พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่80 ข้าไม่รู้เรื่องวิชาแพทย์เลยสักนิด!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่80 ข้าไม่รู้เรื่องวิชาแพทย์เลยสักนิด!
บทที่80 ข้าไม่รู้เรื่องวิชาแพทย์เลยสักนิด!
การที่ให้ซิ่วหลานปิดบังเรื่องเมิ่งชินรุ่ยอยู่ในโถงใหญ่นั้น เดิมทีเป็นตัวนางเองที่จงใจสั่งการเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะคาดการว่าเมื่อเมิ่งซีโจวรู้ว่าเป็นคำเชื้อเชิญจากนาง อีกฝ่ายย่อมจะต้องถือตัวไม่ยอมมาเป็นแน่ เช่นนั้นก็ยิ่งประจวบเหมาะ เพราะการกระทำเฉกเช่นนี้ จะยิ่งไปกระตุ้นอารมณ์ความเดือดดดาลของผู้เป็นสามีให้ยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น
ต่อให้ผลลัพธ์อาจไม่เพียงพอที่จะสามารถดับเพลิงแค้นในใจของนางลงได้ แต่อย่างน้อย เมิ่งหนานอี้ย่อมสามารถหยิบใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้ และเพื่อระบายความขุ่นเคืองใจในคราก่อน ที่อีกฝ่ายบังอาจทำให้นางเกรี้ยวโกรธจนเป็นลมเป็นแล้งไปได้
นางสู้อุตส่าห์คำนวณวางแผนถึงความเป็นไปได้นับพันหมื่นประการ แต่คิดไม่ถึงว่า สุดท้ายสถานการณ์จะกลับตาลปัตรเช่นนี้!
นี่นางป่วยจริงรึ?
หรือเพียงชั่วพริบตาก็สามารถคิดหาทางหนีทีไล่เอาตัวรอดไปได้ สามารถรับมือตอบโต้ได้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่ถึงเพียงนี้เชียวรึ?
ภายในใจของฮูหยินเมิ่งนั้นมีความไม่อยากจะเชื่ออยู่นับพันส่วน ทว่าปัญญาอันเฉียบแหลมของนางก็ย้ำอย่างโหดร้ายว่า ทั้งหมดล้วนเป็นความจริง!
ความคิดในใจของนางพลันแล่นวาบดุจสายฟ้า จากนั้นจึงรีบส่งสายตาคมกริบไปให้สาวใช้คนสนิทที่อยู่ข้างกายทันที เป็นคำสั่งไร้เสียงว่า เร็วเข้า! ไปขวางหนานหนานเอาไว้! อย่าให้นางได้เข้ามาที่นี่เด็ดขาด!
ทว่า… ทุกอย่างกลับสายเกินไปเสียแล้ว
เพียงเห็นแสงตรงหน้าประตูดับวูบลง เมิ่งหนานอี้ก็มาถึงแล้ว!
ก่อนหน้านี้นางได้รับข่าวจากผู้เป็นมารดาว่า เมิ่งซีโจวถึงกับหาญกล้าปล่อยให้บิดาต้องคอยเก้อ ส่วนตนเองกลับไปนอนที่เรือนอย่างสบายใจ ท่าทีกำเริบเสิบสานนี้ช่างไร้ขอบเขตอย่างแท้จริง! ทั้งเมื่อคืนยังมีความแค้นใหม่เก่าปะปน ตัวนางถูกยั่วจนโทสะพลุ่งพล่านเป็นลมหมดสติไปในที่สุด
เหตุนี้ นางจึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจแทบรอไม่ไหวที่จะได้แก้แค้น! รีบรุดวิ่งเหยาะๆมาตลอดทาง ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังว่าจะได้พบเห็นภาพอันสาแก่ใจ — ภาพที่เมิ่งซีโจวกำลังถูกบิดาลงโทษอย่างหนักเสียที!
แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่า นางรีบร้อนแทบเป็นแทบตาย แต่เมื่อพุ่งถลาเข้ามาในเรือนแล้ว สิ่งที่ได้ยินเต็มสองหูกลับเป็นถ้อยคำของผู้เป็นบิดาประโยคหนึ่งว่า
“เจ้านอนพักผ่อนต่อเถิด อย่าได้มากพิธีไป”
ส่วนเมิ่งซีโจวนั้น…กลับนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงอย่างสบายอารมณ์!
ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวจนน่าขันเช่นนี้ ได้กระแทกกระทั้นจิตใจของนางเข้าอย่างจัง!
เพราะเหตุใดกัน?! เพราะเหตุใดเมื่อคืนนี้ ทั้งที่นางเพียงนอนหลับอยู่บนถนนข้างตรอกเปลี่ยว มิหนำซ้ำตัวนางเองยังไม่รู้ที่มาที่ไปด้วยซ้ำว่า มันเกิดบ้าอันใดขึ้นกับตนกันแน่ แต่ท่านพ่อกลับไม่สนใจฟังคำอธิบายของนางเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังโมโหเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟมากด้วย
แต่ครั้นพอเป็นเมิ่งซีโจว นางทั้งขัดคำสั่งอย่างเปิดเผย ทั้งปล่อยให้ท่านพ่อต้องคอยเก้อ แล้วเหตุไฉนเมิ่งชินรุ่ยผู้นั้นจึงกลับกลายเป็นบิดาผู้แสนเมตตาไปเสียได้เล่า?!
ความอิจฉาริษยาและไม่อาจยอมรับรุนแรง พลันถาโถมเข้าใส่จิตใจนางจนถึงขั้นสติแตกพ่ายในชั่วพริบตา
“ท่านพ่อ!” เมิ่งหนานอี้ยังมิทันได้สังเกตมองสภาพภายในห้องให้ชัดเจน ก็ฝืนสวมสีหน้าคนป่วย เดินซวนเซแทบล้มข้ามธรณีประตูเข้าไป พร้อมเพลิงโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอก “ท่านพ่อ ท่านจะปล่อยให้น้องหญิงเอาแต่ใจเช่นนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้วนะ! นาง…”
“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าออกจากเรือนกัน?!” เมิ่งชินรุ่ยหันกายกลับไปฉับพลัน สายตาคมกริบราวมีดปักตรึงลงบนร่างของนางแน่นิ่ง น้ำเสียงพลันดังขึ้นจากเดิมอย่างฉับพลัน!
วาจาของเมิ่งหนานอี้หยุดชะงักในบัดดล ฝีเท้าที่ก้าวออกไปพลันแข็งค้างอยู่กับที่ ความหวาดกลัวมหาศาลทำให้นางต้องหันมองไปทางฮูหยินเมิ่งผู้เป็นมารดาอย่างลืมตัว
สายตาคู่นั้นของเมิ่งหนานอี้ ประหนึ่งชนวนจุดเพลิงโทสะของเมิ่งชินรุ่ยให้พวยพุ่งขึ้นอีกครา!
แววตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุดันประหนึ่งน้ำแข็งอาบยาพิษ จ้องจับไปทางฮูหยินเมิ่งเขม็ง แล้วเสียงที่เปล่งออกมาหลังจากนั้น ก็ทำเอาผู้ที่ได้ยินถึงกับหนาวเหน็บไปถึงกระดูกเลยทีเดียว
“ดูท่า…บัดนี้ในจวนโหวแห่งนี้ วาจาของข้าเมิ่งชินรุ่ยคงจะมิต่างจากการผายลมแล้วกระมัง?! บ่าวไพร่ล้วนรู้เพียงแค่ว่า ฮูหยินเมิ่งคือผู้กุมอำนาจดูแลเรือนทั้งหมด แต่กลับไม่เห็นข้าผู้เป็นประมุขใหญ่อยู่ในสายตาแล้วกระมัง?!”
ทุกถ้อยวาจาของเขาราวกับค้อนหนักที่ทุบกระหน่ำลงบนหัวใจของฮูหยินเมิ่ง สามีของนางผู้นี้ ตลอดชีวิตเกลียดชังที่สุดก็คือการถูกผู้คนท้าทายอำนาจ และดูแคลนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา!
การกระทำของฮูหยินเมิ่งในครานี้ จึงไม่แตกต่างอันใดจากการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ต่อหน้าผู้คน!
“ท่านพี่โปรดระงับโทสะ!”
สีหน้าของฮูหยินเมิ่งเปลี่ยนเป็นขาวซีดประหนึ่งไร้โลหิต สิ้นเสียงประโยคนั้น ร่างของนางก็ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น แล้วเสียง “ผัวะ” จากการทิ้งตัวกระแทกอย่างหนักหน่วงก็ดังตามมา
นางรู้อยู่แก่ใจว่า ครานี้เมิ่งชินรุ่ยนั้นโมโหเดือดดาลมากแล้วจริงๆ!
เมื่อประมุขฝ่ายในคุกเข่าลง บรรดาบ่าวไพร่ทั้งห้องก็ราวกับรวงข้าวที่ถูกเคียวเกี่ยวล้ม ต่างพากันคุกเข่าลงพรึ่บอย่างพร้อมเพรียงกัน บรรยากาศยามนี้เงียบกริบเย็นเยียบประหนึ่งเหมันต์ฤดู มิมีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหอบหายใจเสียงดังออกมา
เมิ่งหนานอี้เองก็ตกใจจนรีบคุกเข่าตามเช่นกัน ลมหายใจยังผ่อนลงแผ่วเบายิ่งกว่าเดิม ยามนี้นางรู้สึกราวอยากหดตัวลงให้เล็กที่สุด และกลายเป็นเพียงก้อนอะไรสักก้อนเท่านั้น
ท่ามกลางบรรยากาศกดดันและเงียบงันประหนึ่งสุสานนี้ ก็พลันมีเสียงไอบาดลึกดังแทรกขึ้นมา
เห็นเพียงเมิ่งซีโจวที่ดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง กว่าจะฝืนพยุงร่างให้ลุกขึ้นนั่งครึ่งกายได้ แผ่นหลังของนางบอบบางเสียยิ่งกว่าใบไม้ร่วงกลางสายลม นางไอรุนแรงจนทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านไปหมด ผู้ใดพบเห็นก็อดที่จะรู้สึกบีบคั้นใจไม่ได้
นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
“ท่านพ่อ ท่านอย่าได้โทษพี่หญิงเลย เป็นลูกที่ให้คนไปเชิญนางมาเองเจ้าค่ะ สภาพร่างกายของลูกไม่ค่อยสู้ดีนัก หากจะรอเชิญหมอมาอีก เกรงว่าคงต้องเสียเวลาอีกครู่ใหญ่ ลูกจึงได้ให้คนไปเชิญพี่หญิงมาตรวจดูอาการให้ก่อน… เรื่องฉุกเฉินย่อมต้องผ่อนผันตามเหตุการณ์ หากท่านพ่อจะลงโทษ ได้โปรดลงโทษลูกแทนเถิดเจ้าค่ะ!”
ครั้นกล่าวจบ นางกลับยังดิ้นรนจะลงจากเตียงเพื่อคุกเข่าคารวะเมิ่งชินรุ่ยอีก ท่าทีราวกับเต็มใจจะรับโทษแทนพี่สาวทุกประการ
เมิ่งชินรุ่ยมองดูสภาพของนางที่คล้ายจะล้มมิล้มแหล่อแล้ว โทสะที่ยังคงหลงเหลืออยู่น้อยนิดภายในใจ ก็พลันถูกความรู้วางตัวและอาการอ่อนแรงของ ‘เมิ่งหนานอี้’ ดับลงจนสิ้น
เขายื่นมือออกไปประคองร่างของบุตรีคนรองไว้ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลงไม่น้อย
“ในเมื่อเป็นเจ้าที่เรียกนางมารักษาอาการป่วย เช่นนี้ย่อมพอมีเหตุผลให้อภัยได้ ช่างเถิด เรื่องที่นางลอบฝ่าฝืนคำสั่งการกักบริเวณ ข้าจะไม่ถือโทษเอาความแล้ว”
ครั้นกล่าวจบ เขาก็หันหน้าไปทาง ‘เมิ่งซีโจว’ ซึ่งยังคุกเข่าอยู่บนพื้น ก่อนจะกวักมือเรียกนาง พร้อมออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า
“เจ้าลุกขึ้น! แล้วรีบเข้ามาตรวจดูอาการให้น้องสาวของเจ้าเดี๋ยวนี้!”
เมิ่งหนานอี้รู้สึกเพียงว่ามีกระแสเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งทะลักขึ้นจากฝ่าเท้า ก่อนจะพุ่งตรงขึ้นสู่กลางศรีษะในชั่วพริบตา!
เพิ่งจะหลบพ้นโทษฐานลอบฝ่าฝืนคำสั่งกักบริเวณมาได้หยกๆ ภัยพิบัติใหญ่หลวงยิ่งกว่าก็กลับฟาดกระหน่ำลงใส่นางอย่างไม่ให้ตั้งตัวแล้ว!
หากเมื่อครู่เมิ่งซีโจวมิได้แสร้งทำเป็นมีน้ำใจ เอ่ยปากช่วยนางแก้ไขสถานการณ์แล้วล่ะก็ เมิ่งชินรุ่ยก็คงจะมิได้ลงโทษนางหนักหนาอันใดนัก อย่างมากที่สุดก็อาจเพียงสั่งกักบริเวณให้นานขึ้นอีกสักหน่อย หรือไม่ก็ลงโทษริบเงินเพิ่มอีกสักก้อนเท่านั้น
แต่บัดนี้ กลับกลายเป็นว่า นางจะต้องมาตรวจอาการป่วยให้เมิ่งซีโจวต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้รึ?!
ทว่าตัวนางกับวิชาแพทย์นั้น… แท้จริงแล้วหาได้มีความรู้เลยสักนิด!