พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่89 ผู้มีจิตนาการประเสริฐนัก
บทที่89 ผู้มีจิตนาการประเสริฐนัก
เขาตื่นเต้นดีใจเสียจนลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันใด! ครั้นถัดมาอีกอึดใจ กลับรู้สึกว่าตนผลุนผลันจนเกินไป จึงรีบร้อนนั่งลงอย่างลนลานอีกครา
ทว่าเพียงบั้นท้ายแตะสัมผัสกับเก้าอี้ อาการหุนหันอยากจะพุ่งเข้าไปหานาง ก็พลันโหมซัดขึ้นในใจอีกคราหนึ่ง ยามนี้รู้สึกราวกับมีเปลวเพลิงแผดเผารุนแรง จนเขาไม่อาจนั่งเป็นสุขยืนเป็นสุขได้อีก สุดท้ายก็ลุกพรวดขึ้นอีกครา!
ท่าทางผุดลุกผุดนั่งกลับกลอกไม่คงที่ของเขานั้น ทำเอาสหายร่วมเที่ยวร่วมดื่มในโต๊ะต่างหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าตกตะลึงอย่างยิ่ง ราวกับกำลังคิดอยู่ในใจว่า วันนี้คุณชายจ้าวไปต้องลมผิดสำแดงอันใดมากันแน่?
“ช่างเถิด ข้าไม่สนแล้ว!” จ้าวหังกระทืบเท้ารุนแรงหนักแน่ คล้ายตัดสินใจเด็ดขาดกับเรื่องบางประการได้แล้ว
หากวันนี้ยังปล่อยให้พลาดพลั้งอีก ท่ามกลางเมืองหลวงที่กว้างใหญ่ และมีผู้คนเนืองแน่นดุจสายน้ำหลากเช่นนี้ เขายังจะไปตามหานางได้จากที่ใดอีกเล่า? โอกาสเช่นนี้หากพลาดแล้วย่อมยากจะหวนคืน!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดข่มหัวใจที่กำลังเต้นรุนแรงประหนึ่งคลุ้มคลั่งอยู่ ก่อนจะก้าวยาวตรงไปหาเมิ่งซีโจวทันที น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเจือทั้งความรู้สึกประหม่าและตื่นเต้น
“แม่นาง ช่างบังเอิญนัก พวกเราพบกันอีกคราแล้ว”
เมิ่งซีโจวเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าคลุมหน้าเป็นประกายดุจสายน้ำใส นางเพียงพยักหน้าเบาๆอย่างเฉยชา และเอ่ยตอบเพียงสั้นๆไม่กี่คำ
“บังเอิญจริง”
จ้าวหังไม่รอให้นางเอ่ยเชื้อเชิญ ก็ถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามนางเสียเอง ท่วงท่านั้นแฝงความเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ ที่เคยชินกับการทำสิ่งใดตามใจอยู่หลายส่วน
“ข้า… นั่งตรงนี้ได้หรือไม่?” แม้จะเป็นถ้อยคำไต่ถาม ทว่าการกระทำกลับนำหน้าไปก่อน แล้วจึงค่อยเอ่ยปากถามทีหลัง
“เชิญ” น้ำเสียงของเมิ่งซีโจวยังคงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ สายตาทอดลงบนถ้วยชาในมือ ราวกับใบชาที่ลอยอยู่ในถ้วยนั้น ยังชวนให้นางนึกสนใจได้เสียยิ่งกว่าบุรุษตรงหน้าอีก
แต่จ้าวหังกลับจ้องเขม็งไปที่แพขนตาซึ่งหลุบต่ำอยู่ ดวงตาที่โผล่พ้นผืนผ้าคลุมหน้าคู่นั้น ช่างกระจ่างใสเสียจนทำให้หัวใจของเขาพลันแน่นหนัก
เขาไม่อาจข่มคำถามในใจ รวมถึงข้อคาดเดาบ้าบิ่นที่มีไว้ได้ จึงลองหยั่งเชิงเอ่ยปากขึ้นว่า
“เรื่องของเซียวเหยาเค่อที่แม่นางเคยกล่าวถึงคราก่อนนั้น… ข้าได้ไปอ่านเรื่องเขียนของเขามาแล้ว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเจือด้วยอาการทอดถอนใจและชื่นชมอย่างจริงแท้
“ช่างเป็นเรื่องเขียนดีๆที่หาอ่านได้ยากนัก! ข้าขอถามแม่นางสักคำ ท่านรู้จักกับคนผู้นี้ได้อย่างไร?”
เขาจ้องมองเมิ่งซีโจวไม่วางตา พยายามจะจับพิรุธจากปฏิกิริยาเล็กๆน้อยๆที่นางแสดงออกมาให้ได้
การที่เขาสงสัยว่านางกับเซียวเหยาเค่อเป็นคนๆเดียวกันนั้น ก็หาใช่การคาดเดาส่งเดชไม่ ถึงแม้เขาจะเป็นคุณชายเสเพล แต่ทว่าก็มิใช่คนโง่!
บรรดาหอตำราใหญ่เล็กในเมืองหลวง ขอเพียงเป็นเรื่องเขียนที่พอมีชื่ออยู่บ้าง แทบทั้งหมดล้วนถูกเขาพลิกอ่านมาจนหมดสิ้นแล้ว! แต่แล้วจู่ๆกลับมีงานเขียนของ ‘เซียวเหยาเค่อ’ ที่เปล่งประกายเจิดจรัสดุจไข่มุกหลงอยู่กลางมหาสมุทรโผล่มาอย่างกะทันหัน โดยที่ก่อนหน้านี้เขากลับไม่เคยผ่านตามาก่อนได้อย่างไรกัน?
งานเขียนของเซียวเหยาเค่อที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับการปรากฏกายของคุณหนูตรงหน้าในเวลานี้ จังหวะเวลาช่างประจวบเหมาะเสียจนผิดธรรมดา! ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนชี้นำไปยังข้อสรุปอันหาญกล้าของเขา
เช่นนั้นไม่เท่ากับว่า… วันที่นางเอ่ยถึงเซียวเหยาเค่อนั้น ก็เพราะจงใจหลอกล่อให้เขาไปติดกับหรอกหรือ?
หรือเซียวเหยาเค่อผู้นั้นจะเป็นนักฆ่าแห่งองค์กรลึกลับจริงๆ? เพราะติดหล่มลึกจนไม่อาจถอนตัวได้ จึงต้องเพียรพยายามวางหมากกระดานนี้ขึ้นด้วยความประณีตแยบคาย เพียงเพื่อชักนำให้เขาเข้ามาช่วยเหลือกระมัง?
โดยปกติแล้วจ้าวหังแทบไม่ค่อยเข้าร่วมงานเลี้ยงที่เป็นทางการนัก ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่เคยได้พบเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของคุณหนูแห่งจวนโหวอย่างเมิ่งซีโจวมาก่อน
ถึงกระนั้น เมิ่งซีโจวก็ยังคงระมัดระวังตัว สวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าไว้ดังเดิม ฐานะของนางในยามนี้ จะเปิดเผยออกไปมิได้เด็ดขาด
นางทอดสายตาต่ำมองไปทางถ้วยชา หากดูผิวเผินอาจคล้ายนางกำลังมองชาในถ้วยด้วยสายตาเหม่อลอย ทว่าแท้จริงแล้ว หางตาของนางกลับฉับไวเฉียบคม จับสีหน้ามุ่งมั่นแน่วแน่บนใบหน้าของจ้าวหังได้อย่างชัดเจน สีหน้าของเขายามนี้ประหนึ่งต้องการจะบอกว่า – ข้าล่วงรู้ทุกสิ่งหมดแล้ว เหลือเพียงรอให้เจ้ารับสารภาพด้วยตนเองเท่านั้น
สำหรับเรื่องของเซียวเหยวเค่อนั้น เดิมทีนางก็มิได้มีเจตนาจะปกปิดเป็นความลับ เพื่อให้ผู้มีใจต้องสืบเสาะค้นหากันอย่างใหญ่โตเอิกเกริก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนอย่างจ้าวหัง ผู้ที่เป็นนักอ่านตัวยงเข้าขั้นคลั่งใคล้
แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า การที่มีอีกหนึ่งตัวตนอันลึกลับเพิ่มขึ้นมา ย่อมนับว่าเป็นหมากต่อรองชั้นหนึ่งที่นางจะสามารถใช้เพิ่มน้ำหนักบนกระดานหมาก เพื่อล่อหลอกอีกฝ่ายให้เข้ามาติดกับได้อย่างดี
แต่… จะให้นางยอมรับตรงๆอย่างนั้นรึ?
เช่นนั้นคงออกจะน่าเบื่อเกินไปแล้ว
“ข้าบังเอิญไปล่วงรู้เข้าเท่านั้น” เมิ่งซีโจวเอ่ยตอบเสียงเรียบไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ ทั้งยังเจือความห่างเหินไว้อย่างพอเหมาะพอดี “ต้องขอบคุณคุณชายจ้าวที่ชื่นชอบ”
คำตอบที่แสดงชัดแจ้งว่าเป็นการตอบอย่างขอไปทีนั้น ยิ่งทำให้จิตใจของจ้าวหังร้อนรนกระวนกระวายขึ้นฉับพลัน
ทว่าเมื่อคิดอีกมุมหนึ่ง เขาจึงเข้าใจขึ้นได้ในทันใด — ฐานะของนางพิเศษถึงเพียงนี้ หากยอมรับออกมาตรงๆย่อมไม่ต่างจากการรนหาที่ตายเอง!
วันนี้ที่นางยอมเสี่ยงออกมาพบเขา บางทีอาจต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการจนแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงก็เป็นได้ หรือไม่ก็อาจเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจอันตรายถึงชีวิตบางอย่างมา…
ครั้นคิดว่าสหายรู้ใจที่ตนพบเจอได้ยากยิ่งผู้นี้ กลับต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวิถีชีวิตแห่งนักฆ่าที่มืดมนไร้แสงตะวัน ตลอดยี่สิบปีของชีวิตที่ ‘มโนธรรม’ ในใจของจ้าวหังมิเคยได้ตื่นขึ้น ยามนี้กลับฟื้นคืนได้อย่างไม่ยากเย็น ทั้งยังแผ่ซ่านเป็นความรู้สึกปวดหนึบสะท้อนใจ พร้อมกับความรู้สึกเวทนาเห็นอกเห็นใจรุนแรงอีกระลอกหนึ่ง
ใช่แล้ว! แท้จริงอิสตรีนางนี้ก็คือนักฆ่าที่ใช้นามแฝงว่าเซียวเหยาเค่อ!
และนางก็กำลังขอความช่วยเหลือจากเขาทางอ้อมอยู่!!
เอาล่ะ! เขาทนเห็นความอยุติธรรมมามากเกินพอแล้ว!
เขาไม่อาจทนมองสหายรู้ใจของตนต้องดิ้นรนอยู่ในปลักโคลนอันมืดมนต่อไปได้อีก! เขาจะต้องช่วยนางให้หลุดพ้นจากห้วงทุกข์นี้ให้จงได้!
จ้าวหังหันซ้ายแลขวาฉับพลัน ครั้นแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดจับตามองพวกเขาเป็นพิเศษ จึงได้โน้มกายไปข้างหน้าเล็กน้อย เอนเข้าใกล้เมิ่งซีโจวแล้วเอ่ยกระซิบเสียงต่ำว่า
“ข้ารู้! แม่นางก็คือเซียวเหยาเค่อ! และข้ายังรู้อีกว่าแม่นางเป็น…” เขากดเสียงให้ต่ำลงยิ่งกว่าเดิม แผ่วเบาราวเสียงยุงบิน “นักฆ่าในโลกมืดคนหนึ่ง จงอย่าได้หวาดกลัวไปเลย ข้าช่วยแม่นางได้!”
“กริ๊ง!”
มือของเมิ่งซีโจวที่เดิมทีถือถ้วยชาพลางแกว่งเบาๆอย่างสำราญ พลันแข็งค้างในบัดดล ก้นถ้วยกระทบถาดรองเกิดเป็นเสียงใสกังวานขึ้นคราหนึ่ง
ชาร้อนอุ่นในถ้วยสั่นไหวรุนแรง จนแทบจะหกกระเซ็นออกมา!
นางเงยหน้าขึ้นทันใด จ้องมองจ้าวหังที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยสายตาแทบไม่อยากเชื่อ ใบหน้าอีกฝ่ายยังเต็มไปด้วยท่าทางราวกับกำลังบอกว่า – ข้าเข้าใจท่าน
นักฆ่ารึ?
นี่มันเรื่องอันใดกัน?!
จินตนาการของจ้าวหังผู้นี้ ช่าง… ล้ำเลิศจนออกทะเลไปไหนต่อไหนไกลแล้วกระมัง?
คนประเภทนี้นี่ล่ะ ช่างเหมาะนักที่จะไปเขียนเรื่องเล่าให้ชาวบ้านได้อ่านยิ่งกว่าผู้ใด?!
เชื่อข้าเถิด คนเยี่ยงเจ้านับมีพรสวรรค์ในเส้นทางนี้อย่างแท้จริง!!