พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่36 สวมรอยงั้นรึ? ช่างไร้น้ำยา!
บทที่36 สวมรอยงั้นรึ? ช่างไร้น้ำยา!
นางคิดอยู่แล้วเชียว! ว่าเรื่องที่ตนถูกปิดประตูใส่หน้าไม่ต้อนรับในตำหนักองค์หญิงใหญ่เมื่อหลายวันก่อนนั้น แท้จริงแล้วจะต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันอย่างแน่นอน!
ไมตรีระหว่างองค์หญิงใหญ่กับเมิ่งซีโจวนั้นหาใช่เรื่องหลอกลวงจอมปลอมไม่ ดูเถิด… บัดนี้อีกฝ่ายมิใช่มาหานางถึงเรือนด้วยตนเองแล้ว!?
เดิมทีเมิ่งหนานอี้คิดว่า เครือข่ายผู้คนอื่นๆที่เมิ่งซีโจวได้ทิ้งไว้ให้นั้น นางจะสละทิ้งเสียก็ย่อมได้ ทว่าไมตรีกับองค์หญิงใหญ่นั้น นางจำต้องประคับประคองรักษาไว้ด้วยความเอาใจใส่เป็นที่สุด
องค์หญิงใหญ่ทรงเป็นพี่สาวร่วมมารดาเพียงผู้เดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน อีกทั้งยังทรงมีความสนิทสนมแนบแน่นกับองค์รัชทายาทเป็นอย่างยิ่งด้วย หากได้ผูกมิตรกับพระนางไว้ ย่อมต้องมีแต่คุณประโยชน์ร้อยพันประการ หาได้มีโทษแม้สักนิดไม่!
หลายวันก่อน เมื่อนางได้ยินข่าวว่าองค์หญิงใหญ่เสด็จกลับถึงตำหนักแล้ว นางจึงรีบร้อนมุ่งหน้าไปขอเข้าเฝ้า ทว่าทหารยามหน้าประตูกลับอ้างว่าองค์หญิงใหญ่ต้องทรงพักฟื้นพระวรกาย จึงไม่ทรงต้องการต้อนรับผู้เมื่อเยือนมิว่าใคร ทำเอานางถึงกับนึกเดือดดาลจนแทบอยากกระทืบเท้าระบายอารมณ์
นางคือ ‘เมิ่งซีโจว’ ผู้ที่เข้าออกตำหนักองค์หญิงใหญ่ได้อย่างเสรีมาตั้งแต่เยาว์วัยเชียวนะ! เจ้าทหารต่ำช้าผู้นั้นกลับบังอาจขัดขวางนางไว้ ดวงตาสองข้างมืดบอดไปแล้วหรืออย่างไรกัน?!
และมิว่านางจะพร่ำพูดจาทั้งดีและร้ายสักเพียงใด สุดท้ายก็ยังไม่อาจก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปในตำหนักได้แม้เพียงก้าวเดียว!
บัดนี้ ความยินดีปรีดาอันใหญ่หลวงพลันพัดพาเมฆหมอกหม่นมัวทั้งปวงของนางให้สลายหายไปสิ้น
เมิ่งหนานอี้โผเข้าไปยืนหน้าคันฉ่องทองเหลือง ทำการตรวจตราปกเสื้อและอาภรณ์ของตนอย่างละเอียดถี่ถ้วน สำรวจดูให้แน่ใจว่าในยามนี้ตนนั้นเป็น ‘เมิ่งซีโจว’ ที่สมบูรณ์แบบแล้วหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยข่มระงับหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความยินดีไว้ ก่อนจะสาวเท้าก้าวออกไปต้อนรับผู้มาเยือน
องค์หญิงใหญ่เสด็จย่างเข้าสู่ลานเรือนหลานจื่อ พระพักตร์ยังคงซีดเซียว บ่งบอกว่าเพิ่งหายจากอาการประชวรได้ไม่นาน แม้ยามก้าวพระบาทออกไป ร่างก็ยังดูโอนเอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บ้าง
หากมิใช่เพราะสารลับฉบับนั้นจากองค์รัชทายาท ซึ่งบอกเล่าถึงสถานการณ์ของเมิ่งซีโจวพร้อมกำชับว่า ‘เกรงจะต้องหยิบยืมพระอำนาจบารมี’ แล้ว ป่านนี้นางก็ควรต้องประทับพักฟื้นอยู่ภายในตำหนักองค์หญิงเช่นกัน
ซ่งซวี่ป๋ายผู้เป็นโอรสของนาง ก็เคยได้ทูลว่ามิทราบด้วยเหตุอันใด เมิ่งซีโจวจึงได้ไปปรากฏตัวอยู่ ณ หมู่บ้านเสี่ยวเหออันห่างไกล… เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวก็ดูแปลกประหลาดพิกลอยู่ก่อนแล้ว
ด้วยความเข้าใจที่พระนางมีต่อเด็กสาวผู้นั้น ซึ่งทั้งเฉลียวฉลาดและเด็ดเดี่ยว ทั้งเล่ห์กลวิธีก็ยังมีมิได้ขาด ครั้นเมื่อกลับคืนสู่จวนโหวแล้ว ไฉนยังมีเรื่องที่นางจะจัดการด้วยตนเองมิได้ จนถึงกับต้องให้องค์หญิงใหญ่เช่นนางออกหน้ามาถึงที่นี่เพื่อหนุนหลังอีกเล่า?
เมิ่งชินรุ่ยเดินนำทางมาด้วยท่าทีหวาดหวั่นนอบน้อม ใบหน้าซื่อๆแต่ประจบเอาใจระคนงุนงงของเขานั้น เมื่อตกอยู่ในสายพระเนตรขององค์หญิงใหญ่แล้ว ยิ่งทำให้ปมฉงนในใจของนางยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน
บรรยากาศภายในจวนแห่งนี้ก็แลดูสงบราบเรียบดี มิคล้ายจะมีคลื่นลมผันผวนแต่อย่างใด เช่นนั้นแล้ว ‘หลังพิง’ ที่ว่าจำต้องให้นางเดินทางมาช่วยค้ำจุนนั้น ยังต้องค้ำจุนอันใดกัน?
ขณะกำลังทรงเคลือบแคลงสงสัยอยู่ภายในใจนั้น เรือนร่างอรชรคุ้นตาร่างหนึ่งก็พลันคุกเข่าลงเบื้องหน้านางอย่างอ่อนช้อยนอบน้อม
“หม่อมฉันถวายบังคมองค์หญิงใหญ่ ขอองค์หญิงใหญ่ทรงพระเจริญเพคะ”
น้ำเสียงนั้นหวานละมุนนุ่มนวลเกินกว่าจะปิดบัง คล้ายเจือความออดอ้อนประจบประแจงอยู่บางเบา จนยากที่จะไม่มีผู้ใดจับสังเกตได้
สายพระเนตรเฉียบคมดุจเหยี่ยวขององค์หญิงใหญ่พลันทอดมองลงบนใบหน้างดงามนั้น ใบหน้าซึ่งดูเหมือนเมิ่งซีโจวราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ทว่าในขณะที่นางเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาคู่นั้น—
มิใช่นาง!
หัวใจองค์หญิงใหญ่พลันหล่นวูบจมลง ไอเย็นเยียบสายหนึ่งพลันแล่นวาบไปทั่วทุกอณูขุมขนทั่วร่าง!
ภายในดวงตาคู่นั้น หาได้มีแววกระจ่างแจ้งและเฉลียวฉลาดอันเป็นเรื่องปกติของเมิ่งซีโจว และหาได้มีอาการสงบนิ่งหนักแน่นเหมือนดั่งเคยไม่ หากแต่กลับเป็นความปิติยินดีลิงโลด ประหนึ่งผู้ที่ได้พบพานต้นไม้ใหญ่ให้พึ่งพิง พร้อมทั้งความคิดคำนวณที่แอบซ่อนเร้นแฝง เปี่ยมด้วยเจตนาต้องการเกาะเกี่ยวไต่เต้าอย่างมิคิดปิดบัง!
สตรีนางนี้หรือคือเมิ่งซีโจว? ชัดแจ้งแล้วว่านางผู้นี้จะต้องเป็นน้องสาวฝาแฝดนามเมิ่งหนานอี้ สตรีผู้มีจิตใจทะยานใฝ่สูงยิ่งกว่านภาฟ้า!