พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่59 โซ่ล่ามคอชั้นเยี่ยม!
บทที่59 โซ่ล่ามคอชั้นเยี่ยม!
“อ่า… ระวังวาจา! ระวังวาจาไว้บ้างเถิดแม่นาง!”
บรรดาแขกเหรื่อกระทั่งผู้กล้าหลายคนยังถึงกับใบหน้าถอดสีซีดขาว อยากจะยกสองมือขึ้นปิดหูเสียเดี๋ยวนั้น ทั้งร่างยังหดหลบมุดลงไปใต้โต๊ะด้วยความหวาดกลัว
เรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนักนั้น หาใช่ผู้ใดจะพึงวิพากษ์วิจารณ์โดยพลการได้
บังอาจกล่าวหาว่าจักรพรรดิทรงไร้เยื่อใยเชียวรึ?
แม่นางผู้นี้ไปกินดีหมีดีเสือมาหรืออย่างไรกัน?!
ความหวาดผวาพลันลุกลามสู่ผู้คนกว่าครึ่งที่อยู่ภายในหอสุราแห่งนี้ ทว่าท่ามกลางความแตกตื่นนั้นกลับมีดวงตาคู่หนึ่งเปล่งประกายราวดาราต้องไฟ ปะทุแสงร้อนแรงจนแทบลุกโชน!
และคนผู้นั้นก็คือ จ้าวหัง!
เขาผลักสหายเที่ยวเตร่ที่ยังนั่งงุนงงอยู่ข้างกายออกไปอย่างแรง แทบจะดีดตัวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ในทันที!
จอกสุราในมือหล่นกระแทกพื้นจนแตกกระจาย ทว่าเขากลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย!
เขาจ้องมองเมิ่งซีโจวตาเขม็ง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความปีติยินดีและตื่นเต้นอย่างไม่ปิดบังเลยสักนิด!
วิเศษ! ช่างวิเศษยิ่งนัก!
บุรุษนามจ้าวหังนี้ ได้ผ่านประสบการณ์รับฟังเรื่องเล่าสารพัดตามหอโคมแดง โรงมหรสพ โรงน้ำชาและโรงสุรามาทั่วทั้งใต้หล้าแล้ว จึงค่อนข้างเบื่อหน่ายถ้อยคำในเรื่องเล่าซ้ำซากจำเจเหล่านั้นเต็มทน!
อะไรคือความจงรักภักดี สิ่งใดคือความกตัญญู และสิ่งใดคือความสัตย์แห่งหญิงพรหมจรรย์
ทั้งเรื่องรักเดียวใจเดียวด้วย
ยังมีเหล่าสตรีภายในวังหลังผู้โศกเศร้า…
ทั้งจอมปลอม! ทั้งน่าเบื่อหน่าย! ฟังบ่อยเข้าย่อมชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ยิ่งนัก!
มีเพียงตอนจบที่สตรีตรงหน้านางนี้กล่าวออกมาเท่านั้น—
สลัดพันธนาการทิ้งไป! ใช้ชีวิตอย่างเสรีสำราญ! เหยียดจักรพรรดิประหนึ่งธุลีโคลน!
นี่ไหนเลยจะมิใช่ความแปลกใหม่ไม่ซ้ำผู้ใดเล่า?
ชัดเจนว่าครานี้สิ่งที่ได้ฟัง ย่อมนับเป็นเรื่องสะเทือนฟ้าสะท้านปฐพีโดยแท้!
เป็นความรักที่ทั้งชิงชังอาฆาตได้สาแก่ใจนัก ตอนจบนับว่าแปลกใหม่มากพอ จนสามารถพลิกคว่ำจุดจบเดิมๆในหัวของเขาจนพังพินาศได้!
“เยี่ยม! เล่าได้เยี่ยมจริงๆ!”
จ้าวหังปรบมือรุนแรงดังผวะๆ เสียงนั้นโดดเด่นได้ยินชัดเจนท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันทั่วทั้งร้าน
“ขอถามแม่นางผู้นี้สักประการ!”
ดวงตาของเขาลุกวาวดุจเหยี่ยวที่จับจ้องเหยื่อ
“ตอนจบอันแปลกใหม่ไม่เหมือนผู้ใดเช่นนี้ แม่นางได้ยินมาจากที่ใดกัน? ช่างทำให้ผู้อื่นอยากตบโต๊ะร้องชมเสียจริง!”
เมิ่งซีโจวแค่นหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจคราหนึ่ง
นี่ปลาคงติดเบ็ดแน่นไม่มีหลุดแล้วกระมัง
ทว่าใบหน้าของนางกลับมีรอยคลี่ยิ้มบางปรากฏ ดวงตาคู่โค้งเปล่งประกายวาววับเล็กน้อย ก่อนจะผงกศีรษะไปทางจ้าวหัง กิริยาท่วงท่าเป็นไปอย่างสง่างาม ทั้งยังดูสุขุมผ่อนคลาย ราวกับวาจาสะท้านโลกเมื่อครู่มิได้หลุดออกจากปากนางเลยแม้แต่น้อย
“คุณชายกล่าวชมเกินไปแล้ว”
นัยน์ตาของนางพลิ้วไหวดุจคลื่นน้ำ จงใจโยนเหยื่อล่อออกไปอีกคำหนึ่ง
“หากคุณชายสนใจเรื่องพิสดารทำนองนี้จริง เหตุใดไม่ลองไปค้นหาบันทึกเบ็ดเตล็ด ที่มีนามนักเขียน ‘เซียวเหยาเค่อ’ ในหอตำราดูเล่า บางที… อาจได้เห็นรสชาติที่แท้จริงแห่งประวัติศาสตร์สักหนึ่งหรือสองส่วน”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วจึงกล่าวต่อว่า
“วันนี้ข้าหมดอารมณ์แล้ว อย่างไรเสียคงต้องขอตัวก่อน คุณชาย เชิญท่านตามสบายเถิด”
ครั้นกล่าวจบ นางก็ไม่เหลียวมองผู้ใดอีกเลย หันกายก้าวตรงไปยังประตูของหอร้อยรสทันที ชายกระโปรงพลิ้วไหว แผ่นหลังตั้งตรงสง่าเด็ดเดี่ยว แฝงไว้ซึ่งกลิ่นอายแห่งความอิสระประหนึ่งว่า ครั้นจบเรื่องก็สะบัดชายแขนเดินจากไป
จ้าวหังได้แต่จ้องมองเงาร่างงดงามสะคราญตานั้นค่อยๆเลือนหายไปจากประตู ริมฝีปากพึมพำตอบรับขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“ดี… เยี่ยม! เซียวเหยาเค่องั้นรึ…”
เปลวไฟพลันลุกโชนขึ้นในดวงตาของเขา บ่งบอกถึงความคลุ้มคลั่งร้อนแรง ประหนึ่งผู้ที่ค้นพบสมบัติล้ำค่าอันหาได้ยากในใต้หล้า!
เขาไม่เพียงจะตามหาบันทึกของเซียวเหยาเค่อเท่านั้น แต่ยังจะต้องตามหานาง — สตรีผู้มีความคิดหลุดกรอบชวนสะท้านโลกันตร์นางนี้ให้พบด้วย!
นางต่างหาก สมควรจะต้องเป็น ‘เซียวเหยาเค่อ’ ตัวจริง!
ด้านนอกของหอร้อยรสชาติ ลั่วกู่ที่จัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยามนี้เขากำลังยืนรออยู่ข้างรถม้าอย่างเงียบงันดุจเงามืด เมื่อเห็นเมิ่งซีโจวก้าวออกมา จึงได้เอ่ยรายงานด้วยเสียงกระซิบต่ำว่า
“เรียนคุณหนู บุรุษผู้นั้นอยู่ที่โรงเตี๊ยมจันทร์ล้อมแล้วขอรับ”
เมิ่งซีโจวผงกศีรษะรับแผ่วอ่อน สีหน้ายังคงรักษาความสงบนิ่งไว้เต็มสิบส่วน ดวงตาไร้ซึ่งแววโอหังหรือประกายเจิดจ้าเปิดเผยดังเช่นยามอยู่ในหอร้อยรสชาติเลยสักนิด
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังที่อยู่ของฉู่เซียว
ภายในห้องที่มีแสงสลัวมืดมัว ร่างของฉู่เซียวถูกจับมัดติดไว้แน่นกับเก้าอี้ ดวงตามีผ้าดำหนาทึบปิดทับเอาไว้ ปากก็ถูกยัดด้วยก้อนผ้า
เชือกหยาบกระด้างรัดลึกลงบนท่อนแขนกำยำของเขา ขับเน้นเส้นกล้ามเนื้อที่ตึงเขม็งให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น
ทว่าแม้จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาก็ยังคงนิ่งเงียบไร้อาการดิ้นรน ทั้งยังมิได้ส่งเสียงครางอื้ออึง อย่างมากเพียงเผยเส้นกรามที่ขึงตึงจากการขบกัดให้เห็นเท่านั้น อากัปกิริยาเช่นนี้สื่อสะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วยามนี้ภายในใจของเขาหาได้สงบนิ่งไม่
รอบกายของเขาคล้ายปรากฏกลิ่นอายแห่งเทพสังหารเหมือนดังชาติภพก่อน ที่มักแผ่ซ่านในยามที่คอยติดตามอยู่ข้างกายเมิ่งหนานอี้
เพียงแต่เวลานี้ เขายังไม่ถึงขั้นตัดสินใจที่จะพลีกายถวายชีวิตรับใช้เมิ่งหนานอี้ อนึ่งเพราะบนใบหน้ายังไร้ซึ่งรอยแผลฉกรรจ์อันน่าสะพรึงเส้นนั้นปรากฏ รูปโฉมเดิมของเขาก่อนที่จะเสียหายนั้น นับว่าสมควรยกขึ้นหิ้งในฐานะบุรุษงามเลิศ แต่เพราะ ‘รอยแผลครั้งนั้น’ ที่ปัจจุบันยังมิได้เกิดขึ้น จึงส่งผลให้ใบหน้าของเขาดูดุร้ายเหี้ยมเกรียม จนถึงขั้นสามารถทำให้เด็กร้องห่มร้องไห้ได้ง่ายๆทีเดียว
เมิ่งซีโจวผลักประตูเดินเข้ามา ก่อนจะหันกลับไปปิดบานประตูไว้ดังเดิม
นางเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่เซียว ฝีเท้าช่างแผ่วเบายิ่งนัก สายตากวาดมองสัตว์ร้ายที่ถูกพันธนาการไว้ตรงหน้าทีละเล็กละน้อย
ภายในห้อง ลมหายใจของคนทั้งสองพลันประสานสลับกัน
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นปลดผ้าดำปิดตาของเขาออก และขณะที่ยื่นมือข้างนั้นออกไป นางก็ได้ปรับเปลี่ยนสีหน้าและอากัปกิริยาให้กลายเป็นเมิ่งหนานอี้เต็มตัวแล้ว
สีหน้าที่เดิมเต็มไปด้วยความระแวดระวังของฉู่เซียวพลันชะงักค้างทันใด
เมิ่งซีโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือประหม่าระคนเกรงอกเกรงใจ
“อภัยให้ข้าด้วย ที่จำต้องช่วยท่านออกมาด้วยวิธีการเช่นนี้”
จากนั้น นางก็เผยอริมฝีปากแย้มยิ้มงดงามดั่งบุปผา
“ขอบคุณคุณชายที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยข้าไว้ในครานั้น”
แววตาที่ฉู่เซียวจ้องมองนางนั้น ทำเอาเมิ่งซีโจวถึงกับเชื่อข่าวลือในเรื่องรักแรกพบขึ้นมาแล้วจริงๆ
ยามนี้เขาทั้งตื่นตะลึงทั้งดูเลื่อนลอยในคราเดียว ร่างกายเบาหวิวประหนึ่งล่องลอยขึ้นเหนือเมฆา อีกทั้งยังคล้ายตกลงสู่กับดัก ต่อให้ดิ้นรนก็เปล่าประโยชน์
ความรู้สึกเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมาแต่ไหนแต่ไร
แต่ความไร้เหตุผลที่ว่านี่ล่ะ…นับเป็นโซ่ล่ามคอชั้นเยี่ยม!