พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่90 หมากตัวใหม่
บทที่90 หมากตัวใหม่
เมิ่งซีโจวมั่นอกมั่นใจมาโดยตลอดว่า ตนนั้นวางแผนการได้รัดกุมไร้ช่องโหว่ เดิมทีนางคิดว่าจ้าวหังก็เป็นเพียงบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์ผู้มีนิสัยเสเพลคนหนึ่ง ที่นางอาจหยิบมาใช้ประโยชน์ได้บ้างเท่านั้น แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า นางกลับได้พบอัจฉริยะผู้หาได้ยากยิ่งคนหนึ่งเข้าแล้ว!
นางตะลึงงันจนวาจาสูญหายไปชั่วขณะ ทว่าการนิ่งเงียบของนางนั้น กลับถูกจ้าวหังตีความไปว่า นางเกิดความตื่นตระหนกและอับจนหนทางเมื่อฐานะที่แท้จริงของตนถูกเปิดโปง!
“แม่นางได้โปรดวางใจเถิด!” จ้าวหังเห็นดังนั้นก็ยิ่งมั่นใจในการคาดคะเนของตน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงยิ่งกดให้เบาลงกว่าเดิม ทั้งยังเจือความร้อนใจอยู่สองส่วน “คุณชายเช่นข้านับว่ายังพอมีอำนาจบารมีในเมืองหลวงแห่งนี้อยู่บ้าง อาศัยนามจวนกั๋วกงหนิงแห่งแคว้นจิ้ง การจะปกป้องคุ้มครองแม่นางให้ปลอดภัยย่อมมิใช่ปัญหา ท่านไม่จำเป็นต้องหวาดผวาตกใจอีกแล้ว!”
เขาเห็นเมิ่งซีโจวทำท่าราวกับอยากจะเอื้อนเอ่ยออกมา แต่แล้วกลับหยุดเสียกลางคัน ก็พลันคิดไปว่านางคงมีความกังวลที่ยากจะตัดสินใจอยู่เต็มอก
“คุณชาย ท่านจะเข้าใจผิดไปแล้วจริงๆ” เมิ่งซีโจวสูดลมหายใจลึกหนึ่งครา ตัดสินใจเปล่งเสียงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นดังเดิมออกมาอีกครา “ข้า… เป็นเพียงสตรีธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น เพราะนึกชื่นชมในตัวท่านเซียวเหยาเค่อเหมือนกัน จึงรู้สึกว่าพวกเราน่าจะพูดคุยได้ถูกคอ…”
นางพยายามฉุดม้าป่าที่หลุดบังเหียนไปไกลอย่างจ้าวหัง ให้กลับคืนสู่เส้นทางอันถูกต้อง
“ข้าเข้าใจ! ข้าเข้าใจดี!” จ้าวหังพยักหน้ารัวๆประหนึ่งตำกระเทียม สีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยนคล้ายจะบอกว่า – แม่นางไม่จำเป็นต้องอธิบาย ข้าล้วนเข้าใจสิ้นแล้ว
จ้าวหังแอบคิดอยู่ในใจว่าไม่ควรบีบบังคับให้นางต้องยอมรับ ฐานะที่พิเศษเช่นนี้ ระมัดระวังไว้มากหน่อยย่อมเป็นเรื่องสมควรแล้ว
เข้าใจกับผีน่ะสิ!
“กแห่งใต้หล้านี้ เกรงว่าคงมีท่านผู้เดียวกระมังที่เข้าใจกระจ่างสิ้นทุกประการ!”
เมิ่งซีโจวเพียงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอ่อนล้าสายหนึ่ง ที่ถาโถมเข้าสู่หัวใจตน เป็นครั้งแรกที่นางสัมผัสได้เลือนรางว่า มีเค้าที่เรื่องราวกำลังจะดำเนินหลุดพ้นจากการควบคุมของตน
เห็นชัดว่าการฝืนอธิบายไปในยามนี้ล้วนแต่ไร้ประโยชน์ มิหนำซ้ำยิ่งอธิบายอาจยิ่งนำพาให้เข้าใจผิดมากขึ้น เมิ่งซีโจวจึงข้ามหัวข้อเหลวไหลพิลึกพิลั่นนี้ไปอย่างฉับพลัน
เมื่อแผนการภายหน้าดำเนินไป ฐานะคุณหนูใหญ่สายตรงแห่งจวนโหวของนางย่อมต้องถูกเปิดเผยเข้าสักวัน ทว่าในขณะนี้ นางยังมิได้เอ่ยปากยอมรับการคาดเดานั้นด้วยตนเอง ฉะนั้นแล้ว การคาดคะเนเหนือฟ้าเหนือดินของจ้าวหังในยามนี้ ท้ายที่สุดย่อมจะเป็นเพียงการมโนฟุ้งซ่านไปเองของเขาผู้เดียวเท่านั้น
นางปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว ใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาอย่างพอเหมาะอีกครา แล้วจึงค่อยชักพาบทสนทนาไปสู่จุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาในวันนี้
“คุณชายชื่นชอบงานเขียนของท่านเซียวเหยาเค่อถึงเพียงนี้ มิทราบว่าจะกรุณาแบ่งปันกับข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ว่าในบรรดางานเขียนทั้งหมด ท่านชื่นชอบฉบับใดที่สุด?”
นางจำต้องหยั่งรู้ความนิยมชมชอบของจ้าวหังให้ถ่องแท้เสียก่อน จึงจะสามารถเขียนใบสั่งยาได้ถูกกับโรค
และก็เป็นดังคาด เมื่อเอ่ยถึงงานเขียนของเซียวเหยาเค่อขึ้นมา จ้าวหังก็ราวกับเปลี่ยนเป็นอีกคนทันที ดวงตาของเขาทอประกายวาววับในชั่วพริบตา บรรยากาศกดดันหนักอึ้งเมื่อครู่พลันสลายหายไปจนหมดสิ้น
“โอ๊ะ! งานเขียนทุกฉบับของท่านเซียวเหยาเค่อล้วนเป็นผลงานสะเทือนทั่วใต้หล้า! แต่หากจะต้องตัดสินให้รู้แพ้รู้ชนะจริงๆ… เช่นนั้นก็ต้องเป็นเรื่อง ‘ไร้ผู้เหนือสรรพสิ่ง’ กระมัง!”
เมื่อเมิ่งซีโจวได้ยินเช่นนั้น ปลายคิ้วของนางก็พลันยกขึ้นเล็กน้อย จนอีกฝ่ายแทบไม่สังเกตเห็น
‘ไร้ผู้เหนือสรรพสิ่ง’ อย่างนั้นรึ?
นี่กลับผิดไปจากที่นางคาดเดาอยู่บ้าง
เพราะงานเขียนเล่มนั้น ทุกถ้อยคำทุกอักษรล้วนแฝงไว้ด้วยห้วงเสน่หาที่ฝังลึกถึงกระดูก เขียนพรรณนาถึงความรักที่เฝ้าไขว่คว้า แต่สุดท้ายกลับมิอาจสมหวัง ความรักความแค้นที่พัวพันรัดรึง จนยากจะตัดขาดได้หมดสิ้น
เดิมทีนางคิดว่า คนอย่างจ้าวหังผู้เป็นดั่งจอมมารป่วนแผ่นดินนี้ คงจะชื่นชอบเรื่องเล่าแห่งยุทธภพที่ทั้งรักแรงแค้นแรง ดื่มโลหิตล้างแค้นอย่างสะใจเสียมากกว่า ไม่คาดคิดเลยว่าเขากลับลุ่มหลงในงานเขียนที่ซาบซึ้งกินใจเล่มนี้แทน
“คำว่า ‘รัก’ นี้… ช่างยากนัก…”
ไม่รู้ว่าจ้าวหังนึกไปถึงสิ่งใดเข้า จึงได้ส่ายหน้าร่ายโคลงกลอนออกมา สีหน้าฉายแววหม่นเศร้า ดูขัดกับบุคลิกคุณชายเสเพลของเขาเสียจนดูแปลกตานัก
ทันใดนั้น เขาก็หันมองมาทางเมิ่งซีโจวด้วยแววตาร้อนแรง พลางย้อนถามกลับมาว่า
“แล้วแม่นางเล่า? ชื่นชอบงานเขียนชิ้นใดเป็นที่สุด?”
“จะว่าไปก็น่าแปลก วันนั้นที่ข้าได้พบคุณชายครั้งแรกที่หอร้อยรสชาติแห่งนี้ เพียงมองจากไกลๆปราดหนึ่ง กลับรู้สึกว่าคุณชายเป็นผู้ที่มีสง่าราศีไม่ธรรมดา ทั้งยังเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับว่า… เราทั้งสองได้เคยรู้จักกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน”
เมิ่งซีโจวเริ่มกล่าวถ้อยคำเลี่ยนหูเหล่านั้นออกมาอีกครา จนแม้แต่ตัวนางเองยังถึงกับขนลุกซู่
“งานเขียนที่ข้าชื่อชอบที่สุดนั้น เป็นเล่มเดียวกับคุณชายพอดี”
“ชอบงานเขียนชิ้นเดียวกันรึ?!”
ดวงตาของจ้าวหังเบิกกว้างกลมโตในชั่วพริบตา ก่อนจะระเบิดประกายยินดีมากมายออกมา!
นี่ช่างเป็นวาสนาที่สวรรค์ลิขิตโดยแท้!
เป็นสหายรู้ใจที่ถูกกำหนดมาในชะตาชีวิตก่อนแล้ว!
แม้แต่งานเขียนที่ชื่นชอบ ยังตรงกันถึงเพียงนี้!
นั่นยิ่งทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่า จะต้องช่วยกอบกู้สหายรู้ใจผู้กำลังจมปลักอยู่ในโคลนตมนี้ให้จงได้!
ในช่วงเวลาถัดมา จ้าวหังและเมิ่งซีโจวก็เอาแต่พูดคุยเกี่ยวกับผลงานของเซียวเหยาเค่ออย่างออกรสออกชาติ ทว่าในยามที่เขากำลังพูดคุยด้วยความเพลิดเพลินอย่างเต็มที่นั้น จู่ๆเมิ่งซีโจวกลับลุกขึ้นอย่างกะทันหัน สีหน้าแววตาเผยให้เห็นความเกรงใจและความอับจนปัญญา
“ขอคุณชายโปรดอภัย วันนี้หมดเวลาที่ข้าจะอยู่นอกจวนได้แล้ว พวกเรา…ค่อยพบกันใหม่ครั้งหน้าเถิด”
“หา? นี่แม่นางจะกลับแล้วรึ?”
ความกระตือรือร้นเต็มอกของจ้าวหัง ยามนี้ประหนึ่งถูกสาดด้วยน้ำเย็นทั้งอ่างจนดับสิ้น ความรู้สึกผิดหวังพลันถาโถมเข้าใส่ จนเขารู้สึกเพียงแค่ว่ากลางอกคล้ายเว้าแหว่งไปส่วนหนึ่ง
เขาเกือบจะเอ่ยปากรั้งนางไว้โดยไม่ทันคิด แต่ท่าทีต้องการจากไปของเมิ่งซีโจวนั้นแน่วแน่ยิ่งนัก หาได้เปิดช่องให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไม่
แต่เพราะความร้อนใจ จ้าวหังจึงรีบเอ่ยถามออกไปว่า
“แม่นาง! อย่างน้อย…ก็ควรบอกนามของท่านให้ข้าทราบบ้างจะได้หรือไม่?”