พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่92 เมื่อไหร่ฮูหยินเมิ่งจะจุกอกตายเสียที (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่92 เมื่อไหร่ฮูหยินเมิ่งจะจุกอกตายเสียที (2)
บทที่92 เมื่อไหร่ฮูหยินเมิ่งจะจุกอกตายเสียที (2)
นางยิ้มมุมปากด้วยความแช่มชื่นใจ พลางซื้อปิ่นปักผมประดับขนนกกระเต็นอันนั้นไว้ เสมือนเป็นการจ่ายค่าเข้าชมละครฉากงามเมื่อครู่นี้
ครั้นรอจนเงาร่างของเมิ่งหนานอี้และฉู่เซียวเลือนหายไปจากปลายถนนเส้นยาวแล้ว นางจึงค่อยๆก้าวเท้าออกจากหอม่านสมบัติอย่างเนิบช้า แล้วจึงค่อยเดินเลือกซื้อของอย่างอื่นต่อ
เมื่อเมิ่งซีโจวกลับถึงจวนเมิ่ง ก็บังเอิญพบกับอนุหลิวที่ดูคล้ายอาการป่วยได้ทุเลาลงไม่น้อย ที่หัวมุมเลี้ยวของระเบียงทางเดินเข้าพอดี
นับตั้งแต่วันนั้นที่เมิ่งซีโจวกล่าววาจาเสียดสีประชดประชัน ถึงเรื่องที่ฮูหยินเมิ่งปฏิบัติต่ออนุหลิวอย่างโหดร้ายไม่เป็นธรรมที่เรือนซีจิ่น จนทำให้ความลำบากของอนุหลิวถูกเปิดออกสู่ที่แจ้ง
เมิ่งชินรุ่ยน่าจะยังคำนึงถึงความหลังอยู่บ้าง หรืออาจเพื่อรักษาหน้าตาของตนว่า เป็นประมุขตระกูลที่ดูแลจวนได้อย่างเป็นระเบียบและเหมาะสม ในที่สุด เขาจึงได้ลงมือไต่ถามด้วยตนเอง แล้วมอบหมายให้แม่นมกับหมอที่ไว้ใจได้มาดูแลอนุหลิว
เมื่อได้รับยาและการรักษาที่ตรงกับโรค อีกทั้งเดิมทีอนุหลิวก็มิได้เสียสติจริงๆ ยามนี้อนุหลิวคล้ายมีสติสติแจ่มชัดมากขึ้นทุกทีแล้ว ถึงขั้นสามารถให้สาวใช้ประคองออกมาเดินเล่นในสวนได้
ทว่า อนุหลิวผู้ที่เคยนับว่ามีฐานะตัวตนอยู่ในจวนแห่งนี้บ้าง บัดนี้กลับกลายเป็นคนเงียบขรึมผิดจากเดิม แทบมิยอมเอื้อนเอ่ยคำใดเลย ทั้งยังคอยหลบตาผู้คนอยู่เสมอ
เมื่อเห็นเมิ่งซีโจวเดินตรงเข้ามาเบื้องหน้าตน นางกลับประหนึ่งหนูเห็นแมว ตกใจจนสะดุ้งโหยงไปทั้งร่าง และด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด ถึงกับก้มหน้าก้มตาขยับหลบหลีกให้ อีกทั้งฝีเท้าของนางยังร้อนรนลนลานขึ้นมาทันใดด้วย
ในห้วงขณะที่คนทั้งสองกำลังจะเดินสวนกันไปนั้น อนุหลิวเพราะคล้ายจิตใจลนลานว้าวุ่น ฝ่าเท้าทั้งสองพลันสะดุดกันอย่างแรง ร่างทั้งร่างจึงโผถลาตรงเข้าใส่เมิ่งซีโจวอย่างไม่ทันตั้งตัว!
เมิ่งซีโจวที่ตาไวมือไว เพียงรีบยื่นแขนออกไปก็สามารถช่วยประคองรับนางไว้ได้อย่างมั่นคง แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับเป็นไอเยียบเย็นสายหนึ่ง พร้อมกับอาการสั่นเทาน้อยๆ ที่ส่งผ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่าย
มุมปากของเมิ่งซีโจวพลันยกขึ้นเล็กน้อย รู้สึกว่าเหตุการณ์ตรงหน้านี้ดูท่าจะสนุกอยู่บ้าง “อนุหลิว โปรดเดินระวังด้วย”
“ขอบคุณคุณหนูรอง…” อนุหลิวเอ่ยตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวยุงบิน ทั้งยังสั่นเครือจากอาการที่ยังไม่หายตกใจ
นางอาศัยแรงพยุงจากเมิ่งซีโจว จึงฝืนยืนให้มั่นคงได้อีกครา ครั้นตั้งตัวได้แล้วก็รีบชักมือกลับในทันที ทำประหนึ่งว่ากำลังถูกของร้อนลวกเข้าให้เต็มๆ จากนั้น ก็รีบหันมาคว้ามือของสาวใช้คนใหม่ไว้แน่น นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งซีโจวสักครั้ง เอาแต่ก้มหน้าก้มตาแล้วรีบก้าวโซเซเดินจากไปโดยเร็ว ราวกับว่าเบื้องหลังของนางมีภูตผีร้ายคอยไล่ติดตาม
เมิ่งซีโจวจ้องมองแผ่นหลังที่จากไปอย่างร้อนรนและลนลานนั้น พลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เมื่อครู่ ชั่วขณะที่นางยื่นมือออกไปประคองร่างอนุหลิวไว้ นางรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า มีบางสิ่งถูกยัดใส่เข้ามาในถุงแขนเสื้อของนางอย่างรวดเร็ว
ครั้นกลับถึงเรือนฉงหัวแล้วปิดประตูเข้าไปในห้องแล้ว เมิ่งซีโจวจึงค่อยๆล้วงเอาสิ่งที่อนุหลิวยัดไว้ให้ออกมาจากแขนเสื้ออย่างไม่รีบร้อนนัก
มันคือเศษผ้าเล็กๆชิ้นหนึ่ง
เมื่อนางคลี่ออกดู จึงได้พบว่าบนผืนผ้านั้นเขียนอักษรไว้เพียงแปดตัว—
คุณหนูใหญ่ ได้โปรดช่วยข้าด้วย
ปลายนิ้วของเมิ่งซีโจวลูบไล้ผืนผ้าหยาบกระด้างนั้นอย่างแผ่วเบา สีหน้าของนางกลับมิได้มีความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
อนุหลิวแยกได้ออกจริงๆว่าผู้ที่เป็นเมิ่งซีโจวตัวจริงนั้นคือนาง
เช่นนี้ต่างหากจึงจะถูกต้อง
กระทั่งตัวนางเองยังถูกฮูหยินเมิ่งแอบขายไปอย่างลับๆได้ ทั้งที่อยู่ใต้จมูกของเมิ่งชินรุ่ยแท้ๆ
ส่วนอนุหลิวนั้น… นางเป็นเพียงอนุผู้ซึ่งไร้ทั้งอำนาจฐานะ แต่กลับยังสามารถเลี้ยงดูเมิ่งจิ่งหมิง บุตรอนุผู้พอจะสั่นคลอนสถานะของฮูหยินเมิ่ง จนเติบใหญ่ขึ้นมาถึงเพียงนี้ได้อย่างปลอดภัย
หากจะกล่าวว่านางไร้ความสามารถ ทั้งยังไร้หนทางจะเอาตัวรอดด้วยตนเองแล้ว… ผู้ใดยังจะเชื่ออีกเล่า?
หลายวันก่อน ต่อให้เมิ่งซีโจวไม่ลงมือเอง นางก็เชื่อว่าอนุหลิวย่อมต้องมีหนทางถอยหนีไว้สำหรับปกป้องตนเองอยู่แล้วเป็นแน่
อีกอย่าง ชาติก่อนเมื่อครั้งที่นางต้องฝ่าความยากลำบากนานัปการ กว่าจะสามารถกลับสู่จวนโหวได้ อนุหลิวก็มิใช่ว่ายังมีชีวิตอยู่หรอกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจของเมิ่งชินรุ่ย อนุหลิวผู้นี้ยังนับว่าพอมีเยื่อใยหลงเหลืออยู่สองส่วน
แม้การตายของเมิ่งจิ่งหมิงจะทำให้ยามนี้อนุหลิวหมดอาลัยตายอยาก แต่นางมิใช่คิดว่าเป็นการตัดแขนรักษาชีวิตตนเองหรอกรึ?
หรือว่า…นางจะกำลังแสร้งเล่นละครตามน้ำ เพื่อหวังหมอบซ่อนอยู่ใต้เงามืด เฝ้ารอโอกาสที่จะวางแผนล้างแค้นแทนบุตรชายสุดที่รักกันแน่?
เมิ่งซีโจวเดินไปยังเตาไฟข้างหน้าต่าง แล้วโยนแถบผ้าผืนนั้นลงไป
นางทอดสายตามองแถบผ้าที่มอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีในชั่วพริบตา หากแต่ส่วนลึกในดวงตา กลับมีประกายวาววับคล้ายรอยยิ้มผุดขึ้น
ช่วยหรือ? นางย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว
ชาติก่อน แม้ไม่มีนางเข้าไปแทรกแซง อนุหลิวก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างเป็นสุขดี
นางยังคงเดินวนเวียนอยู่ต่อหน้าฮูหยินเมิ่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ใช้ประโยชน์จากความโปรดปรานของเมิ่งชินรุ่ยที่เหลืออยู่น้อยนิด ยังสามารถทำให้ฮูหยินเมิ่งโมโหเดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า แต่ทว่ากลับทำอะไรนางมิได้เลย
ชาตินี้ หากนางลอบเติมเชื้อไฟเพิ่มให้อีกสักนิด ทำให้ไฟกองนี้ลุกโหมมากขึ้นอีกสักหน่อย…
หากอาวุธที่เคยทื่อมีสนิมเกาะถูกลับคมขึ้นอีกครา มีหรือมีดอ่อนนุ่มอย่างอนุหลิวจะไม่หันกลับไปจ้วงแทงใส่ฮูหยินเมิ่งอย่างไร้ปราณี?
เรื่องใดที่ทำให้ฮูหยินเมิ่งต้องอัดอั้นตันใจ เมิ่งซีโจวย่อมไม่คิดจะปฏิเสธเลยแม้สักครั้ง
หลายวันมานี้ ที่นางเฝ้าคอยวางแผนการอยู่อย่างเงียบๆ ก็ยิ่งทำให้นางตระหนักชัดขึ้นทุกขณะว่า อำนาจของคนผู้หนึ่งนั้น ท้ายที่สุดแล้วย่อมมีขอบเขตจำกัด
หากอาศัยเพียงนางผู้เดียวค่อยๆก้าวเดินอย่างระมัดระวังอยู่ในจวนลึกโอ่อ่าแห่งนี้ คิดจะโค่นล้มฮูหยินเมิ่งผู้หยั่งรากลึกมั่นคงเสียให้สิ้นซาก ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย
เชื่องช้าอืดอาดเช่นนี้ แล้วต้องรอถึงปีใดเดือนใด จึงจะสามารถทำให้ฮูหยินเมิ่งโมโหจนตายได้เล่า?
บัดนี้มีอนุหลิวผู้ซึ่งทั้งเกลียดชังฮูหยินเมิ่งเข้ากระดูกดำ ทั้งยังเป็นสตรีที่มีเล่ห์กลวิธีอยู่ไม่น้อย เป็นฝ่ายยื่นกิ่งมะกอกมาเป็นพันธมิตรด้วยตนเองเช่นนี้ แล้วมีหรือที่นางจะไม่หยิบใช้ ‘คมมีด’ นี้ลงมือสังหารศัตรู?
เมิ่งซีโจวเปลี่ยนมาสวมใส่อาภรณ์สีรากบัวอ่อนชุดหนึ่ง ขับให้กิริยาท่วงท่าของนางดูสำรวมอ่อนโยนและสงบเสงี่ยมมากยิ่งขึ้น จากนั้น จึงยืนจัดแต่งปอยผมตรงขมับอยู่เบื้องหน้ากระจกสัมฤทธิ์
สตรีในกระจกนั้น คิ้วตาดุจภาพวาด งดงามหมดจด เย็นเยียบดุจจันทรา ราวกับเป็นเมิ่งซีโจว – คุณหนูใหญ่สายตรงแห่งจวนโหวที่ผู้คนนอกจวนล้วนรู้จัก
นางจ้องมองตนเองในกระจก แล้วค่อยๆยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
เอาล่ะ ถึงเวลาต้องไปปรากฏกายต่อหน้าท่านพ่อ กลับไปเป็นเมิ่งซีโจวคนนั้น… สักครู่หนึ่งอีกคราแล้ว