พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่67 คุณหนูใหญ่...หายตัวไปแล้ว!? (1)
บทที่67 คุณหนูใหญ่…หายตัวไปแล้ว!? (1)
สิ้นเสียงคำสั่งแล้ว เมิ่งซีโจวก็เอนกายหลบเลี่ยงเล็กน้อยเพื่อเปิดทาง สายตาราบเรียบสงบนิ่งกวาดมองเหล่าสาวใช้จากเรือนฉงหัวที่กำลังยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านนอก ก่อนจะตัดสลับกลับมาหยุดลงที่ใบหน้าขรึมหม่นของเมิ่งชินรุ่ย แล้วจึงค่อยเอ่ยขึ้นว่า
“เช้าตรู่วันนี้ สาวใช้ในเรือนฉงหัวล้วนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงชิงหลีผู้เดียวเท่านั้นที่ออกพ้นประตูเรือนไป”
“เช่นนั้นผู้ที่ไปรายงานท่านพ่อย่อมจะต้องเป็นนางเท่านั้นเจ้าค่ะ เชิญท่านพ่อไต่ถามนางดูเถิด ลูกเองก็ใคร่รู้ยิ่งนักว่าเรื่องที่ลูกมิได้กลับเรือนตลอดทั้งคืนนั้น นางไปเอามาจากไหนกันแน่”
สายตาของเมิ่งชินรุ่ยพลันเคลื่อนไปตามทิศที่เมิ่งซีโจวชี้ ก่อนจะไปหยุดอยู่บนร่างของสาวใช้นางหนึ่ง ซึ่งท่าทางดูสงบเสงี่ยมซื่อสัตย์ จากนั้น เขาจึงได้เอ่ยถามเสียงเรียบ
“ชิงหลีรึ?”
ฝ่ายฮูหยินเมิ่งนั้น เพียงแค่เห็นชิงหลีเข้า หัวใจก็คล้ายถูกยกขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอฉับพลัน
“พลั่ก!”
ชิงหลีซึ่งมีใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดอยู่ก่อนแล้ว ยามนี้ทั้งมือทั้งขารีบพาร่างตนคลานเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าเมิ่งชินรุ่ยโดยเร็ว เหงื่อเย็นไหลซึมท่วมแผ่นหลังในชั่วพริบตา กระทั่งคำว่า ‘บ่าว…บ่าวมาแล้วเจ้าค่ะ’ ยังมิอาจเปล่งออกมาให้ครบถ้วนได้
เมิ่งซีโจวก้าวย่างไปหยุดตรงหน้านาง ก้มหน้าลงมองสาวใช้ที่ขดตัวเป็นก้อนคุกเข่าเนื้อตัวสั่นเทิ้มอยู่กับพื้น แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ชิงหลี…”
นางค้อมกายลงเล็กน้อย ทั้งยังกดเสียงให้แผ่วเบายิ่งกว่าเดิม
“เหตุใดไม่พูดเล่า? หรือว่าเจ้ายังง่วงนอนไม่หาย? คุกเข่าอยู่ตรงนี้แท้ๆยังจะงีบได้อีกรึ?”
วาจาคำถามที่เปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนนั้น เมื่อตกถึงหูของชิงหลี กลับประหนึ่งเสียงกระซิบของภูตผีร้าย!
นางตกใจจนขวัญกระเจิง ร่างทั้งร่างสะดุ้งเฮือกอย่างแรง
“บ่าว… บ่าวมิกล้า! …บ่าวสมควรตายเจ้าค่ะ!”
นางเงยหน้าพรวดขึ้นมอง ใบหน้าซีดเผือดนั้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำมูกน้ำตา ก่อนจะรีบโขกศีรษะลงกับพื้นเบื้องหน้าเมิ่งชินรุ่ยเสียงดังปัง!
“นายท่าน! นายท่านได้โปรดเมตตาด้วยเถิด! บ่าวเพียงเลอะเลือนชั่ววูบเท่านั้น! เมื่อคืนบ่าวเฝ้ายามอยู่ที่หน้าเรือน แต่หลังจากรอแล้วรอเล่ากลับยังไม่เห็นคุณหนูกลับห้อง ในใจบ่าวจึงนึกเป็นห่วงยิ่งนักเจ้าค่ะ!”
ขณะร่ำไห้คร่ำครวญ นางก็โขกศีรษะไม่หยุดไปด้วย ไม่นานนัก หน้าผากของนางที่กระแทกกับพื้นกระเบื้องแข็งเย็นเยียบ ก็เริ่มฟกช้ำบวมแดงขึ้นมาเป็นปื้นใหญ่
“ครั้นฟ้าใกล้สาง บ่าวทนไม่ไหวจริงๆ จึงได้เลอะเลือนเข้าใจไปเองว่าคุณหนูมิได้กลับเรือนตลอดทั้งคืน… บ่าวสมควรตาย! เป็นเพราะบ่าวห่วงใยจนเสียสติ จึงมิได้สำรวจให้รอบคอบเสียก่อน… ขอนายท่านได้โปรดเมตตา! ขอนายท่านได้โปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ!”
เหตุผลนี้ หากฟังผิวเผินแล้วก็คล้ายจะพอถูไถให้ผ่านพ้นไปได้อยู่บ้าง
เพราะห่วงใยผู้เป็นนาย จึงเผลอสะเพร่าไปรายงานข่าวผิดพลาด
เมิ่งชินรุ่ยทอดสายตาเยียบเย็นจ้องมองสาวใช้ที่กำลังโขกศีรษะอยู่บนพื้น แต่ก็มิได้เผยแสดงท่าทีใดออกมาในทันที
หัวใจของฮูหยินจี้ที่คล้ายแขวนอยู่บนเส้นด้ายพลันรู้สึกผ่อนเบาลงเล็กน้อย ขอเพียงกัดฟันยืนกรานว่าสาวใช้ผู้นี้เลอะเลือนจนเข้าใจผิดไปเอง เรื่องนี้ย่อมจะมีช่องให้พลิกผันกลับได้…
นางเพิ่งคิดจะอาศัยจังหวะนี้เอ่ยปากตำหนิชิงหลีว่าทำงานบกพร่อง ทว่าเมิ่งซีโจวกลับเอ่ยตัดบทขึ้นเสียก่อน
“โอ้? นี่เจ้าห่วงใยข้าจนเสียการถึงเพียงนี้เชียวรึ?” ในดวงตาของเมิ่งซีโจวเปี่ยมไปด้วยแววสนุกสนาน หลังจากทวนถามประโยคหนึ่งแล้ว จึงได้เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“เช่นนั้น… เจ้าลองบอกข้าสิว่า เหตุใดเช้านี้ที่เจ้าออกไปรายงานเรื่องของข้า เมื่อกลับเรือนมาสีหน้าจึงได้ดูดีอกดีใจผิดหูผิดตาประหนึ่งได้ลาภก้อนโตเล่า?”
นางชี้ไปยังถุงหอมที่ห้อยอยู่ตรงเอวของชิงหลี ถุงใบนั้นดูป่องนูนอยู่บ้าง ไม่สมฐานะสาวใช้เลยแม้แต่น้อย!
“ถุงหอมนั่น มองปราดเดียวย่อมรู้ว่าหนักอึ้งเพียงใด” เมิ่งซีโจวยิ้มบาง “ดูท่าของที่อยู่ข้างในคงจะเป็นเงินก้อนใหญ่กระมัง? ผู้ใดเป็นคนตบรางวัลให้แก่เจ้ารึ? เพียงแค่ไปแจ้งข่าวเท็จว่าคุณหนูหายตัวไป กลับได้รับรางวัลหนักถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
ครืน——!
ประหนึ่งสายอัสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางศีรษะ!
เมื่อใดกันที่เมิ่งซีโจวลักลอบยัดถุงเงินคืนแก่นาง?!
เลือดลมที่สูบฉีดบนใบหน้าของชิงหลีพลันอันตรธานหายไปจนสิ้น ไม่เพียงใบหน้าที่ซีดเผือดกว่าเดิม แม้แต่ริมฝีปากยังกลายเป็นสีเทาราวเถ้าถ่าน! นางเพียงรู้สึกว่าร่างทั้งร่างคล้ายตกวูบลงสู่ถ้ำน้ำแข็ง เลือดลมทั่วกายคล้ายแข็งตัวจนหมดสิ้น!
หรือว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆของวันนี้ ที่นางได้เผลอหลับไปโดยมิทันได้ระวังตัวกระมัง?!
หากเป็นอย่างที่คาดเดาจริง… นั่นไม่เท่ากับว่าอีกฝ่ายไม่เคยละสายตาจากนางแม้เพียงชั่วขณะ คอยเฝ้ารอชั่วอึดใจที่นางฝืนขึงอาการง่วงหาวต่อไปไม่ไหว แล้วผล็อยหลับลงในครานั้นกระมัง?
ถุงเงินที่โป่งพองอยู่ตรงเอวยามนี้ กลับประหนึ่งเหล็กนาบแดงฉาน เผาลวกจนช่วงเอวของนางปวดแสบปวดร้อนไปหมด!
นางยกมือขึ้นกุมถุงเงินไว้แน่นอย่างลืมตัว ร่างทั้งร่างสั่นระริกหนักยิ่งกว่าเดิม ฟันบนล่างกระทบกันกึกกักรุนแรง แม้แต่คำแก้ต่างสักคำก็ยังไม่อาจเปล่งออกมาได้
จบสิ้นแล้ว! ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว! เงินก้อนนี้จะกล่าวว่าได้มาอย่างไร ก็ล้วนแต่เป็นหนทางสู่ความตายทั้งสิ้น! แต่หากไม่กล่าว ก็ย่อมต้องตายอยู่ดี!
คุณหนูรองตรงหน้านางผู้นี้ เห็นชัดว่ากำลังบีบคั้นให้นางจนตรอกไร้ซึ่งหนทางรอดแล้ว!