซีโจวยังคงยืนตั้งกายตรงแกร่งกล้าดุจสนเขียว เรือนร่างสง่างามไม่เอนเอียงไปทางใด ดวงตาคู่นั้นล้ำลึกจนยากจะหยั่งถึง ทั้งยังมีไอเยียบเย็นประหนึ่งน้ำค้างต้องน้ำแข็ง ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายแฝงรอยยิ้มท้าทายอยู่หลายส่วน!
บนร่างของนางยามนี้ ไหนเลยยังหลงเหลือเงาของหญิงสาวสดใสร่าเริง เหมือนเมื่อกาลก่อนแม้เพียงครึ่งเสี้ยวเล่า?