พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่79 ไหลลื่นหลบมือเยี่ยงปลาไหลในดินเลน!
บทที่79 ไหลลื่นหลบมือเยี่ยงปลาไหลในดินเลน!
ช่างเป็นความเพ้อฝันของคนโง่เขลาโดยแท้!
เมิ่งซีโจวเป็นถึงสตรีมากความสามารถผู้เลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง ทั้งดีดพิณ เล่นหมาก เขียนพู่กัน วาดภาพ ขี่ม้า ยิงธนู ทั้งงานเย็บปักถักร้อยล้วนเชี่ยวชาญไร้ที่ติ!
ส่วนนางผู้เป็นเพียงเงาหลบเร้นอยู่เบื้องหลังรัศมีเจิดจ้าของพี่สาว มีสิทธิ์อันใดจึงกล้าคิดเพ้อฝันเกินฐานะเช่นนี้ได้?!
ภายในใจของเมิ่งชินรุ่ยยิ่งคิดก็ยิ่งกระจ่างชัดต่อแผนการครั้งนี้มากขึ้น — หากไม่ถึงคราวจนตรอกจริงๆ ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทที่สุดย่อมต้องเป็นเมิ่งซีโจวอยู่แล้ว! ด้วยความเฉลียวฉลาดและไหวพริบเช่นนาง มีหรือจะไร้ปัญญาจนมิอาจช่วงชิงความโปรดปรานจากองค์รัชทายาทมาครองได้?
ส่วน ‘เมิ่งหนานอี้’ ผู้เอาแต่ก่อเรื่องไม่เว้นวันนั้น… จะให้มาสวมรอยแทนอย่างนั้นรึ? เพียงแค่คิด เมิ่งชินรุ่ยก็พลันสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกผุดขึ้นกลางใจแล้ว อย่าว่าแต่จะหวังในความโปรดปรานเลย แค่ไม่สร้างเภทภัยให้กับจวนก็นับว่าฟ้าดินเมตตามากแล้ว!
นางคิดจริงหรือว่า เพียงได้เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตองค์หญิงใหญ่แล้ว ทุกอย่างก็จะราบรื่นไปหมด?
“หึ!” เมิ่งชินรุ่ยแค่นหัวเราะเสียงเย็นออกจากลำคอ
หลายวันมานี้เขาวิ่งเข้าออกวังหลวงจนหัวหมุน ทั้งหมดล้วนมิใช่เพราะองค์หญิงใหญ่ผู้นั้นก่อเรื่องมหันตเอาไว้หรอกหรือ?! การปะทะกับชนเผ่าแดนเถื่อนในครานี้ พระนางเป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลับมาอย่างไม่เป็นท่า!
นับเป็นความอัปยศที่ทำให้ราชสำนักและทั้งแผ่นดินต้องอับอายขายหน้า!
แต่เขากลับคิดว่าเป็นความโชคดี ที่ความพ่ายแพ้อันน่าอดสูครั้งนี้ ในที่สุดก็ทำให้ทั้งราชสำนักมองเห็นแจ่มแจ้งชัดเจนเสียที ว่าสตรีเพศจะสามารถนำทัพออกรบได้อย่างไรกัน? ในสมองของพวกนาง นอกจากเข็มปักผ้ากับเครื่องประทินโฉม เห็นจะไม่มีสิ่งใดอีกแล้ว ครั้นแตะต้องอาวุธเข้า เกรงว่าแม้แต่อาวุธยังต้องเกิดจิตวิญญาณขึ้นมาเอง แล้วแสดงความรังเกียจระคนอัปมงคลจนพากันหนีกระเจิดกระเจิงไป!
ความดูแคลนเหยียดหยามที่เขามีต่อองค์หญิงใหญ่ บัดนี้กลับถูกถ่ายเทไปสู่คำว่า ‘บุญคุณช่วยชีวิต’ ที่ ‘เมิ่งหนานอี้’ กล่าวอ้างจนหมดสิ้นแล้ว
หรือว่าบุญคุณที่ว่านั่น… แท้จริงก็คือแค่ข้ออ้างกระมัง? ทั้งหมดก็เพื่อเป็นการคุ้มกะลาหัวองค์หญิงใหญ่ ในยามที่นางเห็นท่าว่าจะพ่ายศึก จึงได้ลนลานหนีเอาชีวิตรอดภายใต้ข้ออ้างดังกล่าว?!
เมื่อความเป็นไปได้นี้ผุดวาบขึ้นภายในใจ เมิ่งชินรุ่ยก็พลันสัมผัสได้ชัดแจ้งถึงเพลิงอัปรีย์สายหนึ่ง ที่พุ่งพล่านตรงขึ้นสู่กลางกระหม่อมของเขา เผาผลาญเสียจนสติสัมปชัญญะแทบมลายสิ้น! นังลูกอกตัญญูตัวนี้! นางคิดจะบีบให้เขาต้องใจแข็งถึงขั้นตัดขาด ไม่ยอมรับว่านางเป็นบุตรีให้ได้เชียวรึ?!
“อยากให้ข้าเป็นผู้ไปเชิญนางด้วยตนเองอย่างนั้นรึ?” เมิ่งชินรุ่ยลุกพรวดขึ้นทันใด น้ำเสียงเยียบเย็นจับขั้วกระดูก
“ได้! ข้าจะไปเชิญนางเดี๋ยวนี้! ไม่รู้เหมือนกันว่า กระดูกต่ำช้าของนางจะสามารถรับการเชื้อเชิญนี้ไหวหรือไม่!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็สะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง แล้วหันกายเดินจากไป สาวเท้ายาวมุ่งตรงออกนอกโถงใหญ่ทันที
เบื้องหลังมีบ่าวไพร่พากันวิ่งกรูตามไปเป็นพรวน ยามนีน้ขบวนคนเอิกเกริกใหญ่โตกำลังมุ่งหน้าไปยังเรือนฉงหัว อันเป็นที่พักอาศัยของเมิ่งซีโจว
ฮูหยินเมิ่งจ้องมองแผ่นหลังของสามี แววตาเยียบเย็นระคนสาแก่ใจสายหนึ่งพลันแล่นวาบผ่านดวงตาทั้งสองอย่างรวดเร็ว
นางรีบส่งสายตาให้สาวใช้คนสนิทที่อยู่ข้างกาย พลางกดเสียงต่ำกระซิบสั่งว่า “รีบไปปลุก ‘คุณหนูใหญ่’ ขึ้นมา แล้วให้นางรีบไปที่เรือนฉงหัวเดี๋ยวนี้!”
—
นับแต่เมิ่งซีโจวย้ายเข้ามาพำนักที่เรือนแห่งนี้ บรรยากาศภายในเรือนฉงหัวก็มิได้ครึกครื้นเหมือนดังก่อนอีกเลย
หลายวันก่อนหน้านี้ ลานเรือนแห่งนี้ยังซบเซาเปลี่ยวร้างประหนึ่งตำหนักเย็น ฮูหยินเมิ่งจัดแจงส่งสาวใช้ให้เข้ามาดูแล ทว่าพวกนางแต่ละคนล้วนช่ำชองในการอู้งาน เอาแต่ได้ และลอบเกียจคร้านเป็นนิจ ยามปกติแม้แต่เงาคนก็ยังยากจะเห็นได้ ครั้นชิงหลีถูกลงโทษแล้วจากไป ที่นี่ก็ยิ่งเงียบเหงาวังเวงจนรู้สึกน่าเวทนา
แต่ความสงบเงียบงันเยี่ยงนี้ กลับทำให้เมิ่งซีโจวรู้สึกว่าเหมาะแก่การเอนกายพักผ่อนหลับตายิ่งนัก
นางล้มตัวลงนอนในทันที ก่อนจะจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า ในห้วงภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้น ก็พลันมีเสียงเอะอะโวยวายโกลาหลดังขึ้นจากด้านนอกอย่างกะทันหัน
เมิ่งซีโจวสะดุ้งขึ้นเฮือกหนึ่ง ลืมตาตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน ความง่วงหงาวหาวนอนพลันสลายหายไปในชั่วพริบตา!
เสียงจอแจวุ่นวายนั้นมาถึงหน้าประตูแล้ว!
ในชั่วขณะดุจประกายไฟแลบ เสียงเตือนภัยในใจนางก็พลันดังสนั่นขึ้น! แทบจะเป็นปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณ นางรีบหดศีรษะกลับลงไปใต้ผ้าห่มแพรทันที พร้อมทั้งกลั้นลมหายใจเอาไว้ด้วย!
เพียงไม่กี่อึดใจ ครั้นโผล่ศีรษะออกมาอีกครา สองแก้มของนางก็พลันแดงก่ำประหนึ่งถูกเปลวเพลิงแผดเผา ไรผมตรงหน้าผากและสองขมับเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แม้แต่ลมหายใจก็ยังถี่กระชั้นรุนแรง — ดูประหนึ่งผู้ที่กำลังป่วยด้วยไข้สูง และแทบจะหมดเรี่ยวแรงอยู่รอมร่อ!
“ปัง!”
บานประตูถูกผลักกระแทกเปิดออกอย่างแรง!
เมิ่งชินรุ่ยพุ่งนำเข้ามาเป็นคนแรก บุกตรงเข้าสู่ห้องชั้นในด้วยท่าทางเดือดดาลยิ่ง ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำด้วยโทสะ อ้าปากหมายจะตวาดเสียงกร้าว
ทว่าเมื่อสายตาทั้งคู่ไปประสบเข้ากับใบหน้าที่ชุ่มด้วยเหงื่อและแดงก่ำผิดปกตินั้น วาจาที่เดิมจ่ออยู่ปลายลิ้นกลับชะงักค้างอยู่ในลำคอดื้อๆ
ความโมโหเดือดดาลบนใบหน้าของเขาพลันแข็งค้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงระคนคลางแคลงสงสัย เขาแค่นเสียงต่ำเอ่ยถามห้วนๆว่า
“…นี่เจ้าเป็นอะไร?”
เมิ่งซีโจวจึงค่อยๆฝืนเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก สายตาพร่าเลือนเหม่อลอยของนาง ดูราวกับคนถูกพิษไข้แผดเผาจนสติไม่สมประกอบ เอ่ยตอบเสียงแผ่วโรยรินประหนึ่งใกล้สิ้นแรงว่า
“ท่านพ่อ? ท่าน…มาที่นี่ได้อย่างไร…”
ซิ่วหลานที่ตามเข้ามาติดๆ เดิมทีตอนก้าวผ่านประตูยังมีความตื่นเต้นระคนสมน้ำหน้าอยู่เต็มอก ด้วยคิดอยู่ในใจว่า ครานี้เมิ่งซีโจวคงต้องเผชิญเคราะห์ใหญ่หลวงเป็นแน่
ทว่าภาพตรงหน้าที่ดูประหนึ่งว่านางกำลังเผชิญ ‘โรคร้ายลุกลามรุนแรง’ นี้ กลับราวอ่างน้ำเย็นจัดที่สาดโครมใส่นางจากศีรษะ! คนตรงหน้ายามนี้ มีที่ใดดูคล้ายกำลังเอนกายพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์บ้างเล่า? เห็นชัดว่ากำลังป่วยหนักเสียจนแม้แต่จะลุกขึ้นยืนยังยากเย็นนัก!
ซิ่วหลานพลันหน้าถอดสีขาวซีดดุจแผ่นกระดาษ ในห้วงคำนึงเหลือเพียงความคิดเดียวที่ผุดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง — จบสิ้นแล้ว! ทุกอย่างจบสิ้นหมดแล้ว!
เมิ่งซีโจวดิ้นรนคล้ายคิดจะฝืนประคองกายลุกขึ้นนั่ง เพื่อที่จะทำการคารวะผู้เป็นบิดา แต่แขนทั้งสองเพิ่งจะยันกายขึ้นได้เพียงน้อยนิด กลับต้อง ‘หมดเรี่ยวแรง’ จนทรุดฮวบลงไปบนเตียงอีกครา เสียงอับทึบดัง “ปัง” หนึ่งครา เพียงแค่ได้ยินก็ชวนให้รู้สึกปวดกระดูกแทนแล้ว
แต่นางกลับประหนึ่งมิได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้นเลยสักนิด ยังคงดื้อดึงพยายามจะลุกขึ้นอีกหน อาการอ่อนแรงที่แฝงด้วยท่าทีนอบน้อมนั้น ถูกนางถ่ายทอดออกมาเสียจนดูน่าเวทนาสงสารยิ่ง
ตลอดชีวิตของเมิ่งชินรุ่ยนั้น เขาให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตายิ่งกว่าสิ่งใด บัดนี้เมื่อเห็นบุตรีป่วยหนักถึงเพียงนี้ แต่ยังไม่ลืมแสดงความเคารพนบนอบต่อตน โทสะจากการถูกล่วงเกินก่อนหน้านี้ จึงพลันถูกแทนที่ด้วยความพึงพอใจในศักดิ์ศรีครานี้เสียสิ้น
สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวผู้สูงศักดิ์กำลังหยิบยื่นความเมตตาให้ผู้อื่น ทั้งยังโบกมืออย่างออกจะรำคาญอยู่บ้าง
“เอาล่ะๆ เจ้านอนพักผ่อนต่อเถิด อย่าได้มากพิธีไป!”
ส่วนฮูหยินเมิ่งที่ยืนอยู่ปลายเตียงนั้น ภายในใจกลับอัดอั้นขัดเคืองจนถึงขีดสุด ประหนึ่งกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งตัวเสียอย่างนั้น
นังหญิงแพศยาผู้นี้! ไหลลื่นหลบมือเยี่ยงปลาไหลในดินเลน! ข้าสู้อุตส่าห์วางแผนขุดหลุมพรางไว้ทุกชั้นเชิงแล้ว ทว่าสุดท้ายแม้แต่ชายอาภรณ์ของนาง กลับยังมิอาจแตะต้องได้!