พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่33 แผนต้อนให้จนตรอก
บทที่33 แผนต้อนให้จนตรอก
“พอได้แล้ว!”
ครั้นเห็นสีหน้าของเมิ่งชินรุ่ยแปรเปลี่ยนเป็นลังเลขึ้นเล็กน้อย ฮูหยินเมิ่งจึงรีบเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเข้มงวด จากนั้น จึงแสร้งเอ่ยวาจาเกลี้ยกล่อมด้วยสีหน้าทุกข์อกทุกข์ใจว่า
“ลูกแม่ เจ้าจงยอมรับผิดเสียแต่โดยดีเถิด อย่างน้อยก็ยังจะพอรักษาชีวิตของตนเอาไว้ได้บ้าง!”
“ท่านแม่!” เมิ่งซีโจวจ้องจ้องจับไปทางฮูหยินเมิ่งด้วยดวงตาที่มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอเบ้า “ลูกลำบากตรากตรำแทบเอาชีวิตไม่รอดกว่าจะกลับมายังจวนแห่งนี้ได้ แต่ท่านกลับพยายามยัดเยียดข้อหาชั่วช้าสามานย์เช่นนี้ให้ลูกด้วยเหตุใดกัน! ท่านแม่ นี่ท่านไปฟังวาจาใส่ร้ายป้ายสีมาจากผู้ใดเล่า!”
“เจ้ายังจะกล้าโต้เถียงอีกรึ! มิรู้ว่าข้าทำกรรมอันใดไว้กันแน่ จึงได้เลี้ยงดูที่…”
ยามนี้อารมณ์ของฮูหยินเมิ่งพลันพลุ่งพล่านหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม แสร้งทำราวกับมารดาแสนดีผู้หนึ่งที่ถูกบุตรีไม่เอาไหน ทำให้ต้องเจ็บปวดรวดร้าวใจจนสุดจะข่มกลั้นได้ไหว
เมิ่งซีโจวแค่นหัวเราะเสียงเบา แล้วกล่าวขึ้นขัดวาจาของนางกลางคันด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ถ้าเช่นนั้น ก็ให้ข้าเป็นฝ่ายพูดแทนท่านแม่เองเถิด ว่าท่านนั้นเลี้ยงดูบุตรีอย่างเมิ่งหนานอี้ ผู้สำส่อนไร้ยางอาย ทั้งยังชอบโป้ปดมดเท็จเป็นนิจนี้มาได้อย่างไร?”
วาจาประโยคเหล่านี้เมื่อตกถึงหูผู้อื่น ย่อมฟังคล้ายเป็นเพียงคำพูดประชดประชันตนเองที่เกิดจากความรู้สึกสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
แต่เมื่อตกถึงหูของฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งหนานอี้แล้ว ทุกถ้อยวาจากลับกลายเป็นใบมีดคมกริบ ที่สมารถเชือดเฉือนได้ลึกไปถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว!
ฝ่ามือทั้งสองของเมิ่งหนานอี้ที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อ บัดนี้บีบกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่นเสียจนแทบขยี้มันแหลกออกเป็นผุยผง!
นังสารเลวผู้นี้ ใกล้จะตายอยู่รอมร่อแท้ๆ ยังบังอาจด่าทอนางต่อหน้าผู้คนเช่นนี้อีก!
ฝ่ายเมิ่งซีโจวกลับยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกจนหมดสิ้น แววตาพลันเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ดื้อดึงอย่างคนที่ไม่ยอมค้อมอ่อนให้แม้เพียงเล็กน้อย
“ท่านพ่อ ท่านจะยินดีส่งคนไปทูลถามองค์รัชทายาทสักครั้งหรือไม่? หากวาจาของลูกเป็นเท็จแม้เพียงครึ่งประโยค ลูกจะขอยอมรับโทษถูกเฉือนเนื้อพันมีดหมื่นทวนโดยไม่คิดอุทธรณ์ใดๆอีก!”
เมิ่งชินรุ่ยระงับโทสะที่กำลังพลุ่งพล่านลงได้เล็กน้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมอง ‘บุตรีคนรอง’ ตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา
ออกนอกจวนไปเพียงคราเดียว บุตรีที่แต่เดิมอ่อนแอดุจเถาวัลย์อิงไม้นางนี้ กลับราวถูกจับลอกคราบเปลี่ยนกระดูก เพิ่มเติมทั้งความกล้าและเล่ห์เหลี่ยมทันผู้คนมากขึ้นหลายส่วน
บุตรีคนรองของเขาผู้นี้ นับแต่เล็กถูกฮูหยินตามอกตามใจเสียจนเคยตัว เลี้ยงนางมาให้มีอุปนิสัยที่ทั้งขลาดทั้งช่างออดอ้อน หาใช่นิสัยของผู้ที่จะแบกรับเรื่องใหญ่หรือกล่าววาจาโป้ปดแนบเนียนเช่นนี้ได้ แต่ยามนี้กลับสำแดงท่าทีเช่นนั้นออกมา ทำให้ดูคล้ายกับว่านางได้ไปกระทำเรื่องใหญ่โตอันใดมาจริง
หากเป็นดั่งที่นางกล่าวว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความลับทางทหารและกิจในราชสำนัก เช่นนั้นย่อมนับเป็นวาสนาใหญ่ร่วงหล่นจากสวรรค์โดยแท้แล้ว!
เขาลังเลอยู่ชั่วอึดใจ พลันครุ่นคิดคำนวณอยู่ในใจอย่างถี่ถ้วน แล้วจึงค่อยพยักหน้าพลางกล่าวเสียงเนิบขึ้นว่า
“เห็นแก่ที่เจ้า…คงไม่กล้ากุเรื่องมุสาใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ได้หรอกนะ”
“ใครก็ได้! ไปตระเตรียมพู่กัน หมึกกับกระดาษที่ห้องหนังสือไว้ให้ข้า”
ต่างจากเมิ่งชินรุ่ยผู้ซึ่งยามนี้เพลิงโทสะได้ถูกภาพของผลประโยชน์มหาศาลกดทับลงชั่วคราว ฮูหยินเมิ่งกลับสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบสายหนึ่ง ที่กำลังพุ่งทะยานจากฝ่าเท้าขึ้นสู่กระหม่อมอย่างฉับพลัน จนแขนขาและอวัยวะทั่วทั้งร่างพลันแข็งค้างดุจถูกแช่ไว้ในน้ำแข็ง! กำปั้นที่นางกำแน่นอยู่นั้น ยามนี้เล็บได้จิกลงไปในเนื้ออ่อนกลางฝ่ามือจนนลึก แทบจะข่วนให้โลหิตไหลซึมออกมาได้!
ถูกจับขายไปยังบ้านป่าชนบทกันดาร หากจะกล่าวให้ไพเราะสักนิด ก็คือส่งให้ไปเป็นสะใภ้ แต่หากจะกล่าวถึงความเป็นจริงแล้ว ก็คือส่งนางไปเป็นบ่าวไพร่ชั้นต่ำนั่นเอง แล้วนางสามารถปีนป่ายขึ้นเรือมหาโชคและมากด้วยวาสนาลำนี้ได้อย่างไรกัน?!
แท้จริงแล้วสวรรค์ช่างไร้ตา จึงได้ปล่อยให้นังสารเลวผู้นี้ยังไม่ถึงคราวต้องสิ้นชีพกระนั้นหรือ?!
หากนางสามารถเข้าไปเกี่ยวพันกับฝ่ายราชสำนักได้จริง แล้วคำใส่ร้ายป้ายสีที่ตนเพิ่งจะพรั่งพรูออกไปเมื่อครู่นี้เล่า นางจะเก็บมันกลับคืนมาได้อย่างไรกัน? เบื้องหน้าของฮูหยินเมิ่งพลันมืดดำ แทบมิกล้าครุ่นคิดถึงภายภาคหน้าอีกต่อไป
ไม่… เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ต่อให้เป็นความจริงแล้วอย่างไร? อย่างไรเสียยามนี้หนานอี้ก็ได้สวมรอยฐ)านะเป็นนางไปแล้ว เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางได้โผล่หัวขึ้นรับความดีความชอบสักคราหนึ่งแล้วจะเป็นไรไปเล่า?
ฮูหยินเมิ่งปรายหางตาไปทางบ่าวไพร่ของตน เป็นเชิงสัญญาณให้พวกมันเข้าไปปิดปากเมิ่งซีโจวเสีย เมิ่งซีโจวที่เพิ่งถูกปล่อยตัวได้ไม่ทันไร ก็พลันถูกจับร่างกดเอาไว้อีกหน มิหนำซ้ำเรี่ยวแรงที่ใช้ปิดปากนางในครานี้นั้น ยังหนักหน่วงเสียจนเกือบทำให้นางขาดอากาศหายใจตาย!
ครั้นเห็นเมิ่งซีโจวหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะดิ้นรนขัดขืนแล้ว ฮูหยินเมิ่งจึงรีบเอ่ยปากรั้งเมิ่งชินรุ่ยไว้ทันควัน
“ท่านพี่ คำพูดที่ข้าเอ่ยเมื่อครู่นี้ล้วนแต่เป็นความจริงทุกถ้อยวาจา ท่านเองย่อมรู้ดีว่าบุตรีที่ข้ารักและเอ็นดูเป็นที่สุดก็คือนาง หากมิใช่เพราะนางก่อความผิดใหญ่หลวงถึงเพียงนี้แล้ว มีหรือข้าจะไม่คิดปกป้องนางเท่าที่มารดาผู้นี้จะสามารถปกป้องได้เล่า?”
เมิ่งชินรุ่ยชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ฮูหยินเมิ่งจึงฉวยโอกาสรุกไล่ต่อทันที
“อุปนิสัยใจคอของหนานอี้นั้น ท่านเองย่อมรู้ดียิ่งเช่นกัน นางถูกตามอกตามใจเสียจนเคยตัว จะให้มีความสามารถไปกระทำการใหญ่อันใดได้เล่า? เพียงแค่ไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาท่านพี่ก็นับว่าสวรรค์เมตตาปฐ)พีเห็นใจแล้ว บัดนี้ที่นางเอ่ยออกมาเช่นนี้ เกรงว่าคงเพียงเพราะต้องการรักษาชีวิตตนไว้เท่านั้น…”