พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่60 เด็ดกลีบบุปผายั่วยวนบุรุษ
บทที่60 เด็ดกลีบบุปผายั่วยวนบุรุษ
ครั้นเวลาล่วงไปครู่หนึ่ง เขาจึงได้เอ่ยเพียงวาจาสั้นกระชับดุจทองคำว่า
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”
เมิ่งซีโจวที่จงใจลากเสียงท้ายประโยคเพื่อเพิ่มความฉ่ำหวานขึ้นเล็กน้อย ให้น้ำเสียงน่าฟังราวขนนกเส้นบางที่เคล้าเคลียอยู่กลางใจ ก่อนรอยยิ้มจะยิ่งทวีความล้ำลึกน่าดึงดูดยิ่งกว่าเดิม
“คุณชายกล่าวว่าไม่ต้องขอบคุณ… แต่ท่านแม่ของข้ากลับสั่งสอนไว้ บุญคุณนั้นแท้จริงมีค่าเสียยิ่งกว่าเงินทองทั้งปวง…”
“เช่นนี้แล้ว มีสิ่งใดที่คุณชายต้องการจากข้าเป็นการตอบแทนบ้างหรือไม่เล่า?”
ขณะกล่าววาจา เมิ่งซีโจวยังจงใจขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงไว้ซึ่งกิริยาไร้เดียงสาและเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด
ฉู่เซียวเพียงรู้สึกว่าโลหิตร้อนสายหนึ่งพลันพุ่ง ‘วาบ’ ขึ้นสู่ศีรษะของตนในบัดดล!
น้ำเสียงที่จงใจทำให้ฟังดูอ่อนหวานยิ่งขึ้นนั้น ทั้งยังจงใจเข้าใกล้ให้อีกฝ่ายได้สูดดมกลิ่นหอมอบอวลจากเรือนร่างด้วย ทั้งหมดค่อยๆโอบล้อมหัวใจของเขาไว้แน่นหนาราวใยไหม ละเอียดถี่ยิบจนแทบไม่เปิดช่องว่างให้ดิ้นหลุดได้เลยแม้แต่น้อย
เขามิเคยอยู่ใกล้ชิดสตรีนางใดมากถึงเพียงนี้มาก่อน ยิ่งแทบมิต้องเอ่ยถึงถ้อยวาจาหยอกเย้าที่แฝงนัยกำกวมเช่นนี้!
ใบหน้าซึ่งแต่เดิมเสแสร้งปั้นให้ดูเย็นชาของเขา พลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำลามจากโคนหูลงไปถึงลำคอในชั่วพริบตา จากนั้นจึงรีบหันหน้าหนีไปอีกทางทันที ริมฝีปากที่เม้มแน่นสั่นไหวเล็กน้อย เผยให้เห็นกระแสพายุอันแสนปั่นป่วนรุนแรงที่กำลังกระหน่ำซัดอยู่กลางใจของเขาอย่างไม่อาจปิดบัง
ปฏิกิริยาของเขาล้วนอยู่ในสายตาของเมิ่งซีโจวทั้งสิ้น นางพลางแค่นหัวเราะเย้ยหยันอยู่ภายในใจ
ช่างเป็น ‘สุนัขผู้ภักดี’ โดยแท้! หัวจิตหัวใจของมนุษย์ ไหนเลยจะบริสุทธิ์ไร้เดียงสาได้ถึงเพียงนี้กัน?
มิน่าเล่า ชาติภพก่อนเขาจึงได้ถูกเมิ่งหนานอี้ล่อหลอกปั่นหัวให้ลุ่มหลงอย่างหัวปักหัวปรำ ถึงขั้นยอมพลีกายถวายชีวิตให้นางอย่างไม่นึกเสียดายเลย
ครั้นเห็นว่าสุมไฟได้ที่พอควรแล้ว นางจึงไม่คิดจะเร่งความคืบหน้าให้เร็วจนเกินไปนัก กับการพบพานกันเพียงครั้งเดียวในครานี้ นางจึงได้ยืดกายตรง แล้วกล่าวกับฉู่เซียวด้วยท่าทางเป็นห่วงเป็นใยหลายส่วนว่า
“คุณชายได้โปรดหลบภัยพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้สักวันสองวันก่อนเถิด รอให้ช่วงเวลานี้ผ่านพ้นไปแล้ว ท่านจึงค่อยจากไปเองย่อมไม่สาย”
กล่าวจบ นางก็มิได้รั้งรออยู่ต่ออีก เพียงหมุนกายเดินตรงไปยังประตูทันที
ในห้วงขณะที่ปลายนิ้วของนางใกล้จะแตะสัมผัสกับบานประตูแล้ว เสียงเคร่งเครียดของฉู่เซียวก็พลันเปล่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“…ขอบคุณคุณหนูมาก”
เพียงแค่แค่นเสียงเอ่ยคำขอบคุณออกมาเท่านั้น ทว่าเขากลับรู้สึกราวได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในชีวิตไปจนสิ้นแล้ว
ถ้อยวาจาเพียงสี่คำนี้ ประหนึ่งถูกเขาเค้นออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก
ฝีเท้าของเมิ่งซีโจวพลันชะงักลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นส่วนโค้งคล้ายรอยยิ้มหยอกเย้า
นางหันกลับไปฉับพลัน รอยยิ้มงดงามสดใสพลันผลิบานเต็มใบหน้า ดวงตาคู่งามโค้งวาวดุจจันทร์เสี้ยว แล้วจึงเอ่ยถ้อยคำของเขาย้อนคืนกลับไปด้วยน้ำเสียงกระจ่างใส
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ~”
เสียงท้ายประโยคถูกลากยาวด้วยแววหยอกเย้า จนผู้ฟังแทบใจละลาย ไม่เทียงเท่านั้น เมิ่งซีโจวยังจงใจขยิบตาหยอกเย้าให้เขาทีหนึ่งด้วย จากนั้น นางจึงค่อยหมุนกายสะบัดเส้นผมยาวสยาย ก่อนจะผลักประตูให้เปิดออก แล้วเรือนร่างอรชรนั้นก็ได้หายลับพ้นไปจากห้องแล้วจริงๆ
เสียงบานประตูปิดลงเบาๆ
ร่างที่เกร็งแน่นของฉู่เซียว ยามนี้ราวกับยกภูเขาหนักพันชั่งออกจากอกได้ ค่อยๆรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าในห้วงคำนึง กลับปรากฏภาพของหญิงงามพร้อมรอยยิ้มที่แสนตราตรึงใจ ฉายซ้ำวนไปเวียนมาอยู่เช่นนั้นนับครั้งไม่ถ้วน พร้อมกับเสียงหวานล้ำแฝงแววซุกซนขี้เล่นที่เอ่ยว่า “ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ~” ยังคงทำให้จิตใจของเขาเต้นระส่ำไม่หยุด
รอยยิ้มละมุนนั้นช่างทรงอานุภาพเกินกว่าจะจินตนาการได้ แม้แต่ตัวเขาเองยังมิทันล่วงรู้ว่า สิ่งที่เรียกว่าความสุขนั้นได้ค่อยๆแผ่ซ่านมาถึงมุมปากของตนแล้ว จากที่เอาแต่เม้มริมฝีปากแน่น ยามนี้ถึงคราวแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอย่างเงียบงัน
เดิมทีเขาเกลียดชังรูปลักษณ์นี้ของตนเองยิ่งนัก ภายใต้สมรภูมิที่แสนมืดมนไร้แสงตะวัน เขาดิ้นรนอย่างสุดชีวิตกว่าจะคลานพ้นพันธนาการออกมาจากกองศพและทะเลโลหิตได้ เฝ้าฝันว่าต่อจากนี้จะอาศัยฝีมือของตนยืนหยัดและใช้ชีวิตได้ตามใจอิสระแล้ว
แต่ผู้ใดเล่าจะคาดคิด ชีวิตแห่งบุรุษผู้นี้กลับต้องตกต่ำถึงขีดสุดเพียงเพราะใบหน้าตนเองทำพิษ เลยเถิดไปถึงขั้นถูกกลุ่มผู้มีอำนาจสูงศักดิ์เห็นเป็นเพียงของเล่นไว้ใช้ย่ำยีคลายอารมณ์!
ชะตากรรมอันแสนน่าอดสูประเภทนี้… เหตุใดจึงต้องเกิดขึ้นกับตัวเขาด้วย?
แต่ถึงอย่างไร… ภายในก้นบึ้งของหัวใจเขายามนี้ ความรู้สึกประหลาดพลันก่อเกิด ความสำนึกขอบคุณสายหนึ่งพลันฝังแน่นยิ่งขึ้น
หากไม่เกิดเหตุ ‘วีรบุรุษช่วยหญิงงาม’ ขึ้นแล้ว ก็มิอาจล่วงรู้เลยว่า ยามนั้นตัวเขาจะคิดการเช่นใด บางที… เขาอาจไม่มีวันได้พบเจอกับนางอีกเลยชั่วชีวิตก็เป็นได้
กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ปรากฏรอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นได้ฝังลึกลงไปในใจของเขาเสียแล้ว อิสตรีผู้มากด้วยคุณสมบัติเพียบพร้อม ทั้งเฉลียวฉลาด คล่องแคล่วปราดเปรียว ทั้งยังแฝงซ่อนเสน่ห์ลูกเล่นไว้ส่วนหนึ่งด้วย
เพียงได้พบสักคราหนึ่ง ช่างยากจะลืมเลือมความงดงามเหนือผู้ใดของนางได้จริงๆ…
ฉู่เซียวจมอยู่ในห้วงคำนึงของตนเอง กระทั่งไอร้อนผ่าวบนใบหน้าค่อยๆจางหายไปยังไม่รู้ตัว แล้วความคิดหนึ่งก็พลันแล่นวาบขึ้นมา—
แย่แล้ว! เขาลืมถามนามของนางเสียได้!
ทว่า ระหว่างเขากับนาง อย่างไรเสียก็ต้องได้พบกันอีกเป็นแน่ สำหรับเรื่องนี้ เขากลับเชื่อมั่นอย่างไร้เหตุผลจนน่าประหลาด
เมิ่งซีโจวเพิ่งปิดประตูลง ก็สบเข้ากับใบหน้าของลั่วกู่ที่ขมวดเข้าหากันจนย่น ใบหน้าดูแทบจะคล้ายลูกมะระขี้นกอยู่แล้ว
ผู้ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นยอดฝีมือเหนือยอดฝีมือในหมู่องครักษ์เงาทั้งปวงขององค์รัชทายาทผู้นี้ จู่ๆใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าตัวก็พลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำอย่างไม่อาจควบคุม คู่คิ้วขมวดถักแน่นเป็นปม ริมฝีปากอ้าแล้วหุบอยู่เช่นนั้นหลายครา สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าอยากจะกล่าววาจาสักประโยค แต่จำต้องยับยั้งเอาไว้ นับเป็นความรู้สึกที่ทั้งอัดอั้นและคับข้องอย่างถึงที่สุด ประหนึ่งกำลังกลืนมะระขมปี๋ลงท้องไปทั้งลูกก็ไม่ปาน
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จ้องมองเขาด้วยสีหน้าท่าทางสงบนิ่ง ราวกับกำลังรอชมเรื่องสนุกอยู่
ลั่วกู่สูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง แล้วสูดอีกเฮือกหนึ่ง ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าได้ กดเสียงต่ำเสียยิ่งกว่าเดิม ร้องถามขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ
“คุณหนูเมิ่ง เมื่อครู่ตอนท่านอยู่ข้างในห้องนั่น… ท่านทำอะไรกันแน่?”
แน่นอน ยอดฝีมือระดับเขาย่อมมีความสามารถในการได้ยินที่กว้างไกลกว่าสามัญชนธรรมดา เขาย่อมได้ยินทุกบทสนทนาระหว่างคนทั้งสองที่อยู่ภายใน วาจาของเมิ่งซีโจวไม่กี่ประโยคก่อนหน้านั้น ผนวกกับน้ำเสียงที่นางเลือกหยิบมาใช้หลอกล่อเหยื่อแล้ว นั่นมิต่างอันใดจากการยั่วยวนบุรุษโดยตรงเลย!
เมิ่งซีโจวมองสีหน้าที่เสมือนฟ้าถล่มของเขา แต่กลับหาได้รู้สึกไม่ดีแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าช่างน่าขันยิ่งนัก นางถึงกับหลุดหัวเราะพรืดออกมา ดวงตาเรียวโค้งงามคู่นั้นไร้ซึ่งแววละอายแม้แต่น้อย
“เรื่องเช่นนี้ย่อมต้องรู้กันอยู่ ไฉนยังต้องถามอีกเล่า?”
นางเอ่ยกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ น้ำเสียงทั้งใสทั้งกังวาน
“รู้จักหรือไม่เล่า เด็ดกลีบบุปผายั่วยวนบุรุษน่ะ?”