พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่58 สร้างชื่อเสีย
บทที่58 สร้างชื่อเสีย
สายตาของเมิ่งซีโจวพลันหยุดลงที่โต๊ะกลางโถง ซึ่งส่งเสียงอึกทึกครึกโครมมากที่สุด โต๊ะนั้นรายล้อมไปด้วยเหล่าคุณชายสูงศักดิ์ที่แต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรา
เพราะพวกเขาต่างชื่นชอบความสนุกครื้นเครง จึงมิใคร่ชอบไปดื่มกินในห้องรับรองส่วนตัว ต่างพากันล้อมวงอยู่รอบโต๊ะที่เต็มไปด้วยสุรากับอาหารโอชา เล่นเกม ออกคำสั่ง ร้องตะโกนโหวกเหวกเฮฮา บางครั้งบางคราวก็ระเบิดเสียงหัวเราะอื้ออึงออกมา
ในหมู่คุณชายเหล่านั้น ผู้เป็นหัวโจกก็คือบุรุษหนุ่มที่สวมใส่เสื้อคลุมแพรลายทองม่วง ใบหน้าขาวผ่องประหนึ่งทาแป้ง ดวงตาเจ้าชู้ กิริยาท่าทางผยองโอหัง บุรุษนี้นามว่าจ้าวหัง เป็นบุตรชายคนสุดท้องแห่งจวนกั๋วกงหนิง ผู้ได้ชื่อว่าเป็นหัวโจกของเหล่าคุณชายเสเพลแห่งเมืองหลวงนั่นเอง
ช่างเป็นโชคดีเสียจริง บุรุษผู้นี้ช่างเหมาะเจาะยิ่งนัก
และจังหวะที่จะดึงดูดความสนใจของเขา ก็คือยามนี้นี่เอง!
บนเวทีสูง ท่านผู้เฒ่าเล่าเรื่องกำลังบอกเล่าถึงความลับในเขตวังหลังอันเลื่องชื่อแห่งราชวงศ์ก่อน เนื้อเรื่องล้วนพลิกผันกลับไปกลับมาดูน่าติดตาม เขาเล่าเสียจนน้ำลายแตกฟองซ่านกระเซ็น ทำเอาอารมณ์ของแขกทั้งหอร้อยรสราวถูกแขวนค้างขึ้นไปถึงขีดสุด
ทั่วทั้งโถงใหญ่พลันเงียบงันราวกับมิมีผู้ใดอยู่เลย มีเพียงเสียงขึ้นลงหนักเบาของผู้เล่านิทานเท่านั้น ที่ยังคงดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ
ท่ามกลางระหว่างที่จิตใจของผู้คนทั้งหอกำลังถูกเรื่องเล่านั้นตรึงไว้แน่นหนา พลันเสียงหนึ่งก็เปล่งดังแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
เป็นน้ำเสียงใสกระจ่าง ทั้งยังเจือแววยียวนเล็กน้อย ราวกับจงใจลากถ้อยคำให้ยืดยาวออกไป
“ช้าก่อน ท่านผู้เฒ่า… สิ่งที่ท่านเล่ามานี้ เกรงว่าจะไม่ถูกต้องกระมัง?”
สายตาของผู้คนทั้งหอร้อยรสพลันหันขวับไปทางต้นเสียงฉับพลัน!
ก่อนจะหยุดลงที่หญิงงามล่มเมืองผู้หนึ่ง ซึ่งยามนี้นั่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่สตรีธรรมดาทั่วไป ดวงตาคู่นั้นฉายแววเฉยชาไม่ยี่หระ ทว่าก็มิอาจบดบังกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่ไม่ธรรมดาของนางได้
แน่นอนว่าบุรุษทั้งโต๊ะซึ่งเป็นเหล่าคุณชายเสเพล และกำลังสนุกสนานครื้นเครงกันอยู่ก่อนหน้านั้น ก็พลันหันมามองนางด้วยเช่นกัน
มือของจ้าวหังที่กำลังเล่นทายหมัดกันอยู่ ถึงกับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
เดิมทีในดวงตาของเขายังมีทั้งความมึนเมาและความสนุกสนาน แต่เมื่อครั้นสายตาคู่นั้นสัมผัสเข้ากับใบหน้างดงามซึ่งปิดบังไว้ครึ่งหนึ่งของเมิ่งซีโจวเข้า เขาก็ถึงกับตกตะลึงในความงามของนางก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงค่อยถูกการเอ่ยขัดจังหวะอย่างกะทันหันของนางปลุกเร้าความสนใจเป็นลำดับต่อมา
เรื่องนี้นับเป็นงิ้วปากยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยฟังมาทีเดียว และตัวเขาก็รับฟังมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบรอบ กระทั่งวันนี้ก็ยังตั้งใจมาฟังซ้ำอีกครา
ทั้งที่เรื่องนี้เขาเองก็ฟังมาแล้วหลายครั้งหลายหน… แล้วยังจะมีตรงไหนผิดอีกเล่า?
เหล่าสหายกินดื่มเที่ยวเล่นข้างกายเขาก็พากันหยุดความครื้นเครงไว้ทันใด แล้วจึงมองตามสายตาของจ้าวหังไป
เนื่องจากอาจารย์ซือซูถูกขัดจังหวะขึ้นเช่นนี้ ใบหน้าของเขาจึงฉายแววตกตะลึงและไม่พอใจขึ้นปราดหนึ่ง ครั้นเห็นชัดว่าผู้เอ่ยวาจาเป็นหญิงสาวผู้มีบุคลิกไม่ธรรมดา จึงได้แต่ฝืนข่มสะกดโทสะในใจลง ก่อนจะลูบเคราพลางกล่าวว่า
“โอ้? เช่นนั้นรึ? มิทราบว่าที่เราผู้เฒ่าเล่ามานี้ มีสิ่งใดไม่ถูกต้องอย่างนั้นรึ?”
เมิ่งซีโจวมิได้เอ่ยตอบในทันที
นางสัมผัสได้ถึงสายตาของจ้าวหังที่เต็มไปด้วยความสนอกสนใจ พลางนึกเสียดายว่าฤดูหนาวจึงไร้พัดจีบในมือ หาไม่แล้วคงจะช่วยขับให้อากัปกิริยาของนางดูเจ้าสำราญยิ่งขึ้นได้อีกหลายส่วน
สุดท้ายจึงได้แต่เท้าคาง แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า
“เท่าที่ข้ารู้ จุดจบของสนมเอกแห่งราชวงศ์ก่อนนั้น หาได้อาภัพรันทดดังที่ท่านกล่าวไม่”
นางหัวเราะแผ่วเบาออกมาคราหนึ่ง
“นางผู้นั้นน่ะ… เป็นสตรีที่น่าสนใจอย่างมากทีเดียว”
สองชาติภพที่ผ่านมา บัดนี้แม้ตัวนางอาจจะยังไร้ซึ่งอำนาจ ขาดแคลนทรัพย์สินเงินทอง ทว่าสิ่งที่นางไม่เคยขาดที่สุดนั้น กลับเป็นจิตใจที่แข็งแกร่งดุจศิลาผาที่ผ่านการขัดเกลามาด้วยมรสุมชีวิต และเรื่องราวหลากหลายที่ก่อเกิดเป็นประสบการณ์และความทุกข์ยากในใจนาง
ครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์ของนางได้เคยทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า คนโบราณยิ่งถูกลดทอนตำแหน่งครั้งใหญ่หลวงเพียงใด บทกวีกลับจะยิ่งประพันธ์ได้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น
แม้นางจะไม่รู้อันใดเลยเกี่ยวกับความลับวงในที่ท่านผู้เฒ่าเล่าออกมาอย่างละเอียด แต่แล้วจะเป็นไรไปเล่า?
เรื่องราวเหล่านั้น เดิมทีก็ล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นทั้งสิ้น
ขอเพียงแต่งได้จับใจยิ่งกว่าฉบับเดิม สะกดวิญญาณผู้ฟังได้มากกว่าเดิม ยั่วเย้าหัวใจผู้คนได้รุนแรงมากขึ้น แล้วยังจะมีผู้ใดใส่ใจเล่าว่าจริงหรือเท็จ?
เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับสนมเอกนั้น ความเป็นไปได้ย่อมมีอยู่ไม่เกินสองแบบ หนึ่งคือเรื่องราวความรักหวานล้ำ ที่ได้รับความโปรดปรานเหนือสนมหกตำหนัก จนผู้คนต่างพากันอิจฉาริษยา สองคือโศกนาฏกรรมรักตามแบบฉบับโบร่ำโบราณ ที่เริ่มต้นงดงามดุจกล้วยไม้ แต่ลงท้ายกลับแตกสลายดั่งกระจกมิอาจหวนคืนดังเดิม ทำให้ผู้ฟังต่างต้องร่ำไห้แทบขาดใจตาม
ในชั่วพริบตาประหนึ่งประกายอัสนีบาตพาดผ่าน บทสรุปหนึ่งซึ่งนอกรีตนอกทาง หากแฝงไว้ด้วยแรงดึงดูดถึงตายก็ได้ก่อตัวขึ้นในใจของนางแล้ว
ภายใต้สายตาของผู้คนทั้งหลาย นางจึงเอ่ยต่อไปว่า
“ท้ายที่สุดแล้ว เป็นนางเองมิใช่รึที่สลัดทิ้งโซ่ตรวนแห่งวังลึก พกพาทรัพย์สินที่สะสมมาครึ่งชีวิต แล้วจากไปกับผู้ที่มีใจต้องกัน… ใช้ชีวิตอย่างเสรีสำราญ”
“ใต้หล้ากว้างใหญ่เพียงนี้ ไม่ว่าแห่งหนใดหากใจเปิดรับย่อมเรียกว่าบ้าน แล้วเหตุใดต้องขังตนอยู่ในกรงทองนั่น เพื่อผลาญวัยเยาว์ทั้งหมดให้กับฮ่องเต้ผู้เย็นชาไร้รักพระองค์หนึ่งด้วยเล่า?”
หลังความเงียบงันที่สั้นนัก ฝูงชนก็พลันเปล่งเสียงฮือฮาปะทุขึ้นทันใด
นี่จะนับเป็นเรื่องเล่าได้อย่างไร? ชัดเจนว่าเป็นวาจาทิ่มแทงถึงขั้วหัวใจต่างหาก! เป็นการท้าทายต่อพระราชอำนาจ ต่อครรลองคุณธรรม ต่อชะตากรรมของสตรีอย่างโจ่งแจ้งหาใดเปรียบ!