พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่35 โบยจนกว่านางจะยืนไม่อยู่ อย่างไรก็ต้องให้นางคุกเข่าเอง!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่35 โบยจนกว่านางจะยืนไม่อยู่ อย่างไรก็ต้องให้นางคุกเข่าเอง!
บทที่35 โบยจนกว่านางจะยืนไม่อยู่ อย่างไรก็ต้องให้นางคุกเข่าเอง!
“เมิ่งซีโจวสบตาผู้เป็นมารดาตรงๆ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆว่า
“โอ้? ท่านแม่จะให้ข้าคุกเข่าแก่ผู้ใดเล่า? หากเป็นการคุกเข่าต่อหน้าดวงวิญญาณบรรพชน ข้าย่อมหวาดเกรงสุดหัวใจ ยอมหมอบกราบคำนับโดยไม่กล้าชักช้า”
ครั้นกล่าวมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางก็พลันเปลี่ยนผันทันใด เป็นเยียบเย็นประหนึ่งสายลมแห่งเหมันต์ฤดูพัดกรู
“แต่หากจะให้ข้าคุกเข่าแก่ท่านแล้ว… หนี้แค้นทั้งมวลที่ท่านติดค้างข้าไว้ ข้ายังมิได้ไล่ต้อนให้ท่านคุกเข่าโขกศีรษะชดใช้ ก็นับว่าไว้หน้าฐานะ ‘ฮูหยินแห่งจงหย่งโหว’ ของท่านมากแล้ว”
“บังอาจ!”
ซิ่วหลานเดือดดาลจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม นางชี้นิ้วใส่หน้าเมิ่งซีโจวพลางก่นด่าด้วยเสียงแหลมดัง
“บุญคุณที่ให้กำเนิดสูงเสียดฟ้าเหนือสิ่งใด! เจ้าช่างเป็นลูกอกตัญญูยิ่งนัก กล้าขัดขืนต่อผู้เป็นมารดา แม้ต้องเอาชีวิตของเจ้าคืนให้แก่ฮูหยิน ก็ยังนับว่าเป็นหนี้ที่เจ้าพึงต้องชดใช้ให้แล้ว!”
ฮูหยินเมิ่งปักธูปลงในกระถางแล้ว จึงค่อยเหยียดมือออกไปแตะสัมผัสหลังมือของซิ่วหลานเป็นเชิงปลอบประโลม ทว่าสายตากลับยังคงจับจ้องอยู่บนใบหน้าของเมิ่งซีโจวไม่วาง คล้ายกำลังพินิจพิจารณาสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ตนนึกรังเกียจอย่างที่สุดอยู่
มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาจนแทบมองไม่เห็น
“เดิมทีข้ายังคิดว่าปล่อยเจ้าออกไปเผชิญโลกภายนอกสักครา จะสามารถช่วยขัดเกลาความโง่เขลาในตัวเจ้าให้จางคลายลงได้บ้าง ทั้งยังจะสามารถเพิ่มพูนประสบการณ์ให้เจ้ารู้ผิดชอบชั่วดีขึ้นอีกนิด บัดนี้เมื่อดูๆแล้ว กลับเป็นข้าที่สิ้นเปลืองแรงเปล่า สูญเสียเจตนาดีไปอย่างแท้จริง”
“เจตนาดีรึ?”
เมิ่งซีโจวแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งเสียง สีหน้าฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
“หมายถึงเจตนาที่จะทำให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานนานัปการนั่นน่ะหรือ? ท่านแม่นี่ยังคงเป็นเช่นเดิมจริงๆ ทำชั่วได้แต่กลับมิกล้ายอมรับ ท่าทีเสแสร้งเช่นนี้ของท่าน ยังคู่ควรจะเรียกตนว่า ‘ฮูหยินแห่งจงหย่งโหว’ อีกหรือไม่? สำหรับข้าแล้ว—”
“ในสายตาของข้า—”
สายตาของเมิ่งซีโจวพลันกวาดมองผ่านป้ายวิญญาณอันเยียบเย็นและน่าสะพรึงเหล่านั้น ก่อนจะมาหยุดนิ่งลงบนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งอีกครา แล้วจึงค่อยเอ่ยทีละวาจาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ประดุจค้อนหนักที่ทุบกระหน่ำลงบนกลองศึก
“แม้แต่ฐานะฮูหยินแห่งจงหย่งโหว… ท่านก็ยังไร้น้ำยาเกินกว่าจะแบกรับไหว!”
ทันทีที่คำว่า ‘ไร้น้ำยา’ หลุดออกมา สีหน้าของฮูหยินเมิ่งซึ่งเคยรักษาความสงบนิ่งประหนึ่งเมฆจางลมอ่อนไว้ได้ ก็พลันเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอย่างฉับพลัน!
ความสงบเยือกเย็นในดวงตาของนางถูกฉีกกระชากจนแหลกละเอียด แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นโทสะและความอัปยศที่โหมซัดเข้าใส่ดุจมหาสมุทรคลั่ง!
เห็นได้ชัดว่า คำพูดนี้ได้ทิ่มแทงถูกบาดแผลลับอันลึกที่สุด และเป็นดั่งจุดอับอายที่สุดในใจของนางเข้าอย่างจัง!
เมิ่งซีโจวมิได้ถอยหนีแม้เพียงครึ่งก้าว สายตาคมกริบประหนึ่งคมมีดพุ่งตรงเข้าใส่ และแทงลึกเข้าไปถึงความกระอักกระอ่วนและความพ่ายแพ้ที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตาของอีกฝ่าย
อากาศภายในศาลบรรพชนเปลี่ยนเป็นตึงเครียดจนแทบหยุดนิ่ง!
หน้าอกของฮูหยินเมิ่งกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงอยู่หลายครา นางจ้องหน้าเมิ่งซีโจวตาเขม็ง มิรู้ว่าเพราะโกรธจนต้องหัวเราะออกมา หรือเพราะในที่สุดก็ฉีกหน้ากากจอมปลอมของตนทิ้งไปจนสิ้นแล้วกันแน่
“หึ… คนหนุ่มสาวนี่ช่างกล่าววาจาได้ลำพองเสียจริง” นางส่ายหน้าไปมาเนิบช้า แววตาเหลือเพียงประกายเหี้ยมเกรียมเย็นเยียบ “แต่กลับไม่รู้ตัวว่าภัยร้ายล้วนมาจากปากทั้งสิ้น”
สิ้นเสียงนั้น ฮูหยินเมิ่งก็พลันพลิกข้อมือ ยัดแส้ลงไปในมือของซิ่วหลานทันใด ปากก็ร้องสั่งการด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นประหนึ่งอาบด้วยน้ำแข็ง—
“ซิวหลาน! ลงมือ! เฆี่ยนนางจนกว่าจะยืนไม่อยู่…ถึงตอนนั้นนางย่อมต้องคุกเข่าลงด้วยตัวเอง!”
—
อีกฟาหนึ่ง ณ เรือนหลานจื่อ เมิ่งหนานอี้ได้รับคำเชื้อเชิญจากเหล่าสหายสนิทของเมิ่งซีโจวให้ไปร่วมงานเลี้ยงอีกครา
เทียบเชิญประทับลายทองถูกนางตบฟาดลงบนโต๊ะเตี้ยอย่างขอไปที เหตุการณ์เช่นนี้เปรียบประหนึ่งโรคเรื้อรังที่คอยเกาะติดนางจนยากจะปลดเปลื้อง
เทียบเชิญฉบับนี้หาได้เป็นทางการไม่ จะนับว่าเป็นจดหมายกึ่งหนึ่งก็ว่าได้ ถ้อยคำที่เขียนล้วนเป็นวาจาสนิทสนมรักใคร่ระหว่างสหายพี่น้อง
เมิ่งซีโจว เจ้ามัวแต่อ่านตำราปราชญ์จนงมงายไปแล้วหรืออย่างไรกัน? พวกเราส่งคนมาชวนเจ้าอยู่หลายครั้งหลายหนแล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมเผยหน้ามาปรากฏเสียที? พรุ่งนี้จวนเจียงได้เตรียมของที่เจ้าชื่นชอบที่สุดไว้แล้ว รีบๆมาเร็วเข้าเถิด!
ความกระตือรือร้นของเหล่าสหายสนิทของเมิ่งซีโจวนั้น สำหรับตัวปลอมเช่นนางแล้ว จึงมิต่างอันใดจากหมายเร่งวิญญาณเลยสักนิด!
“จะให้มันจบสิ้นบ้างไม่ได้หรืออย่างไรกัน!”
เพราะหงุดหงิดโมโหและรำคาญใจจนเกินจะทนได้อีก เมิ่งหนานอี้จึงหาได้รักษากิริยาอีกไม่ นานทีปีหนจึงยกมือขึ้นขยี้เรือนผมของตนอย่างหมดความอดกลั้น นางจุ่มพู่กันลงในหมึกแล้ว ทว่ากลับชะงักงันอยู่นาน มิอาจตวัดปลายพู่กันลงไปได้
จะปฏิเสธงั้นเหรอ? แล้วจะใช้เหตุผลอันใดเล่า? ต้องอ้างว่าป่วยอีกแล้วกระมัง?
แต่หากอ้างว่าป่วยครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อให้เป็นคนโง่เขลาย่อมต้องเริ่มรู้สึกระแวงสงสัยเป็นแน่!
แต่หากจะให้ไปตามนัดหมาย นั่นย่อมมิต่างอันใดจากลูกแกะที่เดินเข้าสู่ปากพยัคฆ์!
ขณะที่นางจิตใจของนางกำลังหงุดหงิดคิดไม่ตกดุจเส้นไหมพันกันยุ่บยั่บ ก็พลันมีเสียงจากภายนอกเปล่งดังขึ้นว่า
“องค์หญิงใหญ่เสด็จ—”
เสียงประกาศแหลมเล็กนั้นดังทะลุผ่านบานประตูเข้ามา ทว่าเมื่อแว่วถึงหูของเมิ่งหนานอี้แล้ว กลับเปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ก็ไม่ปาน!
เมิ่งหนานอี้เงยหน้าขึ้นพรวดทันใด ในดวงตาพลันเปล่งประกายระยิบระยังด้วยความยินดียิ่ง จิตใจบังเกิดคลื่นปะทุคลุ้มคลั่ง!