พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่50 มอบลูกธนูให้น้องสาวทำปิ่นปักผม
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่50 มอบลูกธนูให้น้องสาวทำปิ่นปักผม
บทที่50 มอบลูกธนูให้น้องสาวทำปิ่นปักผม
ครั้นเมิ่งซีโจวเห็นเมิ่งหนานอี้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ นางก็อดที่จะหวนระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อชาติปางก่อนขึ้นมามิได้ หลังจากนางดิ้นรนหนีกลับมาจวนโหวมาได้อย่างยากลำบาก เมิ่งหนานอี้ได้อ้างว่าจะพานางออกไปพักผ่อนคลายใจ จึงได้ชักชวนนางออกไปเดินทางท่องเที่ยว
ระหว่างทาง เมื่อรถม้าจอดพักตามปกติ หญิงชราแต่งหน้าจัดจนหนาเตอะผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาเลิกม่านรถม้าขึ้น ก่อนจะก้าวขึ้นมาด้านบนทันใด ภายในใจของเมิ่งซีโจวพลันบังเกิดลางสังหรณ์ประหลาดขึ้นอย่างไร้เหตุผล ด้วยสัญชาติญาณ นางจึงได้เผลอคว้าแขนของเมิ่งหนานอี้ซึ่งยามนี้สวมผ้าคลุมหน้าไว้แล้ว
หญิงชราผู้นั้นกวาดตามองนางขึ้นลงอยู่คราหนึ่ง ก่อนจะพึมพำเสียงต่ำว่า
“ดูจากสีหน้าแล้ว เจ้าคงจะเพิ่งผ่านการคลอดบุตรมากระมัง เช่นนี้ก็ดีทีเดียว เพราะแขกบางคนชื่นชอบสตรีที่มีสามีแล้วเช่นนี้นัก”
กล่าวจบ นางก็กลอกตาไปมา ก่อนจะหันไปเอ่ยกับเมิ่งหนานอี้ที่อยู่ด้านข้างว่า
“คุณหนู ข้าให้ราคายี่สิบตำลึงตายตัว”
เมิ่งซีโจวพลันรู้สึกใจหายวาบ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านรุนแรง นางรีบเขยิบถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าว พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“น้องหญิง… นี่มันหมายความเช่นใดกัน?”
เมิ่งหนานอี้สะบัดมือของนางออก แล้วกล่าวปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“เจ้าถูกคนลักพาตัวไป ชื่อเสียงจึงได้มัวหมองเสียแล้ว ในเมืองหลวงแห่งนี้ อิสตรีที่สูญสิ้นความบริสุทธิ์ ย่อมมิต่างอันใดจากหญิงคณิกา หอคณิกาลับแห่งนี้ ข้าสู้อุตส่าห์ไปสืบเสาะหามาอย่างยากลำบาก เพื่อที่จะให้เจ้าได้มีสถานที่ใช้ชีวิตและตั้งหลักปักฐาน นับว่าข้าได้ทำด้วยคุณธรรมจนถึงที่สุดเพื่อเจ้าแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งซีโจวก็ประหนึ่งถูกอสนีบาตห้าสายฟาดผ่าลงกลางใจทันใด เหงื่อเย็นพลันผุดซึมจนเปียกชุ่มไปทั่วทั้งแผ่นหลัง ในชั่วพริบตา นางรู้สึกราวกับร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์แล้วตกลงสู่ขุมนรกอันน่าสะพรึง!
นางช้อนสายตาจ้องมองเมิ่งหนานอี้ ดวงตาคู่นั้นซึ่งเหมือนกับนางราวพิมพ์เดียวกัน ทว่าภายในกลับไร้ซึ่งความละอายและสำนึกผิดแม้เพียงเศษเสี้ยว นางทำประหนึ่งว่าการส่งพี่สาวฝาแฝดที่ถูกลักพาตัวไปเข้าสู่หอนางโลมชั้นต่ำนั้น คือการกระทำอันเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและความชอบธรรมอย่างยิ่งแล้ว!
…บัดนี้ การจะให้เมิ่งหนานอี้ได้ลิ้มรสความรู้สึกหวาดหวั่นหวาดกลัวยามเฉียดใกล้ความตายสักครา ก็ให้ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนเล็กๆน้อยๆของนางก็แล้วกัน
เมิ่งซีโจวสะบัดหน้าดึงตนเองออกจากห้วงอารมณ์แห่งโทสะและความเคียดแค้น ยกสองแขนขึ้นกอดอกมั่น รอคอยว่าเจียงจี้เยว่จะสำแดงสิ่งใดออกมาให้ดู
ในขณะที่เจียงจี้เยว่กลับทำประหนึ่งว่ามิได้ยินเสียงกรีดร้องใดๆทั้งสิ้น คู่คิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้ายกำลังเพ่งเล็งจดจ่ออยู่ที่เป้าตรงหน้า ทว่าวงแขนกลับสั่นไหว นางทำท่าดึงคันธนูแล้วคลายลงอยู่หลายครั้งหลายครา คล้ายเป็นการหลอกล่อหยอกเย้า
ทุกครั้งที่เสียงสายธนูถูกดึงจนตึงแน่นเปล่งดังขึ้น ร่างของเมิ่งหนานอี้ที่ถูกมัดติดไว้กับหลักไม้ก็พลันชักเกร็งไปทั้งร่าง!
ครั้นเห็นว่าเจียงจี้เยว่ใกล้จะปล่อยลูกธนูแล้ว เมิ่งหนานอี้ก็รีบปิดเปลือกตาแน่นสุดกำลัง แต่หลังผ่านพ้นไปครู่ใหญ่ กลับไม่ได้ยินเสียงใดๆเลย นางจึงลืมตาขึ้นอีกครา
ภายใต้การหยอกเย้าของเจียงจี้เยว่นี้ เมิ่งหนานอี้จึงได้แต่ต้องหลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง ลืมตาแล้วก็หลับตาไปมาอยู่เช่นนี้ไม่หยุด หัวใจที่แขวนลอยอยู่กลางอกนั้น ไม่อาจตกลงสู่ที่เดิมได้เสียที
ทันใดนั้นเอง ในห้วงขณะที่เมิ่งหนานอี้ใกล้จะถูกการทรมานอันไร้สุ้มเสียงนี้บีบคั้นจนสติแตกเต็มที
ฟิ้ว—!
ในที่สุด เจียงจี้เยว่ก็ปล่อยลูกธนูออกไปแล้ว!
ลูกธนูพุ่งฉิวแหวกห้วงอากาศออกไปประดุจสายอสนี!
นัยน์ตาทั้งสองของเมิ่งหนานอี้ที่ยามนี้ด้านชาราวตาของปลาตาย พลันเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดจากเบ้า ภายในม่านตาสะท้อนเงาของหัวธนูที่กำลังพุ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ!
จากนั้น ลูกศรก็ได้เฉียดผ่านเหนือมวยผมของนางไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะปักฉึกลงไปบนหลักไม้เหนือศีรษะของนางขึ้นไปราวครึ่งฉื่อ!
“เฮ้อ…” เจียงจี้เยว่ลดคันธนูในมือลง พลางทอดถอนใจออกมาเบาๆ สีหน้าดูคล้ายกำลังรู้สึกเสียดายอยู่หลายส่วน “เดิมทีข้าคิดจะยิงลูกธนูดอกนี้ไปปักไว้กลางมวยผมของน้องสาวเจ้า ตั้งใจว่าจะทำเป็นปิ่นประดับแปลกตาให้นางสักอัน แต่ช่างน่าเสียดายนัก ที่ฝีมือยิงธนูของข้ายังไม่ชำนาญมากพอ จึงมิกล้าเสี่ยง หากพลาดพลั้งลูกธนูไปปักเข้าที่หนังศีรษะของน้องสาวเจ้าเข้า… เช่นนั้นคงจะไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่”
เมิ่งหนานอี้ได้ยินวาจาเหล่านั้นก็พลันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ หากแต่ในลำคอกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวโลหิต
บรรดาบ่าวสูงวัยค่อยๆก้าวเท้าตรงเข้ามาหา และได้ทำการแก้เชือกที่มัดตรึงร่างของนางออก
เชือกเพิ่งจะคลายออก ร่างของเมิ่งหนานอี้ก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที
สภาพอันน่าสังเวชของนางนี้ ดูช่างน่าอเนจอนาถเสียยิ่งกว่าเศษซากอาหารที่เพิ่งถูกคุ้ยขึ้นมาจากถังขยะสกปรก แล้วโยนทิ้งให้กับสุนัขจรจัดแย่งกันคาบไปกินเสียอีก
เจียงจี้เยว่คล้ายมีอารมณ์เบิกบานเป็นอย่างยิ่ง นางคล้องแขนเมิ่งซีโจวไว้แนบแน่น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแช่มชื่นอย่างมากว่า
“ซีโจว เจ้าเล่นเกมนี้จนหนำใจแล้วหรือไม่? รอบถัดไป เจ้ายังอยากเล่นสิ่งใดอีกเล่า?”
เมิ่งซีโจวแสร้งปั้นสีหน้าครุ่นคิด ปลายนิ้วเรียวงามแตะที่คางของตนอย่างแผ่วเบา ครั้นแล้วริมฝีปากแดงก็แย้มออกมาอย่างเชื่องช้า
“มิสู้…ไปพายเรือเล่นดีหรือไม่?”
ทันทีที่วาจานั้นหลุดพ้นออกจากริมฝีปาก ‘เศษเดนอาหาร’ ที่กองอยู่บนพื้นก็พลันกระตุกเฮือกอย่างแรง!
เมิ่งหนานอี้ได้สติขึ้นมาในบัดดล ประหนึ่งได้ยินได้ฟังเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวที่สุดในใต้หล้า!
การพายเรือนั้น สิ่งที่ยากจะหลีกพ้นที่สุดก็คือการตกน้ำ
และสิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุด…ก็คือน้ำเช่นกัน!