พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่49 เป้านิ่งที่มีชีวิต
บทที่49 เป้านิ่งที่มีชีวิต
เมิ่งหนานอี้เงยหน้าขึ้นพรวดทันใด แต่กลับเพียงเห็นว่าเมิ่งซีโจวรับผ้าแพรคาดตาเส้นนั้นไปแล้ว!
บ่าวรับใช้สูงวัยร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามาเบื้องหน้า คนหนึ่งประกบซ้าย อีกคนประกบขวา ตรงเข้าจับแขนทั้งสองข้างของเมิ่งหนานอี้เอาไว้แน่น!
“คุณหนูรองเมิ่ง ถึงคราวของท่านแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของบ่าวรับใช้สูงวัยฟังดูเย็นเยียบ ประหนึ่งเสียงเร่งดวงวิญญาณจากยมโลก
ไม่! อย่านะ!
ทั่วทั้งร่างของเมิ่งหนานอี้พลันเย็นเฉียบ โลหิตในกายราวกับแข็งตัวลงในชั่วพริบตา!
นางจ้องมองเมิ่งซีโจวที่อยู่ไกลออกไปและกำลังผูกผ้าแพรคาดตา ก่อนจะหันไปมองหลักไม้กับผลแอปเปิ้ลที่วางอยู่บนนั้น… ความหวาดกลัวใหญ่หลวงประหนึ่งหายนะพุ่งเข้าถาโถม คลื่นเย็นเยียบพลันโหมซัดเข้าใส่ กลืนกินร่างนางจนจมหายสิ้นในชั่วพริบตา!
รอยยิ้มบนใบหน้าของบ่าวรับใช้สูงวัยทั้งสองยังคงสุภาพนอบน้อม ทว่าแรงมือที่บีบกำท่อนแขนเมิ่งหนานอี้กลับหนักหน่วงยิ่งนัก ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ดิ้นรนหนีเลยแม้เพียงนิด ยามนี้แทบจะกึ่งลากกึ่งดึงตัวนางไปจับมัดติดไว้กับหลักไม้นั่น
ผลแอปเปิ้ลลูกนั้นถูกนำมาวางลงบนมวยผมเหนือศีรษะของนางอย่างพอดิบพอดี
ไกลออกไปเบื้องหน้า เมิ่งซีโจวผู้ถูกปิดสองตาด้วยผ้าแพรกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ ในมือถือคันธนูขึ้นเล็งเป้า ปลายนิ้วแตะสัมผัสจับขนนกท้ายลูกธนูไว้อย่างลวกๆ อิริยาบถดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ยิ่งนัก ประหนึ่งว่ากำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังจวนของตนเองก็ไม่ปาน
ยามนี้ทั่วทั้งลานเป้าหมายนิ่งงันเสียยิ่งกว่าป่าช้าเงียบสงัด เงียบเสียจนกระทั่งมีเข็มหล่นลงพื้นสักเล่ม ก็คงจะได้ยินเต็มสองหูเป็นแน่ สายตาของผู้คนทั้งมวลต่างแยกเป็นสองฝั่ง ด้านหนึ่งจ้องมองเมิ่งซีโจว ส่วนอีกด้านก็จับจ้องไปทางเมิ่งหนานอี้ตาไม่กระพริบ
ฟิ้ว—!
เสียงลูกธนูพุ่งทะยานแหวกห้วงอากาศออกไปดังขึ้นอย่างฉับพลัน!
เมิ่งหนานอี้ยังมิทันได้เปล่งเสียงกรีดร้องออกมาเสียด้วยซ้ำ ก็พลันสัมผัสได้ถึงลมแรงกล้าสายหนึ่งพุ่งทะยานเฉียดผ่านพวงแก้มซ้ายของนางไปอย่างหวุดหวิด ก่อนจะปักฉึกลงไปบนเป้าด้านหลัง!
หัวใจของเมิ่งหนานอี้ยามนี้ประหนึ่งถูกมือไร้รูปข้างหนึ่งบีบรัดเข้าอย่างแรง จนแทบจะหยุดเต้นในบัดดล!
ฟิ้ว—!
ลูกธนูดอกที่สองแล่นตามมาติดๆโดยไร้ซึ่งสัญญาณเตือนสักนิด! และครานี้มันพุ่งตรงเข้ามาทางด้านขวาของนาง!
ลมคมสายเดิมพลันพุ่งเฉียดผ่านพวงแก้มขวาของนางไปในระยะกระชั้นชิด ตำแหน่งไม่คลาดจากแก้มซ้ายเลยแม้เพียงเสี้ยว
“อ๊าย—!”
เมิ่งหนานอี้ไม่อาจข่มกลั้นไว้ได้อีกต่อไป เสียงกรีดร้องของนางเปล่งดังหลุดออกจากปากด้วยความตื่นตระหนกดังคาดหมาย ขาทั้งสองพลันอ่อนยวบลงทันใด หากมิใช่เพราะเชือกที่รัดร่างไว้แน่นเสียจนไม่อาจดิ้นหลุดแล้ว เกรงว่าร่างของนางคงจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดุจโคลนเลนไร้เรี่ยวแรงแล้วเป็นแน่!
เหงื่อเย็นไหลทะลักราวสายน้ำตก ชั่วพริบตาก็ซึมชุ่มแผ่นหลังจนเปียกชื้น ปอยผมที่หน้าผากแนบติดอยู่บนใบหน้าที่ซีดขาวดุจกระดาษ
ทว่าเมิ่งซีโจวคล้ายมิได้ยินเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูของนางเลย พลันเอียงศีรษะเล็กน้อยประหนึ่งกำลังสดับฟังทิศทางลม จากนั้น จึงหยิบลูกธนูขึ้นพาดสายอีกดอก แล้วดึงสายธนูอีกคราด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง
ลูกธนูดอกที่สามพุ่งทะยานตามเสียงแหวกห้วงอากาศออกไป แล้วต่อมา ก็มีเสียงกระทบแผ่วใสดังกังวานขึ้น!
เมิ่งหนานอี้พลันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเบาหวิวเหนือศีรษะตน!
ผลแอปเปิ้ลนั้นได้ถูกลูกธนูพุ่งทะลวงใส่จนแตกกระจาย บัดนี้เศษเนื้อและน้ำหวานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนเต็มเรือนผมและวงหน้าของนาง!
ในขณะเดียวกัน เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดาก็ดังสนั่นลั่นไปทั่วทั้งลานยิง เจียงจี้เย่วและเหล่าสหายคนอื่นๆ ต่างพากันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจ
เมิ่งซีโจวจึงค่อยๆยกมือขึ้นปลดผ้าแพรปิดตาลงอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะโยนให้สาวใช้ข้างกายไปอย่างลวกๆ จากนั้น นางก็หันไปมองเมิ่งหนานอี้ที่ร่างถูกมัดอยู่กับหลักไม้นั่น ยามนี้ร่างทั้งร่างของนางสั่นเทิ้ม สภาพแทบดูไม่เป็นผู้เป็นคน มุมปากของนางพลันยกขึ้นดูคล้ายรอยยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ยิ้ม
เมิ่งหนานอี้หอบหายใจคำโต อาการอ่อนแรงประหนึ่งคนเพิ่งรอดตายมาหมาดๆ ทำให้นางแทบจะเป็นลมสิ้นสติ
จบแล้ว… ในที่สุดก็จบลงเสียที…
ทั่วทั้งห้วงคำนึงของนางเหลือเพียงถ้อยคำเหล่านี้เท่านั้น
ทว่า สิ่งที่คาดว่าจะได้พบกลับมิได้มาถึง หาได้มีผู้ใดเข้ามาแก้มัดให้กับนางไม่
บ่าวรับใช้สูงวัยผู้นั้นกลับเดินถือแอปเปิ้ลอีกผลมา และครั้งนี้เป็นผลที่ใหญ่ครากว่า สีก็แดงสดกว่าด้วย ก่อนจะวางมันลงไปบนศีรษะของนางดังเดิม!
สมองของเมิ่งหนานอี้พลันขาวโพลนในชั่วพริบตา!
“จะทำอันใดอีก! พวกเจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่…” นางดิ้นรนพร้อมแค่นเสียงร้องถามดังด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก
ทว่า กลับมิมีผู้ใดขานตอบนางเลยแม้สักคน
“รอบถัดไป เชิญพี่หญิงเจียงเจ้าค่ะ!” เหลยรุ่ยประกาศเสียงดังก้องด้วยรอยยิ้มเริงร่า
เจียงจี้เยว่ย่างกรายเข้าสู่แนวยิงธนูด้วยท่วงท่าชดช้อย นางรับคันธนูอีกอันมาจากมือของผู้ติดตาม ก่อนจะยกลูกธนูขึ้นพาดสายอย่างสง่างาม
“ไม่! ปล่อยข้า! ช่วยด้วย!”
เมิ่งหนานอี้กรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกตกใจยิ่ง ยามนี้นางแทบจะเป็นบ้าเสียสติไปจริงๆแล้ว! นางดิ้นรนอย่างคลุ้มคลั่งประหนึ่งกุ้งเป็นๆที่ถูกจับโยนลงไปในหม้อน้ำเดือด เสียงกรีดร้องของนางยิ่งดังลั่นมากกว่าเดิม ราวกับว่าเล้าไก่ทั้งเล้าได้ถูกฝูงพังพอนบุกเข้าโจมตีในคราเดียว!
เมิ่งซีโจวยกนิ้วขึ้นแคะรูหูเบาๆ พลางสาวเท้าก้าวเดินเข้าไปใกล้หลักไม้อย่างเนิบช้า “น้องหญิง เจ้าร้องเอะอะโวยวายให้น้อยเสียหน่อยเถิด วิชายิงธนูของพี่หญิงเจียงผู้นี้หาได้แม่นยำเท่าข้าไม่ หากเสียงร้องโหวกเหวกของเจ้าไปรบกวนสมาธิของนางเข้า บางที… เจ้าอาจจะไม่มีโอกาสได้เปล่งเสียงอีกเลยก็เป็นได้นะ”
อาการดิ้นรนและเสียงกรีดร้องร่ำไห้ของเมิ่งหนานอี้พลันหยุดชะงักลงในบัดดล!
นางกัดริมฝีปากล่างแน่นเสียจนแทบห้อเลือด ไม่กล้าเปล่งเสียงออกมาอีกแม้เพียงครึ่งคำ ร่างทั้งร่างนิ่งงันเงียบเชียบ ประหนึ่งจานไก่ผัดพริกเขียวที่วางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะ