พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่41 หมากกระดาษแรก...ข้าเป็นฝ่ายชนะ!
บทที่41 หมากกระดาษแรก…ข้าเป็นฝ่ายชนะ!
การจากไปขององค์หญิงใหญ่ทำให้ฮูหยินเมิ่งคลายความกังวลลงได้ในทันที นางรีบชี้นิ้วใส่หน้าเมิ่งซีโจว พลางโต้กลับด้วยท่าทางฮึกเหิม
“ท่านโหว เป็นนางต่างหากที่ไม่ทำตัวอยู่ในโอวาท ขัดขืนการลงโทษจนทำให้ป้ายวิญญาณบรรพชนต้องล้มระเนระนาดเช่นนี้! แต่อยู่ต่อหน้าองค์หญิงใหญ่ กลับกล่าววาจาพลิกลิ้นโยนความผิดทั้งมวลมาให้ข้า! นางทั้งไม่ภักดี ทั้งอกตัญญู มิหนำซ้ำยังเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่ง… นางหาใช่บุตรีที่ข้าอบรมเลี้ยงดูอีกต่อไปไม่!”
“หากมิใช่เพราะนางเนรคุณต่อผู้ใหญ่ ลอบหนีออกจากจวนไปเช่นนั้น จะก่อคลื่นลมวุ่นวายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร? ส่วนข้าเพียงคิดคำนึงถึงหน้าตาของจวนโหวเท่านั้น!”
ครั้นกล่าวจบ นางก็หันไปถลึงตามองเขม็งใส่เมิ่งซีโจว พลางตวาดเสียงเขียวว่า
“นังหญิงต่ำช้า! เจ้ายังไม่รีบออกมารับผิดอีกรึ! อย่าได้เป็นรินสุราเชิญแล้วไม่ดื่ม กลับอยากดื่มสุราลงทัณฑ์เล่า!”
ฮูหยินเมิ่งพลิกดำเป็นขาว กลับผิดเป็นถูก สาดโคลนใส่เมิ่งซีโจวไม่หยุดหย่อน หวังฉวยโอกาสนี้พลิกสถานการณ์กลับคืนมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ
ภายในศาลบรรพชนพลันเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเปลวเทียนปะทุแผ่วเบาดังขึ้นเป็นระยะๆเท่านั้น
“วาจาของท่านแม่ครานี้เห็นทีจะไม่ถูกต้องนัก” เมิ่งซีโจวเอียงศีรษะเล็กน้อย ขณะเอ่ยตอบโต้พร้อมรอยยิ้มบาง
“ลูกเห็นว่าสุราเชิญก็ดี สุราลงทัณฑ์ก็ช่างเถิด เพราะทั้งหมดล้วนแต่เข้าท้องท่านแม่เพียงผู้เดียวเป็นแน่ หาไม่แล้วไฉนท่านจึงได้กล่าววาจาเมามายเช่นนี้ออกมาเล่า?”
“เจ้า—”
ฮูหยินเมิ่งถูกวาจาประชดประชันแผ่วเบานั้นสะกิดแทงเสียจนเลือดลมในกายพลุ่งพล่าน ดวงตาพลันพร่าเลือนเป็นระลอก แทบมืดดับลงตรงหน้าเสียเดี๋ยวนั้น
นังตัวร้ายผู้นี้! ปากคอเยี่ยงนี้!
นางขบเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาลจนเขี้ยวเงินของตนแทบแตกละเอียด
เก่ง… ช่างเก่งยิ่งนัก!
ที่แท้วาจาคมคายนั้นยังนับว่าพอมีประโยชน์อยู่บ้าง! ประดุจคางคกอัปลักษณ์ที่เกาะอยู่บนหลังเท้า แม้กัดคนไม่ตาย ทว่ากลับสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยงจนแทบคลุ้มคลั่งได้!
“หยุดได้แล้ว!” เมิ่งชินรุ่ยตวาดเสียงดังลั่นจนเส้นลำคอปูดโปน เพลิงโทสะลุกโชนพลุ่งพล่านถึงขีดสุด
เหตุใดสตรีโง่งมผู้นี้จึงมองสถานการณ์ตรงหน้าไม่ออก? องค์หญิงใหญ่ทรงโยนความผิดเรื่องนี้มาไว้บนศีรษะของนางแล้ว เช่นนั้นเขายังจะกล้าเอ่ยคำว่า ‘ไม่ได้ทำ’ ออกมาได้หน้าด้านๆ!?
ไม่ว่าอย่างไร ฮูหยินเมิ่งย่อมไม่อาจยอมรับความผิดนี้ไว้กับตนแน่ จึงยังคงกล่าววาจาแก้ต่างต่อไปไม่หยุด
“เรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับข้าจริงๆนะท่านพี่…”
โทสะที่เมิ่งชินรุ่ยพยายามกดข่มเอาไว้อย่างยากลำบาก พลันถูกฮูหยินตนจุดให้ลุกโหมขึ้นมาอีกครา ครั้นสุดจะอดกลั้นไว้ได้ เขาจึงเงื้อฝ่ามือขึ้นหมายฟาดเข้าใส่ใบหน้าของฮูหยินเมิ่งทันที
“ท่านพ่อได้โปรดระงับโทสะ!”
เมิ่งหนานอี้ที่หลบอยู่ ณ มุมหนึ่งของศาลบรรพชนพลันรีบพุ่งตัวออกมาทันใด หยาดน้ำตาหลั่งรินออกมาเป็นสาย เอาร่างเข้าขวางกั้นฝ่ามือนั้นไว้โดยเร็ว
“ท่านแม่… เพียงเลอะเลือนชั่ววูบเท่านั้น นางคล้ายถูกบางสิ่งบางอย่างบดบังใจ! ขอท่านพ่อเห็นแก่ที่ท่านแม่คอยจัดการงานจิปาถะภายในจวนมาเนิ่นนานหลายปี ทั้งยังให้กำเนิดบุตรีแก่ท่านพ่อด้วย โปรดเมตตาอภัยให้ท่านแม่สักครั้งเถิด!”
“ท่านแม่ ท่านรีบกล่าวขอขมาต่อท่านพ่อเร็วเข้า!”
ในห้วงขณะที่อารมณ์เดือดดาลของเมิ่งชินรุ่ยชะงักงันไปชั่วขณะนั้นเอง เมิ่งซีโจวจึงได้สาวเท้าก้าวขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว พลางเปล่งเสียงให้ดังกว่าเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นของเมิ่งหนานอี้
“ท่านพ่อ ศาลบรรพชนเป็นสถานที่สถิตของดวงวิญญาณเหล่าบรรพชนรุ่นก่อน ที่ผ่านมาล้วนพำนักอยู่อย่างสงบ แต่วันนี้กลับต้องประสบเคราะห์กรรมเยี่ยงนี้ นับเป็นการลบหลู่ต่อดวงวิญญาณบรรพชนอย่างใหญ่หลวง บุตรีในฐานะสายเลือดแห่งตระกูลเมิ่ง ยินดีที่จะอยู่เก็บกวาดศาลบรรพชนแห่งนี้แทนท่านแม่ ทั้งยังจะขอใช้ทรัพย์ส่วนตัวบูรณะซ่อมแซมให้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลอบประโลมดวงวิญญาณเหล่าบรรพชนบนสรวงสวรรค์ และเป็นการวิงวอนขออภัยโทษในคราเดียวด้วย”
ครั้นวาจานี้หลุดออกจากปากของเมิ่งซีโจว เสียงร่ำไห้ของเมิ่งหนานอี้ก็พลันขาดห้วงลงฉับพลัน ประหนึ่งแม่ไก่ที่ถูกบีบคอไว้แน่นจนสิ้นเสียง
นางเงยหน้าพรวดขึ้นมองเมิ่งซีโจว สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความโมโหขุ่นเคืองอย่างมากด้วย!
เมื่อครู่นางยังอ้อนวอนร้องขอความเมตตาอยู่แท้ๆ แต่พริบตาเดียวเมิ่งซีโจวกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอ ‘รับโทษแทนมารดา’ ด้วยตนเองอย่างนั้นรึ?
เช่นนี้มิยิ่งขับให้คำร้องขอความเมตตาของนางดูเบาหวิวไร้น้ำหนัก กระทั่ง…ดูเหมือนเสแสร้งกระนั้นรึ?
นังสารเลวผู้นี้ เรื่องอื่นไม่เห็นจะเก่ง กลับเก่งนักในเรื่องเสแสร้งแกล้งทำ!
“ลูกเองก็ยินดีเจ้าค่ะ! บุตรีผู้นี้ก็ยินดีที่จะอยู่เก็บกวาดศาลบรรพชนเพื่อไถ่โทษแทนท่านแม่ด้วยเช่นกัน!”
เมิ่งหนานอี้แทบจะแผดเสียงแหลมสูงร้องแทรกขึ้นฉับพลัน นางรีบร้อนสุดกำลังเพื่อที่จะกอบกู้สถานการณ์กลับคืนมา ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ความกตัญญูของตนด้วย
เมิ่งชินรุ่ยจ้องมอง ‘เมิ่งหนานอี้’ แน่นิ่ง นางถูกฮูหยินเมิ่งกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีถึงเพียงนี้ กลับยังมิอาจตัดใจจากความผูกพันฉันแม่ลูกได้ลง ทั้งยังคิดจะออกแรงและควักเงินช่วยบูรณะศาลบรรพชนแห่งนี้แทนด้วย ในขณะที่ ‘เมิ่งซีโจว’นั้น มิรู้ว่าเริ่มมีความสัมพันธ์อันดีกับฮูหยินเมิ่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน จึงได้ถึงกับร่ำไห้เอ่ยปากร้องขอความเมตตาแทนนางเช่นนี้
เขากวาดตามองฮูหยินเมิ่งอีกคราหนึ่ง ความลังเลเสี้ยวสุดท้ายในใจพลันสลายหายไป กลับกลายเป็นความผิดหวังอย่างสิ้นเชิง
“หึ!”
เขาสะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรงคราหนึ่ง จนเปลวเทียนจากโคมสั่นไหวระริก ก่อนจะร้องตะโกนสั่งการเสียงห้วนว่า
“นำตัวฮูหยินไปกักบริเวณไว้ที่เรือนโยวหลัน หากไร้คำสั่งของข้า ห้ามนางก้าวเท้าออกจากเรือนแม้เพียงครึ่งก้าว! แล้วเรื่องในวันนี้ หากผู้ใดบังอาจแพร่งพรายออกสู่ภายนอกแม้เพียงครึ่งคำ ก็จงรอรับโทษตามกตระกูลได้เลย! ส่วนเรื่องศาลบรรพชน…”
สายตาของเขากวาดมองผ่าน ‘เมิ่งซีโจว’ ก่อนจะตกลงบนร่างของ ‘เมิ่งหนานอี้’ สายตาที่จ้องมองแฝงแววพินิจสอบสวน “ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองมีน้ำใจถึงเพียงนี้ ก็จงอยู่ทำความสะอาดเก็บกวาดที่นี่เสีย ทำให้ศาลบรรพชนกลับคืนมาเป็นดังเดิม อย่าให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย!”